ท่ามกลางหมู่มวลพืชสมุนไพรไทยนานาชนิด กลอย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dioscorea hispida Dennst.) จัดเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่พกพาทั้งความน่าสนใจและข้อควรระวังมาคู่กัน ชื่อเสียงของกลอยเป็นที่เลื่องลือมาแต่โบราณถึงสรรพคุณทางยาอันเข้มข้น ทว่าอีกด้านหนึ่งก็ขึ้นชื่อเรื่องพิษร้าย เรียกได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของดาบสองคมที่มักพบเห็นได้ในพืชพรรณตามธรรมชาติ หัวใต้ดินของพืชชนิดนี้ซ่อนตัวอยู่ในป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารยามยากที่ช่วยต่อชีวิตผู้คน แต่การจะนำมาใช้ประโยชน์ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ความเข้าใจและภูมิปัญญาในการเตรียมอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้เข้ามาช่วยคลี่คลายปริศนาของกลอย ทำให้เราประจักษ์ว่ากรรมวิธีขจัดพิษแบบดั้งเดิมนั้นตั้งอยู่บนหลักการทางเคมีและเภสัชวิทยาที่น่าทึ่ง พร้อมกันนั้นยังนำไปสู่การค้นพบช่องทางใหม่ๆ ในการนำกลอยมาใช้ประโยชน์ทั้งในทางการแพทย์และเครื่องสำอาง ทว่าทั้งหมดนี้ก็ยังคงต้องดำเนินไปพร้อมกับความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

ย้อนกลับไปในอดีต กลอยมีบทบาทเด่นชัดทั้งบนจานข้าวและในตำรับยาพื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งมีชื่อเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละถิ่น เช่น “มันกลอย” “กลอยข้าวเหนียว” หรือ “กลอยนก” แม้หัวกลอยจะจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับมันเทศมันสำปะหลัง (Dioscoreaceae) แต่สิ่งที่ฉีกกลอยให้ต่างจากพืชหัวอื่นๆ ที่กินได้ทั่วไปคือพิษสงร้ายกาจในหัวดิบ สารพิษตัวฉกาจที่พบคือ ไดออสคอรีน (dioscorine) อัลคาลอยด์ที่อาจจู่โจมระบบประสาทจนถึงขั้นอัมพาตและเสียชีวิตได้ ร่วมด้วยสารประกอบไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (cyanogenic glycosides) ที่หากจัดการไม่ถูกวิธี ก็จะปลดปล่อยพิษไซยาไนด์ออกมา [มหาวิทยาลัยเพอร์ดู] แม้จะรู้ซึ้งถึงภัยร้ายเหล่านี้ คนโบราณก็มิได้เมินเฉยต่อคุณค่าทางอาหารของกลอย โดยเฉพาะในยามอดอยากปากแห้งหรือเมื่อพืชผลอื่นขาดแคลน ตรงกันข้าม ความอันตรายนี้กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการคิดค้นพัฒนากระบวนการขจัดพิษอันแยบยลและพิถีพิถัน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

กรรมวิธีเตรียมกลอยตามตำรับโบราณนั้นเรียกได้ว่าต้องทุ่มทั้งแรงกายแรงใจและเวลา มีขั้นตอนที่แน่นอน และต้องอาศัยภูมิปัญญาที่กลั่นกรองจากประสบการณ์จริง ภูมิปัญญาท้องถิ่นแถบอีสานบ้านเฮาบอกไว้ว่า ต้องปอกเปลือกหัวกลอย สไลซ์เป็นแผ่นบางๆ แล้วนำไปแช่ในน้ำไหล อย่างเช่นในลำห้วยลำธาร เป็นเวลานานร่วมสองอาทิตย์ ซึ่งเป็นวิธีการที่คล้ายคลึงกับที่พบเห็นในชุมชนอื่นๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในยุคนี้ได้เข้ามาตอกย้ำว่าวิธีการเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงในการชะล้างสารพิษที่ละลายน้ำได้ออกไป ทั้งยังเอื้อให้เอนไซม์ตามธรรมชาติในหัวกลอยช่วยย่อยสลายสารประกอบอันตรายเหล่านั้นอีกแรง ตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาเรื่องการกำจัดพิษมันป่าในอินโดนีเซีย ชี้ว่าการหั่นหัวกลอยเป็นการทำลายผนังเซลล์พืช เปิดโอกาสให้เอนไซม์ในเนื้อเยื่อของมันเองเข้าย่อยสลายสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ สารพิษเหล่านี้จะถูกน้ำชะล้างออกไป หรือแปรสภาพเป็นก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่ระเหยได้ง่าย ผ่านกระบวนการหลากหลาย เช่น การคลุกเคล้ากับขี้เถ้าหรือเกลือ การแช่น้ำ ตลอดจนการต้มและตากแห้งซ้ำๆ หลายครั้ง การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างเถรตรงสามารถลดปริมาณไซยาไนด์จากที่เคยสูงลิ่วถึง 84–739 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในหัวกลอยดิบ ให้เหลือต่ำกว่า 10 ppm ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) [วารสารอาหารชาติพันธุ์ (Journal of Ethnic Foods)]

