กิ่งก้านของ “ข่อย” (ชื่อวิทยาศาสตร์ Streblus asper) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยมานานนับศตวรรษ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นส่วนสำคัญในภูมิปัญญาการรักษาโรคของไทยและเพื่อนบ้านในเอเชีย ต้นข่อยได้รับการยกย่องในการแพทย์แผนโบราณ ปรากฏในนิทานพื้นบ้านมากมาย และยังมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ยุคแรกของสยามว่าเป็น “ต้นไม้แปรงสีฟัน” พืชธรรมดาๆ ชนิดนี้ยังคงเป็นที่สนใจของทั้งหมอพื้นบ้านและนักวิทยาศาสตร์ไม่ขาดสาย ปัจจุบัน เมื่อกระแสดูแลสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ข่อยจึงไม่ใช่แค่สมบัติทางภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ยังเป็นสมุนไพรที่มีแววในการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์สรรพคุณที่เล่าขานกันมานั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

อิทธิพลของต้นข่อยนั้นเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่หมู่บ้านห่างไกลในอีสานที่คนเฒ่าคนแก่เคยใช้กิ่งข่อยที่ทุบปลายจนเป็นเส้นใยมาแปรงฟัน ไปจนถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงามในวัดสมัยอยุธยาที่วาดภาพเด็กๆ กำลังเคี้ยวเปลือกข่อย เนื้อไม้ข่อยมีรสขมแต่กลิ่นหอม จึงเป็นที่นิยมใช้ดูแลสุขภาพและรักษาโรคมาแต่โบราณ แต่ทว่างานวิจัยสมัยใหม่ให้ข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสมุนไพรชนิดนี้ไว้อย่างไร และข่อยจะยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพคนไทยในศตวรรษที่ 21 นี้ได้อีกหรือไม่

ข่อย (Streblus asper) เป็นพืชพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นได้ดีในสภาพอากาศแห้งของไทย กัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้าน แต่ละท้องถิ่นก็เรียกชื่อต่างกันไป เช่น กักไม้ฝอย ส้มพอ ซะโยเส่ และ ขันตา สะท้อนภาษาถิ่นและเรื่องเล่าพื้นบ้าน พืชชนิดนี้ปรากฏในตำรับยาแผนไทยและอายุรเวท ใช้รักษาได้สารพัดอาการ ตั้งแต่ปวดฟัน เป็นไข้ ท้องเสีย โรคผิวหนัง ไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคเรื้อน โรคเท้าช้าง และมะเร็ง (NCBI; WisdomLib) ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านยังจำได้ดีว่าทุกส่วนของข่อย ทั้งราก เปลือก ใบ หรือยาง ล้วนมีบทบาทในตู้ยาของคนโบราณ

แต่ความสำคัญของข่อยไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องรักษาโรค ยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอีกด้วย ก่อนที่กระดาษแบบปัจจุบันจะแพร่หลาย เด็กนักเรียนในสยามเคยใช้ “กระดาษเปลือกข่อย” วัสดุคล้ายแผ่นหนังที่ทนทาน ใช้จารึกคัมภีร์พุทธศาสนาและพระราชกฤษฎีกาต่างๆ สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น (วิกิพีเดีย) ความผูกพันอันลึกซึ้งของต้นข่อยกับการเรียนรู้หนังสือ พิธีกรรม และการดูแลสุขภาพ ทำให้ข่อยมีความหมายมากกว่าแค่ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

แล้ววิทยาศาสตร์ยุคใหม่ค้นพบอะไรบ้างเกี่ยวกับสรรพคุณรักษาโรคของข่อยที่เล่าลือกันมานาน? งานวิจัยในห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางคลินิกล่าสุด ให้ผลยืนยันที่น่าสนใจ แม้ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น สำหรับการใช้ข่อยตามตำรับโบราณหลายขนาน การวิเคราะห์ยุคใหม่พบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายในต้นข่อย โดยเฉพาะกลุ่มโมเลกุลที่เรียกว่าคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ (cardiac glycosides) รวมถึงแทนนิน (tannins) ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) และซาโปนิน (saponins) สารเหล่านี้มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ตามภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างน่าทึ่ง (PMC; ResearchGate)

งานวิจัยเมื่อปี 2567 สามารถแยกสารคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ชนิดใหม่ได้ถึง 10 ชนิดจากรากข่อย ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการนำไปใช้รักษาโรคจากไวรัส (PubMed) นับเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นในยุคที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังมองหาทางออกเรื่องเชื้อโรคดื้อยาจากพืช งานทดลองยังเน้นไปที่ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพของข่อย งานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งในไทยพบว่าสารสกัดเอทานอลจากใบข่อยช่วยลดการอักเสบในหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ (ScienceDirect; PubMed) ผลวิจัยนี้ช่วยอธิบายในเชิงเภสัชวิทยาถึงการใช้ข่อยตามภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อรักษาเหงือกบวม ฝี และอาการปวดข้อ งานวิจัยเพิ่มเติมยังตอกย้ำประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อโรคในช่องปาก ซึ่งหนุนเสริมชื่อเสียงอันยาวนานของข่อยในฐานะ “แปรงสีฟัน” ธรรมชาติ (เอกสาร PDF จาก JDAT)

อันที่จริง กิ่งข่อยยังคงเป็นที่นิยมใช้ดูแลฟันในบางชุมชนของไทย สร้างช่องทางตลาดเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากจากธรรมชาติที่กำลังโตวันโตคืน การศึกษาในห้องปฏิบัติการเปรียบเทียบสารสกัดข่อยกับน้ำยาบ้วนปากที่วางขายทั่วไปพบว่า ข่อยช่วยลดคราบจุลินทรีย์ ยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุ และส่งเสริมสุขภาพช่องปากโดยรวมได้ ผลการค้นพบนี้สอดคล้องกับสิ่งที่อาสาสมัครสาธารณสุขในชนบทจากภาคกลางสังเกตเห็นและส่งเสริมกันมานาน คือการเคี้ยวกิ่งข่อยเพื่อเสริมความแข็งแรงของฟันและทำให้ลมหายใจสดชื่น (เอกสารจาก WJPMR)

นอกจากการดูแลสุขภาพฟัน ข่อยยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอีกหลากหลาย มีการพิสูจน์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเบาหวานในห้องปฏิบัติการ โดยสารสกัดจากเปลือกและใบข่อยแสดงให้เห็นศักยภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดและต่อสู้กับภาวะเครียดจากออกซิเดชัน ซึ่งเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับความชราและโรคเรื้อรัง (NCBI; SciELO) งานวิจัยจากอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังระบุถึงการใช้ผลิตภัณฑ์จากข่อยเป็นยาแก้ท้องร่วงและแก้บิด รวมถึงใช้เป็นยาสมทบในการรักษาโรคติดเชื้อที่ผิวหนัง เพราะมีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียและสมานแผล (PubMed)

การวิเคราะห์เมื่อปี 2564 ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxic) และการชักนำให้เซลล์ตาย (apoptosis-inducing) ของสารคาร์ดิแอกไกลโคไซด์บางชนิดในสารสกัดจากรากข่อย (PubMed) ผลวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการรักษามะเร็งในห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ดี ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพในมนุษย์ ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ก็เน้นย้ำว่าไม่ใช่ทุกส่วนประกอบของข่อยจะปลอดภัย โมเลกุลที่ทำให้ข่อยมีฤทธิ์ทางยา เช่น คาร์ดิแอกไกลโคไซด์ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะอาจมีพิษ โดยเฉพาะหากบริโภคในปริมาณมากหรือขาดการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ (ScienceDirect; เอกสารจาก IJRDPL)

ความระมัดระวังเช่นนี้เป็นประเด็นที่นักวิจัยพูดถึงอยู่เสมอ แม้การศึกษาในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองจะสนับสนุนประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่างของข่อยตามที่กล่าวอ้าง แต่ข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนในมนุษย์ยังมีจำกัด การศึกษาเรื่องการใช้ข่อยในช่องปากเพื่อสุขภาพฟันให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ แต่ยังไม่มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials) ขนาดใหญ่มายืนยันประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จากข่อยสำหรับภาวะทางการแพทย์ที่รุนแรงกว่านั้น ถึงแม้รายงานความเป็นพิษเฉียบพลันในการแพทย์พื้นบ้านจะมีน้อย แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็ชี้ว่าควรใช้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้มีปัญหาโรคหัวใจอยู่เดิม

