ลึกเข้าไปในผืนป่า ริมลำธาร หรือแม้แต่ตามรั้วบ้านในชนบทไทย เรามักพบเห็นเถาวัลย์เขียวชอุ่มเลื้อยพันอยู่ นั่นคือ ‘โคคลาน’ (Mallotus repandus) พืชที่สอดแทรกตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและมรดกทางการแพทย์ของไทยมาอย่างยาวนาน โคคลานได้รับความเคารพนับถือจากหมอยาพื้นบ้าน มีการสืบทอดตำรับยาจากรุ่นสู่รุ่น พืชที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนักนี้ ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น มะกายเครือ มะปอบเครือ หรือกระเปี๊ยะ นับเป็นจุดบรรจบที่น่าสนใจยิ่งระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ จากที่เคยใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการคันตามผิวหนัง และบำรุงตับ ปัจจุบัน โคคลานกลับกลายเป็นที่สนใจของงานวิจัยชีวการแพทย์ระดับโลก เป็นการท้าทายเส้นแบ่งระหว่างภูมิปัญญาไทยแต่โบราณกับการพิสูจน์ทางคลินิกสมัยใหม่

โคคลาน (Mallotus repandus) จัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae หรือวงศ์ยางพารา เป็นไม้เถาเนื้อแข็งทนทาน มีถิ่นกำเนิดทอดยาวตั้งแต่ชมพูทวีป ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไปจนถึงป่าดิบชื้นในนิวกินีและตอนเหนือของออสเตรเลีย ในบ้านเรา พืชชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดี มีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น สะท้อนความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของภูมิภาคต่างๆ ในชุมชนชนบทไทย ตำรับยาที่ใช้ส่วนแก่น ใบ หรือทั้งเถาของโคคลาน เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ ลดการอักเสบ และบำรุงตับ ตำรับยาสมุนไพรโบราณและภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาจากหมอยาพื้นบ้าน มักกล่าวถึงการนำโคคลานมาใช้เป็นยาทาภายนอก ชาชงดื่ม หรือบางครั้งก็เป็นส่วนประกอบในตำรับยาที่ซับซ้อนร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวบ้านในภาคอีสาน เช่น แถบอำเภอกุดชุม ใช้โคคลานเป็นยาปฏิชีวนะและแก้ปวดกระดูกมาตั้งแต่โบราณ ขณะที่ชุมชนอื่นเชื่อในสรรพคุณถอนพิษงูและช่วยให้ฟื้นไข้ (อ้างอิงจาก Wikipedia)

บทบาทของโคคลานในการดูแลสุขภาพตามวิถีไทยโบราณนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้รักษาโรคโดยตรง แต่ยังหยั่งรากลึกในปรัชญาการรักษาที่กว้างไกลกว่านั้น การแพทย์แผนไทยซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพุทธศาสนาและความเชื่อทางจิตวิญญาณ ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการเยียวยาร่างกาย แต่ยังเน้นความสมดุลของพลังงาน ธาตุ และจิตใจ ลักษณะที่เป็นเถาเลื้อย ความอดทน และการพบเห็นได้ง่ายของโคคลาน ทำให้เปรียบดั่งสัญลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ของความสามารถในการปรับตัวและความเชื่อมโยง ซึ่งมักปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านและศิลปะท้องถิ่น หลายคนเชื่อว่าการใช้ยาที่ปรุงจากโคคลานเปรียบเสมือนการน้อมรับเอาความกลมกลืนและความแข็งแกร่งจากธรรมชาติเข้ามาสู่ตัวตน อันเป็นแนวคิดที่พบเห็นได้ในการใช้สมุนไพรลักษณะเดียวกันทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อ้างอิงจาก ResearchGate)

ทว่าในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตำรับยาโบราณต้องเผชิญกับการแข่งขันจากยาแผนปัจจุบันและกระแสสุขภาพโลก ทำให้องค์ความรู้ดั้งเดิมถูกท้าทายด้วยความต้องการการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ด้วยความนิยมของพืชชนิดนี้ ประกอบกับคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่พบในพืชสกุล Mallotus อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน นักวิจัยหลายกลุ่มจึงเริ่มนำโคคลานมาทดสอบผ่านกระบวนการทดลองที่เข้มข้นและได้มาตรฐาน ซึ่งนับเป็นการให้เกียรติและท้าทายภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากชาวบ้านไปพร้อมกัน