อะไรคือแรงจูงใจให้คนสมัยก่อนกล้าเสี่ยงลิ้มลองหัวพืชเจ้าปัญหาชนิดนี้? นอกเหนือไปจากความจำเป็นที่ต้องหาอะไรมาประทังชีวิตในยามที่ข้าวปลาอาหารขาดแคลนแล้ว กลอยยังเป็นที่ยอมรับในแวดวงหมอยาแผนไทยอีกด้วย โดยเชื่อกันว่ามีดีช่วยแก้ปัญหาท้องผูก เพราะอุดมไปด้วยใยอาหารชั้นเยี่ยม ในบางพื้นที่ยังเชื่อว่ากลอยออกฤทธิ์เป็นยาชูกำลัง ช่วยบำรุงร่างกายคนที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากไข้ป่วยให้กลับมากระปรี้กระเปร่า ด้วยเหตุนี้เอง กลอยจึงสวมบทบาทเป็นทั้งอาหารยามฉุกเฉินและสมุนไพรคู่บ้าน แม้จะต้องเดิมพันด้วยความปลอดภัยก็ตาม บทบาทของกลอยไม่ได้เพียงฉายภาพความชาญฉลาดของมนุษย์ในการพลิกแพลงปรับตัว แต่ยังตอกย้ำความสำคัญของคลังความรู้ที่สั่งสมและถ่ายทอดกันในชุมชน รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัย

งานวิจัยยุคใหม่เริ่มเข้ามาช่วยยืนยันสรรพคุณบางอย่างของกลอยที่ตรงกับการใช้ตามภูมิปัญญาโบราณ แม้จะมีข้อจำกัดและข้อควรระวังตัวโตๆ กำกับไว้ก็ตาม จากการวิเคราะห์เจาะลึกพบว่า หัวกลอยที่ผ่านการล้างพิษมาอย่างถูกวิธี จะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและมีโปรตีนอยู่บ้าง ทำให้มีแววว่าจะนำไปต่อยอดได้ทั้งในแง่โภชนาการและในเชิงอุตสาหกรรม งานวิจัยใหม่ๆ ทั้งในบ้านเราและต่างแดนชี้ว่า ในหัวกลอยนั้นมีแป้งสะสมอยู่เพียบ แถมยังมีสารประกอบฟีนอลิก (ตัวช่วยต้านอนุมูลอิสระ) สารฟลาโวนอยด์ และกรดไขมันธรรมชาติอย่างกรดไลโนเลอิก ซึ่งสารพัดสารเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ [PMC] นอกจากจะนำมากินเป็นอาหารแล้ว โครงสร้างโมเลกุลอันเป็นเอกลักษณ์ของกลอยยังน่าสนใจพอที่จะนำไปพัฒนาเป็นเวชสำอาง (cosmeceuticals) ด้วย มีการทดลองนำแป้งกลอยสกัดมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว พบว่าอาจใช้แทนแป้งทัลคัมได้ดีทีเดียว เพราะเข้ากับผิวได้ดี (biocompatibility) ดูดซับความชื้นเก่ง และระคายเคืองน้อย (แน่นอนว่าต้องหลังผ่านการล้างพิษแล้ว) ยิ่งไปกว่านั้น สารสกัดชีวภาพ (bioactive extracts) จากกลอยยังโชว์ฟอร์มยับยั้งเอนไซม์อีลาสเทส (anti-elastase activity) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจมีบทบาทสำคัญในผลิตภัณฑ์ชะลอวัย สอดรับกับการใช้กลอยตามภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อบำรุงให้ร่างกายสดชื่นมีชีวิตชีวา

ถึงกระนั้น การทดลองทางคลินิกเพื่อใช้กลอยเป็นยาสำหรับกินเข้าร่างกายยังนับว่ามีน้อยชิ้นเต็มที และมักจะชนเข้ากับกำแพงเรื่องความปลอดภัยที่เลี่ยงได้ยาก แม้จะมีงานวิจัยอยู่บ้างที่นำสารสกัดกลอยด้วยเอทานอลหรือน้ำมาทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ หรือต้านเชื้อจุลินทรีย์ แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ที่จะไฟเขียวให้กินกลอยเป็นประจำ ยกเว้นจะอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงจากพิษตกค้างยังคงเป็นเงาตามตัว [PMC] จากการศึกษาความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง พบว่าแป้งกลอยที่สกัดจนค่อนข้างบริสุทธิ์ อาจทำให้ผิวหนังหนูตะเภาแดงจางๆ แล้วหายไปเอง แต่พอนำไปผสมในเครื่องสำอางที่ปรุงสูตรมาอย่างดี (ร่วมกับสารสกัดตัวอื่น) กลับไม่เจอผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์เลย [PMC] จึงพูดได้เต็มปากว่าการล้างพิษกลอยอย่างพิถีพิถันนั้นสำคัญสุดๆ การกินกลอยที่ล้างพิษไม่หมดจดยังคงอันตรายถึงชีวิต มีรายงานคนป่วยโดนพิษเฉียบพลัน กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต หรือถึงขั้นลาโลกเพราะเผลอไปกินหัวกลอยดิบๆ หรือที่เตรียมไม่ถูกวิธีมาแล้ว