ในมุมมองด้านสาธารณสุข สถานะทางกฎหมายและข้อบังคับของข่อย (Streblus asper) อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุขของไทย ซึ่งสนับสนุนการวิจัยและการนำยาแผนโบราณมาใช้อย่างปลอดภัย แต่ก็เตือนไม่ให้รักษาตัวเองโดยไม่ได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เรื่องนี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม ที่หมอแผนโบราณจะปรับการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยคำนึงถึงธาตุเจ้าเรือน อายุ และปัญหาสุขภาพเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ละเอียดอ่อนที่ผู้ใช้ปัจจุบันควรยึดถือ คือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนนำข่อยมาใช้ดูแลสุขภาพตัวเอง (กรมแพทย์แผนไทย ดึงคณะเภสัชศาสตร์ 17 มหา’ลัย ขับเคลื่อนงานวิจัยสมุนไพรในระบบสุขภาพ (MSN News))

เรื่องเล่าพื้นบ้านมากมายเกี่ยวกับข่อยไม่ได้มีแค่สรรพคุณทางยา แต่ยังรวมถึงพิธีกรรมทางวัฒนธรรมด้วย ในภาคเหนือของไทย บางครั้งมีการนำกิ่งข่อยเล็กๆ มาสานเป็นเครื่องรางป้องกันภัย เชื่อกันว่าสารออกฤทธิ์ในข่อยจะช่วยปัดเป่าวิญญาณชั่วร้ายและโรคภัยไข้เจ็บ ในพิธีโบราณ อาจมีการนำเปลือกข่อยมาถวายเป็นเครื่องสักการะ เป็นสัญลักษณ์ของความหวังให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันในเทศกาลต่างๆ ของชนบท

อนาคตของพืชทรงคุณค่าแต่โบราณนี้จะเป็นอย่างไร? การมาบรรจบกันของภูมิปัญญาโบราณและงานวิจัยเภสัชพฤกษศาสตร์ล่าสุด ชี้ว่าบทบาทใหม่ของข่อยเพิ่งจะเริ่มต้น ด้วยความสนใจทั่วโลกต่อการเยียวยาที่ยั่งยืนและมาจากท้องถิ่น ข่อย (Streblus asper) จึงพร้อมสำหรับการศึกษาเพิ่มเติมและการนำไปใช้อย่างปลอดภัยและมีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ นักวิทยาศาสตร์ยังคงค้นคว้าศักยภาพต้านไวรัส ต้านมะเร็ง และนวัตกรรมสุขภาพช่องปากของข่อย ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมก็รณรงค์ให้อนุรักษ์หมู่ไม้ข่อยพื้นเมืองไว้เป็นทั้งคลังพันธุกรรมและมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตของไทย (SciELO; เอกสาร PDF จาก Phytojournal)

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์เพื่อดูแลสุขภาพตัวเองหรือครอบครัว ข่อยเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของสมดุล แม้การนำภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพรดั้งเดิมมาปรับใช้จะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตประจำวันได้ แต่พืชสมุนไพรทุกชนิด ไม่ว่าจะเก่าแก่แค่ไหน ก็ต้องใช้อย่างให้เกียรติ เลือกแหล่งที่มาอย่างระวัง และอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ที่สนใจศึกษาข่อยเพื่อสุขภาพช่องปาก อาจมองหาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน หรือขอคำแนะนำจากคลินิกแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะคลินิกในสังกัดโรงพยาบาลรัฐที่เข้าร่วมโครงการนำร่องวิจัยสมุนไพรภายใต้การกำกับของรัฐบาล

โดยสรุป มรดกอันยั่งยืนของข่อย (Streblus asper) สะท้อนจิตวิญญาณการเยียวยาแบบไทย ซึ่งเป็นสายใยเชื่อมโยงเรื่องราวจากบรรพบุรุษเข้ากับศักยภาพการแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เพื่อให้ได้ประโยชน์จากคุณค่าของข่อยอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่ต้องเชื่อมั่นในภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังต้องอาศัยปัญญาในการผสมผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยที่ผ่านการพิสูจน์อย่างเข้มงวด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาตทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆ และพึงระลึกเสมอว่าของเก่าสามารถกลับมาเป็นของใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อได้รับการศึกษาค้นคว้า ให้เกียรติ และพร้อมที่จะเรียนรู้

แหล่งข้อมูล: วิกิพีเดีย, NCBI, PMC, ScienceDirect, WisdomLib, เอกสาร PDF จาก JDAT, ResearchGate, SciELO, กรมแพทย์แผนไทย ดึงคณะเภสัชศาสตร์ 17 มหา’ลัย ขับเคลื่อนงานวิจัยสมุนไพรในระบบสุขภาพ (MSN News), NCBI, เอกสารจาก WJPMR, เอกสาร PDF จาก Phytojournal, เอกสารจาก IJRDPL