บทที่ ๔ นี้ ตีความจากหนังสือ Reimagining Student Engagement : From Disrupting to Driving. Chapter 3 Developing a Process for Engagement
ขอย้ำว่า ผมใช้คำไทยว่า “ความผูกพัน” แทนภาษาอังกฤษว่า engagement
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีบูรณาการเรื่องความผูกพันเข้าไปฝังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ต้องเป็นการเรียนรู้เชิงรุกไปโดยอัตโนมัติ และผมตีความว่า กระบวนการที่เสนอในบทนี้และบทต่อๆ จะทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นการเรียนหลายชั้น ที่หนุนการพัฒนาสมรรถนะสำคัญทุกด้าน รวมทั้งพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ผมจึงตีความต่อว่า กระบวนการนี้จะทำให้ทั้งนักเรียนและครูได้ฝึกทักษะ (และอิทธิบาท ๔) ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) หรือเป็นการสร้างความเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้แก่นักเรียนและครู
มีผลงานวิจัยบอกว่า ครูสามารถบอกได้ว่านักเรียนสนใจ (ผูกพัน) การเรียนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่ไม่สันทัดต่อการคิดต่อว่า แล้วตนจะทำอย่างไรต่อไป และไม่สันทัดในการสังเกตระดับแรงบันดาลใจภายใน (inner motivation) ของนักเรียน
การบูรณาการความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน (Student engagement) เข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับครู ยิ่งเป็นความผูกพันตามนิยามในหนังสือ Reimagining Student Engagement ที่ผมตีความนำมาเสนอในหนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) ยิ่งเป็นเรื่องใหม่ และน่าจะเป็นเรื่องใหม่เอี่ยมสำหรับครูไทย และวงการศึกษาไทย
ร่วมกันรับผิดชอบการผูกพัน และการเรียนรู้
ได้กล่าวแล้วว่า หนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) ถือว่า นักเรียนกับครูเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกันในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ตามหลักการ ๔ ข้อของคำว่า engagement ตามที่กล่าวไว้ในบทที่ ๒ คือ (๑) ร่วมคิดร่วมทำแบบพันธมิตรและหุ้นส่วน (๒) เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (๓) เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และเกิดผลงานวิชาการ (๔) เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้
ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างครูกับนักเรียนเริ่มต้นตั้งแต่การตีความคำว่า “ความผูกพัน” (engagement) ที่ครูไม่ทำตัวเป็นผู้กำหนดความหมาย แต่ทำตัวเป็นผู้เกื้อหนุนให้นักเรียนร่วมกันตีความสำหรับใช้ประโยชน์ต่อตนเอง โดยใช้ตาราง student engagement continuum เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจระดับต่างๆ ๖ ระดับของความผูกพัน ที่น่าจะใช้คำง่ายๆ ได้ว่า ระดับความเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
กระบวนการที่ครูหนุนให้นักเรียนตีความ คำว่า “ความผูกพันต่อการเรียนรู้” ในความหมายจำเพาะตามในหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้นักเรียนและครูเข้าใจความหมายของคำที่ใช้ตรงกัน ใช้คำคำเดียวกันในความหมายที่ตรงกัน และในขั้นต่อไปจะเป็นกระบวนการกำหนดเจตนารมณ์ร่วมต่อความผูกพัน (setting intention for engagement) กระบวนการติดตามและสะท้อนคิด (monitoring and reflection) ต่อความผูกพันที่เกิดขึ้น กระบวนการตัดสินใจดำเนินการในขั้นตอนต่อไปของการผูกพัน ตามลำดับ