สำหรับคนไทยเรา เรื่องราวของกลอยจึงไม่ต่างอะไรกับเครื่องเตือนใจชั้นดีที่สะท้อนการเดินทางคู่ขนานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การที่ทุกวันนี้เรายังพอเห็นกลอยวางขายอยู่บ้างตามตลาดบ้านๆ และร้านยาแผนโบราณ แม้จะไม่ใช่ของหาง่ายนัก ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมที่รู้จักปรับตัวและสืบสานองค์ความรู้ไปพร้อมๆ กับการพัฒนานวัตกรรมอย่างระแวดระวัง ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความเก่งกาจอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยในการจัดการกับพิษในพืช ซึ่งเป็นทักษะเดียวกับที่เราเห็นในการเตรียมอาหารจากวัตถุดิบอื่นที่อาจมีพิษตามธรรมชาติ เช่น หน่อไม้และมันสำปะหลัง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของภูมิปัญญาในการปรุงอาหารที่ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น รวมถึงคำบอกเล่าสอนสั่งจากผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน

เมื่อมองไปข้างหน้า ทิศทางการนำกลอยมาใช้ประโยชน์น่าจะเดินตามรอยเดียวกับภาพรวมของวงการสมุนไพร นั่นคือ การพลิกจากการบริโภคที่อาจมีความเสี่ยง ไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก การอัปเกรดมูลค่าด้วยการสกัดสารสำคัญให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น และการนำไปต่อยอดในตลาดเครื่องสำอางสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (nutraceuticals) ที่กำลังโตวันโตคืน ปัจจุบัน มีทั้งบริษัทสตาร์ทอัพของไทยและความร่วมมือระหว่างเอกชนกับมหาวิทยาลัยที่กำลังขะมักเขม้นศึกษาวิจัยวิธีนำสารสกัดจากกลอย (Dioscorea hispida) มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลากชนิด เช่น ครีมบำรุงผิว แป้งฝุ่นทาตัว หรือแม้กระทั่งเจลชะลอวัย อย่างปลอดภัย โดยมีผลวิเคราะห์ทางเคมีสุดล้ำและการทดสอบทางผิวหนังเป็นใบเบิกทาง [PMC] ขณะเดียวกัน กลุ่มนักวิชาการก็ยังคงพยายามผลักดันให้มีการเก็บรวบรวมและอนุรักษ์องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นว่าด้วยการล้างพิษกลอย เพราะตระหนักดีว่าหากมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้เลือนหายไป ก็อาจเท่ากับการปิดฉากการใช้ประโยชน์กลอยตามวิถีโบราณอย่างปลอดภัยไปด้วย

สรุปให้เห็นภาพชัดๆ เรื่องราวของกลอยก็ไม่ต่างจากสมุนไพรอีกสารพัดชนิด นั่นคือ เป็นดั่งสะพานเชื่อมเรื่องเล่าเตือนภัยจากคนรุ่นปู่ย่า เข้ากับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ยุคดิจิทัล สำหรับใครที่สนใจจะลองดีหรือลองใช้ประโยชน์จากกลอย ต้องจำขึ้นใจไว้เลยว่ากลอยยังเป็นพืชที่อยู่ในขั้นศึกษาค้นคว้ากันอยู่ ไม่ใช่ “ซูเปอร์ฟู้ด” (superfood) ที่จะหยิบมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าได้โดยไม่อาศัยคำแนะนำหรือการดูแลจากผู้รู้จริง ไม่ว่าจะมองกลอยในมุมของการเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือแม้แต่วัตถุดิบทำกับข้าวที่น่าลองชิม หัวใจสำคัญที่สุดคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการผลิตและล้างพิษตามมาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพอย่างรัดกุม นอกจากนี้ ควรปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนจะนำตำรับยาโบราณใดๆ มาใช้ส่งเดชในชีวิตประจำวัน เพราะเหมือนกับสมุนไพรออกฤทธิ์แรงตัวอื่นๆ คุณค่าที่แท้จริงของกลอยอยู่ที่ความเข้าใจและปัญญาในการชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับคุณประโยชน์ที่จะได้ ไม่ให้เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง

แหล่งข้อมูล: