เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่คนไทยคุ้นเคยและไว้ใจในสรรพคุณของ “เพชรสังฆาต” (Cissus Quadrangularis) เถาไม้เลื้อยสุดอึดที่มีข้อปล้องเป็นเหลี่ยม ซึ่งถูกนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยสารพัด ตั้งแต่กระดูกหัก ข้อต่อบวมอักเสบ ไปจนถึงโรคริดสีดวงทวารและปัญหาทางเดินอาหาร ทุกวันนี้ เพชรสังฆาตไม่ได้เป็นแค่สมุนไพรพื้นบ้านที่พบเห็นได้ตามสวนสมุนไพรในชนบทหรือร้านยาแผนโบราณเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นพืชที่วงการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้ความสนใจอย่างมาก งานวิจัยเหล่านี้มุ่งไขกลไกทางชีวเคมีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสรรพคุณในการรักษาโรค และปูทางไปสู่การประยุกต์ใช้ใหม่ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้คน
เรามักจะพบเห็นเพชรสังฆาตเลื้อยพันอยู่ตามรั้วบ้านและค้างไม้ทางภาคใต้ของไทย โดยมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า สันชะฆาต หรือ สามร้อยต่อ พืชชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับองุ่น (Vitaceae) และมีประวัติการใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ในตำรับยาอายุรเวทโบราณ สูตรยาพื้นบ้านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงตลาดยาสมุนไพรสมัยใหม่ทั่วโลก ลักษณะเด่นของเพชรสังฆาตคือลำต้นสีเขียวอวบแข็งแรงและมีข้อปล้อง ซึ่งส่วนนี้เองที่ถูกนำมาใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่นมาแต่ไหนแต่ไร และเป็นที่มาของชื่อเสียงด้านสรรพคุณทางยา
แล้วอะไรล่ะที่ทำให้หมอแผนโบราณสนใจพืชชนิดนี้? คำตอบก็คือภูมิปัญญาชาวบ้านและการสังเกตจากประสบการณ์จริงล้วนๆ คนโบราณเห็นลักษณะเด่นของลำต้นที่เป็นข้อปล้องๆ คล้ายกระดูกต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ก็เลยเชื่อกันว่าจะช่วยรักษากระดูกหักได้ ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความเชื่อเรื่อง “รูปลักษณ์บอกสรรพคุณ” (doctrine of signatures) ที่พบได้ในตำรายาสมุนไพรทั้งของไทยและทั่วโลก ความเชื่อนี้ซึ่งเกิดจากการสังเกตธรรมชาติ ได้นำทางให้หมอพื้นบ้านนำลำต้นมาต้ม ปรุง หรือบดเป็นยาสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกหักหรือกระดูกอ่อนแอ ปัจจุบัน วิธีการรักษาเหล่านี้ยังคงสืบทอดต่อกันมา ผสมผสานเข้ากับพิธีกรรมการรักษาแบบพุทธ ความเชื่อท้องถิ่น และการแพทย์ชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย (ittm.dtam.moph.go.th)
แม้จะมีการใช้เพชรสังฆาตกันมาอย่างยาวนานในอดีต แต่สรรพคุณที่ว่ามานี้จะสามารถยืนยันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้มากน้อยเพียงใด? เพชรสังฆาตได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการทั้งในประเทศไทย อินเดีย และประเทศอื่นๆ ซึ่งนักวิจัยได้ค้นพบสารพฤกษเคมี (สารเคมีที่พบในพืช) ที่มีฤทธิ์ทางยาหลากหลายชนิด เช่น กลุ่มฟลาโวนอยด์ (อย่างเควอซิทิน เดดซีน เจนิสทีน) สเตียรอยด์ ไตรเทอร์พีนอยด์ วิตามินซี แคโรทีนอยด์ และสารประกอบสติลบีนที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น เรสเวอราทรอล และพิซีแทนนอล (Bioinformation, 2020; RxList) สารประกอบเหล่านี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ซึ่งช่วยอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสรรพคุณดั้งเดิมหลายประการของเพชรสังฆาตได้เป็นอย่างดี
งานวิจัยทางเภสัชวิทยาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าเพชรสังฆาตสามารถเร่งการซ่อมแซมกระดูก ลดอาการบวมและปวด และส่งเสริมสุขภาพของระบบเผาผลาญในร่างกาย ตามตำรับยาแผนไทยและอายุรเวทของอินเดีย มีการใช้ลำต้นของเพชรสังฆาตเพื่อช่วยในการฟื้นตัวจากกระดูกหัก ซึ่งปัจจุบันได้รับการยืนยันจากงานวิจัยเชิงทดลองแล้ว ตัวอย่างเช่น การศึกษาหลายชิ้นทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเพชรสังฆาตช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูกและเร่งการสมานของกระดูกหลังแตกหักได้ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะกระดูกบาง (osteopenia) ผลการศึกษาพบว่าการรับประทานสารสกัดเพชรสังฆาตช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ป้องกันโรคกระดูกพรุน (Phytomedicine, 2022; WebMD)
อีกด้านหนึ่งที่เพชรสังฆาตแสดงสรรพคุณโดดเด่นก็คือเรื่องสุขภาพข้อต่อ งานวิจัยพบว่าสารสกัดจากเพชรสังฆาตไม่เพียงช่วยลดอาการปวดและบวมของข้อต่อเท่านั้น แต่ในการทดลองโรคข้ออักเสบในสัตว์ ยังอาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่ายาต้านการอักเสบแผนปัจจุบันบางชนิดด้วยซ้ำ (Healthline; Verywell Health) งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ติดตามกลุ่มผู้ชายที่มีอาการปวดข้อเรื้อรัง พบว่าอาการปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพชรสังฆาต ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์สำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่มีอาการบาดเจ็บจากการใช้งานอวัยวะส่วนเดิมซ้ำๆ
นอกเหนือจากสรรพคุณด้านกระดูกและข้อต่อแล้ว การแพทย์พื้นบ้านของไทยยังใช้เพชรสังฆาตเพื่อรักษาปัญหาระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรคริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหาร และภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร ตำรายาพื้นบ้านได้บันทึกวิธีการใช้สารสกัดจากเพชรสังฆาตทั้งในรูปแบบยาทาภายนอกและยารับประทาน ซึ่งภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์ในการปกป้องกระเพาะอาหาร (RxList; ข้อมูลจาก WebMD) หลักฐานจากการทดลองในห้องปฏิบัติการชี้ว่าเพชรสังฆาตสามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันความเสียหายต่อระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs และความเครียด ทั้งนี้เป็นผลมาจากคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระของเพชรสังฆาต
งานวิจัยใหม่ๆ ยังได้ศึกษาบทบาทของเพชรสังฆาตต่อกลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มภาวะความผิดปกติที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เช่น โรคอ้วน คอเลสเตอรอลสูง และเบาหวาน การทดลองทางคลินิกส่วนใหญ่ที่ดำเนินการในต่างประเทศ แต่มีแนวทางสอดคล้องกับการรักษาแบบดั้งเดิมในท้องถิ่น พบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินที่รับประทานเพชรสังฆาตเสริม มีองค์ประกอบของร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอลดีขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผลการทบทวนงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าประโยชน์เหล่านี้มักจะปรากฏชัดเจนเมื่อใช้เพชรสังฆาตควบคู่ไปกับอาหารเสริมอื่นๆ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสรรพคุณในด้านนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (Healthline)
ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพชรสังฆาตมีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลากหลายเหล่านี้ได้อย่างไร? งานวิจัยพบว่าเพชรสังฆาตช่วยปรับการทำงานของกระบวนการอักเสบในร่างกาย กระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก (ออสติโอบลาสต์) และกำจัดอนุมูลอิสระตัวร้ายที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ การออกฤทธิ์เหล่านี้เป็นผลมาจากส่วนผสมอันอุดมสมบูรณ์ของสารกลุ่มสเตียรอยด์จากพืช สารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่พบในลำต้นและรากของเพชรสังฆาต (Bioinformation, 2020)
นักวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเพชรสังฆาต โดยการศึกษาทางคลินิกและในสัตว์ทดลองยืนยันว่าเพชรสังฆาตมีความเป็นพิษต่ำเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับประวัติการใช้อย่างปลอดภัยทั้งในรูปแบบอาหารและยามาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังบางประการคือ สตรีมีครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้เพชรสังฆาต เนื่องจากยังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ นอกจากนี้ คุณสมบัติในการกระตุ้นระบบเผาผลาญของเพชรสังฆาตอาจส่งผลกระทบต่อยาบางชนิด หรือผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น ผู้ป่วยโรคนิ่วในไต ในบางกรณีที่พบได้น้อย เนื่องจากในเพชรสังฆาตมีสารแคลเซียมออกซาเลตตามธรรมชาติในปริมาณมาก (WebMD; RxList) ดังนั้น เช่นเดียวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
สำหรับในประเทศไทย เพชรสังฆาตยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและสุขภาพของคนไทยอย่างแนบแน่น หมอพื้นบ้านในหลายจังหวัดยังคงแนะนำให้นำลำต้นสดมาตำพอกบริเวณที่กระดูกหัก ขณะที่คลินิกการแพทย์แผนไทยและร้านขายยาแผนโบราณก็มีผลิตภัณฑ์จากเพชรสังฆาตในรูปแบบแคปซูลและชาสำหรับบำรุงกระดูกและรักษาริดสีดวงทวารวางจำหน่าย (เอกสารเผยแพร่โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก) แม้ว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจะหันไปพึ่งพายาแผนปัจจุบันมากขึ้น แต่คุณค่าของเพชรสังฆาตยังคงได้รับการสืบทอด โดยมีทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและงานวิจัยทางคลินิกที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเครื่องยืนยัน
ในมิติทางวัฒนธรรม เพชรสังฆาตมีความหมายมากกว่าเป็นเพียงยารักษาโรค แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแพทย์แผนไทย พืชชนิดนี้มักปรากฏอยู่ในบทเพลงพื้นบ้านและเรื่องเล่ามุขปาฐะ โดยมีการถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความผูกพันในชุมชน แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพต่อภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน
สำหรับอนาคตข้างหน้า งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ในประเทศไทยและทั่วทวีปเอเชียกำลังขยายขอบเขตการนำเพชรสังฆาตไปใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น มีการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของเพชรสังฆาตในการรักษาโรคกระดูกพรุน ข้ออักเสบ การสมานแผล และแม้กระทั่งการใช้เป็นยาสนับสนุนในการควบคุมภาวะโรคอ้วนและกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Phytomedicine, 2022) ปัจจุบัน ความสนใจในการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์เสริม โดยเฉพาะศาสตร์ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง กำลังเพิ่มมากขึ้น ในบริบทนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ไม่เพียงแต่ตัวพืชสมุนไพรเพชรสังฆาตที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พิธีกรรม และองค์ความรู้ของชุมชนที่ผูกพันกับการใช้สมุนไพรนี้ด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจใช้เพชรสังฆาต มีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ดังนี้:
- ควรทำความเข้าใจว่าเพชรสังฆาตเป็นการรักษาเสริม ไม่ใช่การรักษาหลัก โดยจะให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้เป็นการบำบัดเสริมเพื่อสนับสนุนสุขภาพกระดูก ข้อต่อ ระบบย่อยอาหาร และระบบเผาผลาญ
- ปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ เด็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
- ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมาตรฐานในการเตรียมและความเข้มข้นของสารสกัดอาจมีความแตกต่างกัน
- บริโภคในปริมาณที่พอเหมาะและเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างสมดุล โดยนำความรู้จากทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและวิทยาศาสตร์มาปรับใช้
- พึงระลึกเสมอว่าการเยียวยาแบบดั้งเดิมจะให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ใช้เพื่อทดแทนการดูแลรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์
โดยสรุป เพชรสังฆาต (Cissus quadrangularis) เป็นมากกว่าเพียงเถาไม้เลื้อยธรรมดา แต่เปรียบเสมือนสะพานที่มีชีวิตเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาการรักษาแบบดั้งเดิมของไทยกับการค้นพบทางการแพทย์ในยุคปัจจุบัน บทบาทในอดีตของเพชรสังฆาตที่บัดนี้ได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัยทางเภสัชวิทยาและทางคลินิก ทำให้สมุนไพรชนิดนี้เป็นตัวอย่างอันทรงพลังที่แสดงให้เห็นว่าความรู้แต่โบราณและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่สามารถผสานกันเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพของส่วนรวมได้ ไม่ว่าจะถูกนำมาต้มเป็นชาสมุนไพรแบบพื้นบ้านหรือนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพชรสังฆาตก็ยังคงย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของมรดกภูมิปัญญา ควบคู่ไปกับศักยภาพในอนาคตของพืชสมุนไพร ในวัฒนธรรมสุขภาพอันรุ่มรวยของไทย
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น หากต้องการเริ่มหรือปรับเปลี่ยนการใช้สมุนไพรใดๆ ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพก่อนเสมอ
แหล่งข้อมูล