กระบวนการเหล่านี้ดำเนินการภายใต้เป้าหมายเพื่อหนุนความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) และความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ของนักเรียน และเพื่อสื่อสารต่อนักเรียนว่า ครูให้ความสำคัญต่อข้อคิดเห็นของนักเรียน เชื่อในความสามารถของนักเรียนที่จะเรียนคู่ขนาน (สาระวิชา และวิธีเรียน) ในเวลาเดียวกันได้ ชี้ให้เห็นว่า นักเรียนจะเรียนรู้ได้จริง ตนเองต้องลงทุนลงแรง ไม่ใช่จะมาได้โดยง่าย รวมทั้งร่วมกันกำหนดโครงสร้างของกิจกรรมการเรียนรู้และกิจกรรมความผูกพัน กระบวนการเหล่านี้จะมีผลกระตุ้นแรงจูงใจ และเติมเชื้อไฟให้แก่กระบวนการผูกพัน
หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาหรือปรับปรุงอย่างเป็นขั้นตอน ในกระบวนการการเรียนการสอนประจำวัน ที่ครูและนักเรียนเป็นคู่ร่วมมือหรือหุ้นส่วน ที่ร่วมกันรับผิดชอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
หนังสือเล่มนี้ไม่มีสูตรสำเร็จให้ครูดำเนินการ ครูต้องนำเอาสาระในหนังสือไปชวนนักเรียนออกแบบกระบวนการเอาเอง ทำแบบเริ่มอย่างช้าๆ และรอบคอบ แต่ไม่หยุด ทำไปเรียนรู้ไป ปรับปรุงไป ใช้เวลาสองสามปี ผมเชื่อว่าชีวิตครูจะมีความสุขขึ้นอย่างมากมาย และบรรยากาศของโรงเรียนก็จะเปลี่ยนไป นักเรียนที่มีพฤติกรรมอยู่ใน ๓ คอลัมน์ทางซ้ายมือของ student engagement continuum น่าจะแทบไม่มี หรือไม่มีเลย
ออกแบบการผูกพันที่เหมาะสม
โปรดสังเกตว่าเป้าหมายของความผูกพันต่อการเรียนรู้ของนักเรียนใช้คำว่า “เหมาะสม” (optimum) ไม่ใช่สูงสุด (maximum) เป้าหมายระดับความผูกพันไม่เหมือนกันในต่างกิจกรรม และในนักเรียนต่างกลุ่ม ต่างบริบท ครูมีหน้าที่หนุนให้นักเรียนร่วมกันกำหนดระดับผลลัพธ์การเรียนรู้และระดับความผูกพันเอง
ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ครูต้องคำนึงถึง (๑) กระบวนการเรียนรู้จะส่งผลกระตุ้นแรงจูงใจภายในของนักเรียนอย่างไร (๒) มีความท้าทายในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ (๓) มีอุปสรรคใดที่จะส่งผลให้นักเรียนเลี่ยงสู่พื้นที่ไม่สนใจเรียน (disengagement)
โจทย์ที่ควรพิจารณาอย่างหนึ่งคือ จะมีทางขับเคลื่อนระดับความผูกพันของนักเรียน จากระดับที่ ๔ - เข้าร่วม (participating) ไปสู่ระดับที่ ๖ - ขับเคลื่อน (driving) ผ่านบทเรียนจำนวนหนึ่ง ที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะๆ ได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เกิดแนวความคิดของการพัฒนาและยกระดับอย่างต่อเนื่อง (growth mindset) ไม่ติดหล่มอยู่กับการมองสถานการณ์แบบคงที่ (fixed mindset)
ครูควรทำอะไร
ใช้ Backward design ในการวางแผนกิจกรรมการผูกพัน เริ่มโดยกำหนดผลลัพธ์ระดับ นักเรียนขับเคลื่อน (driving) กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ในการผูกพันระดับขับเคลื่อน นักเรียนมีพฤติกรรมพยายามพัฒนาความรู้ความเข้าใจและทักษะเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนต้องการ มีการลงมือทำ ทำอย่างกล้าลองกล้าริเริ่ม (agentic) และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อเรียนรู้ หรือขอคำแนะนำ สำหรับใช้บรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ ครูนำข้อมูลเหล่านั้นมาออกแบบกิจกรรมการผูกพันหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน และระหว่างนักเรียนกับครู หรือกับผู้อื่น เพื่อหนุนให้นักเรียนทำชิ้นงานที่จำเป็นสำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพสูง และยกระดับพฤติกรรมการผูกพันของนักเรียนจากระดับเข้าร่วม (participating) สู่ระดับขับเคลื่อน (driving)
ขอข้อมูลจากนักเรียนมาใช้ในการวางแผน ได้แก่ข้อมูลสิ่งที่นักเรียนสนใจ สงสัย สิ่งที่นักเรียนรู้และทำเป็น อุปสรรคในการปฏิบัติของนักเรียนที่เดาไว้ล่วงหน้า รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ หรือไอเดียที่นักเรียนอยากบอกหรือเสนอ สำหรับเอามาใช้ประกอบการวางแผนกิจกรรม
นักเรียนควรทำอะไร
ดังกล่าวแล้วว่า หนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) ถือว่า นักเรียนกับครูเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกันในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนจึงต้องแสดงพฤติกรรมของการเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการออกแบบกระบวนการผูกพัน โดย
แชร์ข้อมูล คำถาม และไอเดีย โดยสื่อสารกับครูว่า ตนต้องการประสบการณ์การเรียนรู้ และเส้นทางการเรียนรู้แบบไหน และแบบไหนที่ตนไม่ต้องการ เพราะเหตุใด ประสบการณ์การเรียนรู้และเส้นทางการเรียนรู้ที่ทำให้ตนรู้สึกตื่นเต้น เร้าความสนใจใคร่รู้ อยากเรียน มีลักษณะอย่างไร เมื่อได้มีประสบการณ์ตรงก็หาโอกาสสื่อสารกับครูในลัษณะของการให้ข้อมูลป้อนกลับ ว่าประสบการณ์นั้นมีผลให้ตนเรียนรู้มากน้อยเพียงไร และมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงวิธีการอย่างไร เป็นต้น
ฝ่ายครู ต้องให้โอกาสให้นักเรียนได้เสนอข้อคิดเห็น และให้ข้อมูลป้อนกลับเป็นระยะๆ
บอกสิ่งที่ทำให้นักเรียนเข้าผูกพัน (engage) และสิ่งที่ทำให้นักเรียนไม่ผูกพัน (disengage) นักเรียนไม่ควรรอให้ครูมาถามว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ตนไม่อยากเรียน และปัจจัยใดบ้างที่กระตุ้นให้ตนอยากเรียน นักเรียนควรรวมตัวกันขอเวลาบอกครู โดยที่นักเรียนแต่ละคนอาจมีสไตล์การเรียนรู้ต่างกัน บางคนชอบมีอิสระมากหน่อย บางคนอาจอยากให้ครูช่วยมากหน่อย นอกจากนั้นนักเรียนคนดียวกันอาจมีสไตล์การเรียนรู้ต่างกันในต่างวิชา และต้องการบทบาทของครูที่แตกต่างกัน
การตั้งคำถาม และรับฟังซึ่งกันและกันระหว่างครูกับศิษย์ คือเครื่องมือสร้างความผูกพันที่วิเศษสุด
กำหนดกติกา
กติกา (rules) ในที่นี้หมายถึงข้อตกลงร่วมกันว่า เป้าหมายของการผูกพันที่เรากำลังทำความเข้าใจและขับเคลื่อนนี้ ต้องการให้ประชาคมนักเรียนบรรลุสภาพที่สมาชิกทุกคน มีความคิด นิสัยใจคอ และความประพฤติ เป็น “นักเรียนรู้” (learners) ไม่ใช่มองแค่มิติการกระทำ (doing) เท่านั้น โดยที่ กาย-วาจา-ใจ ของสมาชิกในด้านความผูกพัน (engagement) ต่อการเรียนประจักษ์ชัดแก่คนทั่วไป และเป็นนิสัยประจำกลุ่ม
กำหนดเจตนารมณ์ (Intention)
เพื่อบรรลุกติกาดังกล่าว ต้องมีการกำหนดเจตนารมณ์ และเกณฑ์ความสำเร็จของความผูกพัน ข้อพึงสังวรณ์คือ เจตนารมณ์ของการกระทำ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับ เจตนารมณ์ของการเรียนรู้ การกระทำเป็นเรื่องเฉพาะกิจเฉพาะคราว ส่วนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ครอบคลุมหลายขั้นตอนหลายการกระทำ
ควรมีการกำหนดเจตนารมณ์ของการเรียนรู้ เกณฑ์ความสำเร็จของบทเรียนนั้น และวิธีวัดความสำเร็จตามเกณฑ์นั้น ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน แล้วให้อิสระนักเรียนไปร่วมกันหาวิธีการบรรลุเจตนารมณ์ตามเกณฑ์ความสำเร็จนั้น และในขณะเดียวกันก็ร่วมกันกำหนดเจตนารมณ์ และเกณฑ์ความสำเร็จของการผูกพัน ควบคู่ไปด้วย เท่ากับว่า ในการเรียนแบบมีระดับความผูกพันสูง ทั้งครูและนักเรียน ต้องฝึกคิดซับซ้อน คิดหลายมิติในเวลาเดียวกัน
นี่คือวิธีหนุนให้นักเรียนมีความเป็นตัวของตัวเอง พัฒนาแรงจูงใจภายใน และความมั่นใจตัวเองให้แข็งแรงยิ่งขึ้น กล้ากำหนดวิถีการเรียนรู้ของตัวเอง มองเห็นเส้นทางเรียนรู้ของตนเองกระจ่างชัด มีความเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมความสำเร็จของการเรียนรู้ของตน
เจตนารมณ์ของการผูกพัน
หลังจากร่วมกันกำหนดเจตนารมณ์ และเกณฑ์ความสำเร็จ ของการเรียนรู้แล้ว ก็นำมาสู่การกำหนดเจตนารมณ์ของการผูกพัน
เป้าหมายของระดับการผูกพันต่อแต่ละบทเรียนอาจแตกต่างกันในนักเรียนต่างคน และในนักเรียนคนเดียวกันก็อาจแตกต่างกันในต่างวิชาหรือต่างบทเรียน หรือแม้ในวิชาเดียวกันแต่ต่างช่วงเวลานักเรียนคนเดียวกันอาจตั้งใจเรียนต่างกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ครูจะยุให้นักเรียนตั้งเป้าระดับการผูกพันไว้สูงสุด คือที่ระดับ “ขับเคลื่อน” (driving) ในทุกวิชา
สิ่งที่ครูและนักเรียนต้องร่วมกันทำความเข้าใจคือ เส้นทางความผูกพัน ๓ ระดับ ได้แก่ “เข้าร่วม” (participating), “ลงทุน” (investing), “ขับเคลื่อน” (driving) เป็นอย่างไร ในการยกระดับความผูกพันแต่ละระดับต้องทำอะไรบ้าง รวมทั้งร่วมกันทำความเข้าใจว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ความผูกพันกับการเรียนเดินถอยหลัง สู่การไม่ผูกพัน (disengagement) นักเรียนและครูจะช่วยกันป้องกันสภาพการเดินถอยหลังอย่างไร
ในความเป็นจริง การเดินถอยหลังของความผูกพันต่อการเรียนเกิดขึ้นเสมอ แม้ในนักเรียนที่ขยันและผลการเรียนดี คืออาจถอยหลังจากระดับ ๖ เป็นระดับ ๕ หรือจากระดับ ๕ เป็นระดับ ๔ เมื่อนักเรียนได้สติและสถานการณ์เอื้อนักเรียนก็ขยับระดับความผูกพันขึ้นไปเอง นี่คือชีวิตจริง
สิ่งที่เราไม่ต้องการคือ ความผูกพันถอยหลังไปเลยเส้นแบ่งระหว่าง ไม่ผูกพัน กับ ผูกพัน คือถอยสู่ระดับ ๓, ๒, ๑
เมื่อครูและนักเรียนร่วมกันกำหนดเจตนารมณ์ของความผูกพันต่อการเรียนแล้ว เป็นความรับผิดชอบของนักเรียนที่จะดูและตัวเอง และดูและซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนๆ (peer assist) ครูทำหน้าที่คอยเตือนสติ ให้กำลังใจ ให้การป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ รวมทั้งคำชื่นชม และที่สำคัญคอยหมั่นให้ความท้าทายในระดับที่เหมาะสมต่อศิษย์แต่ละคน และส่งเสริมให้ศิษย์กล้าเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของการผูกพันระดับ ๖
ขอย้ำว่า ความผูกพันเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายที่แท้จริงคือการยกระดับความเจริญงอกงามครบด้านของนักเรียนทุกคน
เตรียมพร้อม
ในชีวิตประจำวันของการเป็นครู ครูสังเกตและประเมินระดับของความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกในภาษาทั่วไปว่าความสนใจต่อการเรียน หรือความเอาใจใส่ต่อการเรียน และเป็นที่รู้กันว่านักเรียนแต่ละคนสนใจเรียนไม่เท่ากัน บางคนชอบบางวิชา บางคนชอบเรียนกับครู ก แต่เบื่อเมื่อเป็นชั้นเรียนที่ครู ข สอน
ครูเอาข้อสังเกตความเอาใจใส่การเรียนของนักเรียนมาใช้ในการออกแบบ และปรับปรุงการเรียนการสอนของตน ผมเข้าใจว่าครูแทบทุกคนทำเช่นนี้
แต่ หนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) ไปไกลกว่านั้น คือเสนอวิธีจำแนกระดับความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนออกเป็น ๖ ระดับ สำหรับให้ครูและนักเรียนร่วมกันใช้ ภายใต้หลักการว่า ความเอาใจใส่ต่อการเรียนของนักเรียน เกิดจากการกระทำแบบหุ้นส่วนระหว่างนักเรียนกับครู ดังนั้น นักเรียนต้องเข้าใจหลักการเรื่องความผูกพัน เข้าใจเรื่อง ๖ ระดับของความผูกพันต่อการเรียน วิธีวัดระดับความผูกพันของตนเอง และมีสติกำกับให้ตนเองผูกพันหรือสนใจเรียน รวมทั้งรู้จักใช้ครูให้เป็นประโยชน์ คือหมั่นเข้าสะท้อนคิดปรึกษาครู ว่าตนจะปรับปรุงวิธีเรียนรู้ของตนอย่างไร เพื่อให้ผลลัพธ์การเรียนรู้มีระดับสูงขึ้น
ครูจึงต้องชวนนักเรียนทำความเข้าใจเรื่องความผูกพันต่อการเรียน จากมุมมองของนักเรียนเอง จนเข้าใจหลักการและทักษะว่าด้วยความผูกพันต่อการเรียนตามในย่อหน้าบน
ครูหมั่นถามตนเอง
- ติดตามตรวจสอบความผูกพันได้อย่างไร
- ครูมองหาสัญญาณอะไรบ้าง เพื่อรู้ว่านักเรียนกำลังไม่ผูกพันกับการเรียน
- ครูมองหาสัญญาณอะไรบ้าง เพื่อรู้ว่านักเรียนกำลังผูกพันกับการเรียน
- ครูเคยไหม ที่ตนตกหลุม ไม่รู้ว่าที่นักเรียนแสดงท่าทีตั้งใจทำกิจกรรม และส่งงานตามปกตินั้น จริงๆ แล้วนักเรียนไม่เกิดการเรียนรู้
- ครูเคยพบไหม ที่ตนเองคิดว่านักเรียนผูกพันกับการเรียนรู้อย่างดี แต่ไม่เห็นความเจริญงอกงามทางความคิดและทักษะเลย
- ลองย้อนคิดถึงอดีตของตนเอง ที่เคยทำตามที่ครูสั่งทุกอย่าง แต่คิดว่าไม่เกิดการเรียนรู้อะไรใหม่เลย
หาหลักฐานของการไม่ผูกพัน
นอกจากครูชวนศิษย์ทำความเข้าใจการผูกพันกับการเรียนแล้ว ต้องชวนทำความเข้าใจการไม่ผูกพันต่อการเรียนด้วย เพื่อร่วมกันทำความเข้าใจการไม่เอาใจใส่การเรียนจากมุมมองของนักเรียน เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมและบริบทของการเรียน และร่วมกันหาทางป้องกันจากมุมมองของนักเรียน ซึ่งท่าทีและพฤติกรรมของการให้เกียรติรับฟังของครู จะช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับนักเรียน สร้างความเป็นตัวของตัวเอง รับผิดชอบตนเอง และความกล้าริเริมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (agency) ในตัวนักเรียน รวมทั้งช่วยให้นักเรียนร่วมทำหน้าที่ให้สติอย่างสร้างสรรค์ แก่เพื่อนๆ ด้วย
เมื่อเผชิญเหตุการณ์ที่มีนักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียน หน้าที่ของครูคือ ใช้มาตรการเชิงบวก เพื่อดึงความสนใจของนักเรียนคนนั้น ต้องหลีกเลี่ยงมาตรการเชิงลบ ควบคุมอารมณ์ของครูไว้ให้มั่นคง หน้าที่ของครูคือการสร้างบรรยากาศที่เกื้อหนุนความใส่ใจในการเรียน ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องระยะยาว ภายใต้ความรักความไว้วางใจ (mutual trust) ระหว่างนักเรียนกับครู
หาสาเหตุของความไม่ผูกพันต่อการเรียน
ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือ หาสาเหตุที่ทำให้นักเรียนไม่สนใจการเรียน คือครูต้องตระหนักว่าการไม่สนใจการเรียน หรือไม่ผูกพันกับการเรียน เป็นอาการ ไม่ใช่โรค ครูต้องร่วมกับตัวนักเรียนเองหาสาเหตุหรือสมุฏฐาน (root cause) ของอาการนี้ให้ได้ เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ปัญหาที่รากฐาน ไม่ใช่หลงเข้าไประงับอาการ
หัวใจสำคัญคือต้องยึดการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย ความสนใจการเรียนหรือความผูกพันกับการเรียนเป็นเครื่องมือหรือปัจจัยหนุน โดยทั้งครูและนักเรียนต้องตระหนักว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นเป้าหมายระยะสั้น หรือในปัจจุบัน ความรู้เหล่านั้นมีโอกาสเก่า กร่อน และผิด หรือไร้ประโยชน์ได้ในอนาคต แต่สมรรถนะในการกำกับการเรียนรู้ของตนเองเป็นอาวุธติดตัวไปตลอดชีวิต คือเป็นเครื่องมือสำคัญของ lifelong learning
ครูควรทำอะไร
ดำเนินการเกื้อหนุนเรื่องการผูกพันกับการเรียนของนักเรียนตามแนวคิดใหม่นี้ อย่างต่อเนื่อง และอดทนต่อแรงต้าน ครูทั่วไปคิดว่าเป็นอำนาจของครูในการกำกับชั้นเรียนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย นักเรียนอยู่ในโอวาทและตั้งใจเรียน แต่แนวคิดในหนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) มองว่าในเรื่องนี้ครูกับนักเรียนเป็นหุ้นส่วนกัน ครูต้องหนุนให้นักเรียนได้ฝึกเป็นตัวของตัวเอง รับผิดชอบตนเอง ในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ
หนุนให้นักเรียนเข้าใจภาษาและกระบวนการของการผูกพันกับการเรียน ในกระบวนการเรียนรู้ ครูหนุนให้นักเรียนเรียนคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน คือเรียนเพื่อยกระดับสมรรถนะตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่กำหนด (ผลการเรียนรู้ระยะสั้น) พร้อมกับเรียนรู้วิธีกำกับตนเองให้มีทักษะ (และฉันทะ) ผูกพันกับการเรียน (ผลระยะยาว) โดยครูหนุนให้นักเรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ ความรู้สึก และการตีความของตนเอง
เปิดรับมุมมองของนักเรียน และหนุนให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ student engagement continuum ครูต้องหนุนให้นักเรียนทำความเข้าใจจากมุมมองและประสบการณ์ของตนเอง ครูต้องไม่บอกสอน แต่ทำหน้าที่ตั้งคำถามให้นักเรียนสะท้อนคิดออกมาจากประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ได้คลังคำที่เกี่ยวข้องกับการผูกพันกับการเรียน ที่เป็นภาษาของนักเรียน เอาไว้ใช้ในการร่วมกันสะท้อนคิดทำความเข้าใจระดับต่างๆ ของการผูกพัน และพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนในแต่ละระดับ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้วิธีเรียนรู้ (metacognition) ไปโดยปริยาย โดยไม่ต้องเอ่ยถึงคำนี้เลย
รวบรวมข้อมูลหลักฐาน และท้าทายมุมมองของตนเอง เป็นที่รู้กันว่า ท่าทีวาจาของนักเรียนตบตาครูได้เสมอ นักเรียนบางคนมีท่าทีไม่ค่อยสนใจเรียน แต่ผลการเรียนออกมาดี บางคนท่าทีขยันแต่ผลการเรียนต่ำ ข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมมาเกี่ยวกับระดับความผูกพัน หากมองด้วยมุมมองของครูฝ่ายเดียวมีโอกาสผิดพลาดได้ แต่หากนำมาทำความเข้าใจร่วมกับนักเรียน จะเกิดความเข้าใจตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นโจทย์ที่เรียนรู้ได้ไม่มีวันจบของครู ยิ่งนักเรียนแต่ละรุ่นมีพื้นฐานต่างกัน มีเทคโนโลยีก้าวหน้าต่างกัน อยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมแตกต่างกัน มีสิ่งรบกวนความผูกพันต่อการเรียนที่แตกต่างกัน ครูจะมีโจทย์ท้าทายเรื่องความผูกพันต่อการเรียนใหม่ๆ อยู่เสมอ
วิจารณ์ พานิช
๑๗ เม.ย. ๖๘ ปรับปรุง ๑๒ พ.ค. ๖๘