การศึกษาสมัยใหม่ที่เจาะลึกที่สุดได้ใช้แบบจำลองในห้องปฏิบัติการหลากหลายรูปแบบเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของโคคลาน โดยเฉพาะด้านการบรรเทาอาการปวดและการอักเสบ งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่แบบเปิด (open-access) ซึ่งมุ่งศึกษาสารสกัดเมทานอลจากใบโคคลาน พบว่าพืชชนิดนี้อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และแทนนิน สารเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีในวงการเภสัชวิทยาว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และระงับปวด (อ้างอิงจาก PMC4297635) ผลการทดสอบมาตรฐานหลายวิธีในหนูทดลอง เช่น แบบจำลองการชักดิ้นจากกรดอะซิติก และแบบจำลองใบหูบวมจากไซลีน ชี้ว่าสารสกัดดังกล่าวช่วยลดอาการปวดและบวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อให้ในปริมาณสูง (๑,๐๐๐–๒,๐๐๐ มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม) กลไกการออกฤทธิ์ของโคคลานดูเหมือนจะทำงานผ่านสองช่องทาง คือ ทั้งส่วนกลาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นความเจ็บปวดจากความร้อน และส่วนปลาย ซึ่งส่งผลต่อเอนไซม์และสารต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการอักเสบบริเวณที่บาดเจ็บ

ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากโคคลานสามารถยับยั้งการตอบสนองต่อความเจ็บปวดได้ถึงร้อยละ ๖๓ และลดการอักเสบจากการทดลองได้ถึงร้อยละ ๗๙ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ใกล้เคียง แม้จะด้อยกว่ายามาตรฐานอย่างไดโคลฟีแนคเล็กน้อย สารสกัดนี้ยังแสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการลดการอักเสบเรื้อรัง ดังเห็นได้จากแบบจำลองการเกิดก้อนเนื้อเยื่ออักเสบ (granuloma) รอบก้อนสำลีที่ฝังในหนู ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่สอดคล้องกับการใช้โคคลานในไทยเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรังจากโรคข้ออักเสบและข้อเสื่อม ที่สำคัญ งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้รายงานว่าไม่พบสัญญาณความเป็นพิษในสัตว์ทดลองแม้ได้รับในปริมาณสูง (มากถึง ๔,๐๐๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงข้อมูลความปลอดภัยเบื้องต้นที่ค่อนข้างดี (อ้างอิงจาก PMC4297635 และ ResearchGate)

ในมุมมองทางพฤกษเคมี สรรพคุณทางยาของโคคลานน่าจะเกิดจากการทำงานร่วมกันของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล รวมถึงซาโปนินและแทนนิน เป็นที่รู้กันทั้งในองค์ความรู้สมัยใหม่และโบราณว่ามีส่วนช่วยลดการอักเสบ โดยทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ เช่น ไซโคลออกซิจีเนส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการปวดและบวม (อ้างอิงจาก ScienceDirect) สารประกอบเหล่านี้เองที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังชื่อเสียงของโคคลานในด้านการบำรุงตับ ดังที่พบในงานวิจัยเพิ่มเติมว่าสารสกัดช่วยลดค่าชี้วัดความเป็นพิษต่อตับและความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่มักพบในภาวะตับอักเสบ (อ้างอิงจาก ACS Omega)

สรรพคุณลดอาการคันของโคคลาน ที่มักกล่าวถึงในการใช้แบบพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อยและผิวหนังอักเสบ ก็อาจเป็นผลพวงมาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แม้กลไกที่แน่ชัดยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม นักเภสัชวิทยายุคใหม่มักเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแยกสารประกอบองค์ประกอบอย่างละเอียด และการทดลองทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติม ก่อนจะสามารถให้คำแนะนำทางการแพทย์ในวงกว้างได้ (อ้างอิงจาก ScienceDirect)

ดังนั้น การประยุกต์ใช้สำหรับผู้อ่านชาวไทยจึงค่อนข้างชัดเจน แต่ก็มีข้อควรพิจารณา สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูกเล็กน้อยเป็นครั้งคราว หรือต้องการบำรุงตับเสริม การใช้โคคลานตามตำรับดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นยาทาภายนอกหรือชาชงแบบเจือจาง ก็พอจะอุ่นใจได้มากขึ้นจากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยยังคงเป็นประเด็นสำคัญ แม้ข้อมูลความเป็นพิษในสัตว์ทดลองจะดูดี แต่รายละเอียดเรื่องปริมาณการใช้ วิธีการเตรียม การแพ้เฉพาะบุคคล และปฏิกิริยาที่อาจเกิดกับยาอื่น จำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาอื่นอยู่ การนำตำรับยาแผนโบราณมาปรับใช้ในแผนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ตามแนวทางของทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย และองค์การอนามัยโลก (อ้างอิงจาก ThaiScience)

นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยจริง โคคลานยังเป็นดั่งเครื่องยืนยันที่มีชีวิตถึงการผสานอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยเข้ากับภูมิปัญญาที่อิงอาศัยธรรมชาติ การใช้โคคลานในการรักษาแบบพื้นบ้านอย่างแพร่หลาย ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนปรัชญาที่กว้างไกลกว่านั้นว่า สุขภาพมิได้หมายถึงเพียงการปราศจากโรคภัย แต่เป็นกระบวนการสร้างสมดุลอย่างต่อเนื่องระหว่างมนุษย์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงอดีตและปัจจุบัน การที่โคคลานยังคงยืนหยัดอยู่ในตำรับยาของหมู่บ้านไทย แม้จะมีการไหลบ่าของยาจากต่างแดน ยิ่งตอกย้ำถึงรากฐานอันลึกซึ้งในความทรงจำร่วมและวิถีชีวิตผู้คน อันที่จริง ความนิยมของลูกประคบสมุนไพรและสถานบริการนวดแผนไทยทั่วประเทศ ก็มักมีโคคลานเป็นส่วนประกอบ แม้บางครั้งอาจมาในชื่อท้องถิ่นที่ไม่คุ้นหูก็ตาม (อ้างอิงจาก Pharmacia)

เมื่อมองไปยังอนาคต ความสนใจในโคคลานมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและความต้องการ ‘ซูเปอร์ฟู้ด’ รวมถึงยาสมุนไพรธรรมชาติทั่วโลก ได้กระตุ้นให้นักวิจัยและหมอยาไทยหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาสารสกัดมาตรฐาน ปริมาณที่เหมาะสม และการประกันคุณภาพเพื่อการส่งออก ผู้บุกเบิกบางรายในแวดวงแพทย์แผนไทยกำลังจับมือกับนักวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาตำรับยาสมุนไพรใหม่ๆ โดยยังคงอิงสูตรดั้งเดิม แต่เสริมด้วยประโยชน์จากการกำหนดมาตรฐานและการจัดทำเอกสารทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ (อ้างอิงจาก Pensoft)

ขณะเดียวกัน ข้อกังขาอย่างสมเหตุสมผลและความต้องการหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำกล่าวอ้างสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหรือการปกป้องอวัยวะภายใน ความก้าวหน้าในอนาคต เช่น การทดลองทางคลินิกในมนุษย์สำหรับยาที่พัฒนาจากโคคลาน หรือการค้นพบสารประกอบใหม่ที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา อาจช่วยยกระดับชื่อเสียงของโคคลานให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับคนไทยทั่วไปที่สนใจใคร่รู้ถึงสรรพคุณทางยาอันยาวนานของโคคลาน มีข้อแนะนำสำคัญดังนี้:

  • ให้ความสำคัญกับการเตรียมยาตามตำรับดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา และควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ แต่ยังรอบรู้เรื่องปริมาณการใช้และการจัดการความเสี่ยง
  • สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่วางจำหน่ายทั่วไป ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้รับการอนุมัติจาก อย. หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงคุณภาพที่หลากหลายและความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิดที่ขายตามท้องตลาด
  • พึงระลึกเสมอว่ายาสมุนไพรไม่สามารถทดแทนยาที่แพทย์สั่งสำหรับรักษาโรคร้ายแรง ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง แต่อาจใช้เป็นทางเลือกเสริมเพื่อบรรเทาอาการ ตามที่ผลการศึกษาเบื้องต้นในสัตว์ทดลองบ่งชี้ (อ้างอิงจาก PMC7114618)
  • ตัดสินใจโดยพิจารณาทั้งปัจจัยทางวัฒนธรรมและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รับฟังทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมในครอบครัวและหลักฐานใหม่ๆ พร้อมทั้งปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพมืออาชีพ

เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องราวของโคคลานสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพลังอันยั่งยืนของภูมิปัญญาด้านสมุนไพรในสังคมไทย ที่ซึ่งการรักษาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสารเคมี แต่ยังเกี่ยวพันกับความทรงจำ พิธีกรรม และการผสานความรู้เก่าแก่เข้ากับวิถีชีวิตใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง ในขณะที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังคงค้นคว้า ถอดรหัส และบางครั้งก็ช่วยยืนยันการแพทย์พื้นบ้าน โคคลานเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าอดีตและปัจจุบันของสุขภาพคนไทยนั้นเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งและก่อเกิดคุณประโยชน์

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทางการศึกษาเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจตำรับยาแผนโบราณ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการรับรองก่อนตัดสินใจใช้โคคลานหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรอื่นใด

แหล่งข้อมูล: