“งา” ไม่ว่าจะเป็นงาขาวหรืองาดำ เป็นธัญพืชที่ผูกพันกับวิถีชีวิต อาหารการกิน และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมาช้านาน งาได้รับการยอมรับคุณค่ามานับพันปีทั่วทั้งเอเชีย และมีความโดดเด่นเป็นพิเศษในตำรับอาหารไทย ในยุคปัจจุบัน งาเริ่มเป็นที่สนใจและถูกนำมาศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางกระแสที่ทั้งในไทยและทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ ภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของงา ประกอบกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นทั้งแรงบันดาลใจและแนวทางที่จับต้องได้สำหรับการดูแลสุขภาพในโลกยุคใหม่
ย้อนไปในหน้าประวัติศาสตร์ งาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของอาหารบำรุงกำลังและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งในสังคมไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ต้นกำเนิดของงาสามารถสืบย้อนไปได้ยาวนานกว่า 5,000 ปี โดยมีหลักฐานการใช้ปรากฏในอารยธรรมโบราณทั้งในอินเดีย จีน ตลอดจนแหล่งโบราณคดีแถบเมดิเตอร์เรเนียน ในบริบทของไทย งาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องสักการะในวัด เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีงานบุญต่างๆ และพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปของขนม อาหารคาว หรือแม้แต่น้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ด นอกเหนือจากมิติทางอาหารแล้ว ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยยังให้ความสำคัญกับงาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงาดำ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาหารอายุวัฒนะ เชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการบำรุงอวัยวะต่างๆ ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ และช่วยเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ความเชื่อดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับคุณค่าทางโภชนาการอันโดดเด่นของงาอย่างน่าสนใจ เมล็ดงามีปริมาณน้ำมันสูงกว่าพืชส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนมากเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี แร่ธาตุ และวิตามินนานาชนิด ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทยมักให้การยกย่องสรรพคุณของงาดำว่าเหนือกว่างาชนิดอื่น โดยเชื่อว่าช่วยบำรุงโลหิต เสริมการทำงานของตับและไต ทั้งยังมีฤทธิ์ “เย็น” ช่วยลดความร้อนในร่างกายยามมีไข้หรือมีอาการแห้งผาก ความเชื่อนี้ยังพ้องกับการแพทย์แผนจีนโบราณ สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาในภูมิภาค ซึ่งต่างก็เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของงาในการเพิ่มความชุ่มชื้นแก่อวัยวะภายใน บรรเทาอาการท้องผูก กระตุ้นการผลิตน้ำนม ตลอดจนบำรุงผิวพรรณและเส้นผม
สิ่งที่ทำให้งาโดดเด่นกว่าสมุนไพรอื่นๆ คือการที่งาสามารถแทรกซึมและผสมผสานอย่างกลมกลืนเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่อาหารการกินไปจนถึงการเยียวยาแบบพื้นบ้าน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่วิทยาการโภชนาการยุคใหม่ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังเช่นข้อมูลสรุปจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nutrients (PMC9573514) ชี้ชัดว่างามีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างน่าทึ่ง เมล็ดงาทุก 100 กรัม ให้โปรตีนประมาณ 20 กรัม ไขมัน 50 กรัม (ส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว) และใยอาหารถึง 15 กรัม ยิ่งไปกว่านั้น งายังเป็นแหล่งรวมของแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง และสังกะสี ซึ่งเป็นสารอาหารที่มักพบว่าผู้คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์ ได้รับไม่เพียงพอ
จุดเด่นสำคัญของงาคือการมีสารประกอบในกลุ่มลิกแนน (lignans) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อาทิ เซซามิน (sesamin) เซซาโมลิน (sesamolin) และเซซามอล (sesamol) สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้น้ำมันงาไม่เหม็นหืน (ซึ่งทำให้น้ำมันงาของไทยยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญในครัวเรือน แม้ในสภาพอากาศร้อนชื้น) แต่ยังมีงานวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการและในมนุษย์ที่ชี้ให้เห็นถึงฤทธิ์ทางชีวภาพอันหลากหลาย งานวิจัยจำนวนมากบ่งชี้ว่าเซซามิน ซึ่งเป็นลิกแนนที่พบมากที่สุดในเมล็ดงา มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดการอักเสบ และยังอาจช่วยปกป้องตับและไต (อ้างอิง: PMC9573514, Molecules)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) จากการทดลองทางคลินิกล่าสุด ซึ่งพบว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์จากงาเป็นประจำส่งผลดีต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ ผู้เข้าร่วมการทดลองที่บริโภคผลิตภัณฑ์จากงา รวมถึงน้ำมันงา มีระดับคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL หรือ “ไขมันเลว”) ลดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีการควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ในบางการศึกษายังพบการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของสารบ่งชี้ภาวะการอักเสบและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งชี้ให้เห็นว่างามีบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ (อ้างอิง: PubMed)
ผลการวิจัยเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับภูมิปัญญาโบราณของหมอแผนไทย ที่มักใช้งาเป็นยาฤทธิ์อ่อนสำหรับบรรเทาภาวะ “ร้อนใน” ตั้งแต่อาการระคายเคืองผิวหนัง ท้องผูก ไปจนถึงช่วยปรับสมดุลในสตรีวัยหมดประจำเดือน เหล่าคุณแม่ชาวไทยก็มักจะเตรียมขนมที่มีส่วนผสมของงา หรือเติมน้ำมันงาเล็กน้อยในอาหารให้ลูกหลาน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากแคลเซียมธรรมชาติและไขมันดีในงา ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต
งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันเริ่มชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จำเพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น มีการศึกษาศักยภาพของสารลิกแนนในงาในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการยับยั้งกลไกการเติบโตของเนื้องอกในระดับห้องปฏิบัติการ (Eur J Pharmacol) การศึกษาในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ระยะเริ่มต้นยังบ่งชี้ว่าน้ำมันงาและสารลิกแนนมีส่วนช่วยส่งเสริมกระบวนการล้างพิษในตับ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองและการได้ยินโดยการต่อต้านภาวะเครียดจากออกซิเดชัน งานวิจัยบางชิ้นที่ศึกษาในกลุ่มประชากรไทยโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของน้ำมันงาในการช่วยปรับปรุงระดับไขมันในเลือดและลดความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรมหรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Am J Med)
อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับอาหารหรือสมุนไพรอื่นๆ การบริโภคงาก็มีข้อควรระวังที่สำคัญ แม้ว่าคนส่วนใหญ่สามารถบริโภคเมล็ดงาและน้ำมันงาในปริมาณที่เหมาะสมได้อย่างปลอดภัย แต่ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากงาจัดเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่งทั่วโลก นอกจากนี้ การบริโภคงาในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือเกิดปัญหาในระบบย่อยอาหารได้ เนื่องจากงามีแคลอรี่และปริมาณไขมันค่อนข้างสูง สารประกอบตามธรรมชาติบางชนิดในงาที่เรียกว่า “สารต้านโภชนาการ” (antinutrients) เช่น ไฟเตต (phytates) และออกซาเลต (oxalates) อาจขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดหากบริโภคในปริมาณที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม วิธีการเตรียมอาหารแบบไทยดั้งเดิม เช่น การคั่ว การแช่น้ำ หรือการหมัก ก็สามารถช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้ส่วนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น คุณค่าของงาในสังคมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางสุขภาพเท่านั้น งายังเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เกษตรกรไทยนิยมปลูกงาเนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้งและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินหลายประเภทของไทย เหมาะสมทั้งกับการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์และในระดับครัวเรือน ความหลากหลายในการนำงามาปรุงอาหารทั้งคาวหวาน ตั้งแต่ขนมต่างๆ ที่ใส่งาไปจนถึงส่วนประกอบในลาบ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิด “อาหารคือยา” ยังคงเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่เรื่องที่ล้าสมัยแต่อย่างใด
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในประเทศไทยได้เริ่มทำการประเมินพันธุ์งาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาสายพันธุ์ที่มีปริมาณสารลิกแนนและสารอาหารที่เหมาะสมที่สุด โดยมุ่งหวังที่จะช่วยปรับปรุงทั้งผลผลิตและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มนำน้ำมันงาสกัดเย็นมาใช้ในการนวดบำบัด และเป็นส่วนเสริมในการดูแลรักษาแผลไฟไหม้และบาดแผล ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อแต่โบราณ และยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคุณสมบัติด้านการให้ความชุ่มชื้นและต้านการอักเสบของน้ำมันงา (Int J Mol Sci) ภูมิปัญญาด้านความงามของไทยแต่ดั้งเดิมก็ยอมรับในคุณสมบัติของเมล็ดงาและน้ำมันงาในการบำรุงผิวพรรณและเส้นผม ซึ่งในปัจจุบันก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์ความรู้ด้านวิทยาการเครื่องสำอางเช่นกัน
แล้วธัญพืชโบราณชนิดนี้ จะสามารถเป็น “ยาวิเศษ” ดั่งคำกล่าวอ้างได้จริงหรือ? วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ชี้ว่า หากบริโภคงาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพ งาก็มีประโยชน์ที่จับต้องได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสุขภาพทั้งของคนไทยและประชาคมโลก เช่น การเสริมสร้างสุขภาพหัวใจ การบำรุงกระดูก และการป้องกันโรคทางเมตาบอลิกบางชนิด กระนั้น เช่นเดียวกับอาหารเสริมหรืออาหารเชิงหน้าที่ (functional foods) อื่นๆ การบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะยังคงเป็นหัวใจสำคัญ และไม่ควรมองว่างาเป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้ด้วยตนเอง หรือใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ตามคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สำหรับครอบครัวชาวไทยที่ต้องการคำแนะนำในการนำงามาบริโภค มีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญดังนี้:
- นำเมล็ดงาและน้ำมันงามาเป็นส่วนประกอบในมื้ออาหารประจำวัน เช่น โรยบนข้าวสวยหรือก๋วยเตี๋ยว ใช้ทำน้ำสลัด หรือผสมในขนมต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารจากธรรมชาติ
- เลือกใช้วิธีการเตรียมแบบดั้งเดิม เช่น การคั่วด้วยไฟอ่อนๆ หรือการแช่น้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาติและทำให้ย่อยง่ายขึ้น
- ให้ความระมัดระวังเรื่องอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวมีอาการแพ้อาหาร
- ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากงาที่มีความเข้มข้นสูง หรือใช้ในลักษณะเป็นยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือสตรีมีครรภ์ (อ้างอิง: Nutrients)
ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเปิดรับทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เมล็ดงาถือเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมของความสมดุลอันกลมกลืนนี้ ความนิยมที่ไม่เคยเสื่อมคลายของงา ซึ่งมีรากฐานมาจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ คุณค่าทางโภชนาการ และสรรพคุณในการเยียวยาอย่างอ่อนโยน ได้ตอกย้ำหลักการสำคัญที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมไทย นั่นคือ อาหาร ชุมชน และสุขภาพ ล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และบ่อยครั้งที่วิธีการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือสิ่งที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการพิสูจน์ทั้งด้วยประสบการณ์และหลักฐานเชิงประจักษ์
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทางการศึกษาเท่านั้น ผู้ที่สนใจนำเมล็ดงาหรือผลิตภัณฑ์จากงามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางสุขภาพ ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อขอรับคำแนะนำที่ตรงกับสภาวะของแต่ละบุคคล