ชีวิตที่พอเพียง 4758. PMAC 2025 Preparatory Meeting 3 – Montreux 1. เดินทาง
การประชุม PMAC 2025 Preparatory Meeting ครั้งที่ 3 จัดที่ Montreux, Switzerland เหมือนปีที่แล้ว ที่ผมติดเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ปีนี้จัดวันที่ ๒๒ – ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ผมจึงออกเดินทางคืนวันที่ ๒๐ โดยเครื่องบินออก ๒.๓๐ น. ของวันที่ ๒๑ ผมเลือกสายการบินกาต้าร์ ไปเปลี่ยนเครื่องที่เมืองโดฮา ประเทศกาต้า บินสองช่วง ช่วงละราวๆ ๖ ชั่วโมง
ผมได้โอกาสเปลี่ยนสวิตช์สมองมาสู่ PMAC Mode เมื่อ ๑๘.๓๐ น. วันที่ ๒๐ เพราะก่อนหน้านั้นมีงานยุ่งตลอด การประชุมช่วงเย็นวันที่ ๒๐ จบ ๑๗ น. เศษ
ชื่อการประชุม PMAC 2025 คือ Harnessing Technologies in an Age of AI to Build a Healthier World แบ่งออกเป็น 3 Subthemes คือ
- Technological Innovations to Strengthen Health Systems and Achieve Universal Health Coverage
- Equity, Ethics, and Empowering the Vulnerable
- Governance, Policy and Stewardship
ผมชอบมากที่หัวข้อครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งหมด เน้นที่ AI เพื่อการคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า เน้นที่ความเสมอภาคและดูแลผู้ยากลำบาก เอาใจใส่กลไกกำกับระบบ จึงจ้องไปร่วมการประชุมเพื่อหาทางทำให้การประชุมหนุนภาคปฏิบัติสู่ผลกระทบให้มากที่สุด โดยคำนึงว่า ความก้าวหน้าทั้งหลายมีทั้งคุณและโทษ ความก้าวหน้ายิ่งชัดเจนรุนแรง พลังบวกและพลังลบยิ่งรุนแรง ทำอย่างไร PMAC จึงจะช่วยลดพลังลบ เพิ่มพลังบวก
กล่าวใหม่ว่า โลกเข้าสู่ยุคที่ ๔ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากพลังของเทคโนโลยีก้าวหน้า ได้แก่ เทคโนโลยี เอไอ เทคโนโลยี next generation sequencing, telehealth & tele-medicine, big data analytics และ โซเชี่ยล มีเดีย ระบบสุขภาพก็มีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ PMAC 2025 พยายามเสนอวิธีสร้างผลกระทบทางบวกให้มากที่สุด เกิดผลกระทบทางลบน้อยที่สุด
จากการอ่านเอกสารเตรียมประชุม ผมได้เห็นว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการหาทางให้เอไอโน้มเอียงไปทางให้ผลบวกมีมากมาย ที่ผมไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว หน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อการนี้ก็มีมาก คำถามคือ PMAC 2025 จะทำหน้าที่ดึงคนเหล่านี้มาเสริมพลังกันได้ไหม ได้แค่ไหน
เมื่อโยงเรื่องข้อมูลเข้าสู่การสร้างหลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพ ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้าประเทศใดๆ ในโลก จึงมี session ที่หน่วยงานไทยเป็นแกนนำในการจัด
คืนวันที่ ๒๐ ผมออกจากบ้านเวลา ๒๑.๑๐ น. ไปนั่งรอให้เคาน์เตอร์เช็กอินของกาต้าแอร์ไลน์เปิดอยู่ครึ่งชั่วโมง เวลาสี่ทุ่มเศษๆ ผมก็ไปนั่งดื่มไวน์และกินผลไม้ แก้ง่วงนอน ในห้องรับรองของสายการบินกาต้าร์ ที่จัดหรูหราและสงบกว่าห้องรับรองการบินไทยมาก รวมทั้งบริการก็ดีเยี่ยม มีพนักงานคอยให้การต้อนรับและบริการที่ทุกจุด
เวลาขึ้นเครื่อง ๐๑.๔๕ น. วันที่ ๒๑ ต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ เทอร์มินัลใหม่ เครื่องออกที่ประตู ๑๑๓ ผมออกจากห้องรับรอง ๑.๑๕ น. เดินไปกับท่านคณบดีอภิชาติ ที่คุ้นเคยกับสายการบินนี้มาก ไปถึงเวลา ๑.๓๐ น. เขาเริ่มให้ขึ้นเครื่องพอดี ผมได้ที่นั่ง 2J ที่นั่งชั้นธุรกิจเป็นส่วนตัวมากกว่าสายการบินอื่นๆ ที่ผมเคยนั่ง มีประตูปิดทำให้คล้ายมีห้องส่วนตัว เขาเรียกว่า Q-Suite (Qatar Suite) เครื่อง B777-300
มีแอร์โฮสเตสเป็นคนไทยหลายคน มาแนะนำเครื่องใช้ประจำที่นั่ง ที่เขาบอกว่าเป็น signature ของ Qatar Airline โดยเฉพาะ ซึ่งก็ให้ความสะดวกจริงๆ เสียแต่ไม่มีรองเท้าแตะให้ แต่มีชุดนอนให้ ให้เครื่องสำอางกล่องใหญ่ อ่างล้างหน้าในห้องน้ำใหญ่กว่าในสายการบินใดๆ ที่เคยใช้บริการ ในห้องน้ำมีลิ้นชักใส่แปรงสีฟันและมีดโกนหนวดไว้อย่างเป็นระเบียบที่ไม่เคยเห็นอีกเหมือนกัน (มาพบทีหลังว่า รองเท้าแตะอยู่ในถุงชุดนอน ผมไม่ได้เปิดถุง จึงไม่รู้ว่ามีรองเท้าแตะให้)
เครื่องบินขึ้นเกือบตีสาม ผมนอนทันที แต่ก็นอนหลับๆ ตื่นๆ พอเจ็ดโมงก็ตื่น ปรับที่นอนเป็นที่นั่ง แอร์เข้ามาถามเรื่องอาหารเช้าทันที ได้เวลาหิวพอดี ผมสั่งอาหารอาหรับไว้ (ดังรูป) เพื่อเป็นประสบการณ์ พบว่าขนมปังใส้ในกลวงอร่อยดี ยิ่งกินตอนร้อนๆ ยิ่งอร่อย จานหลักมาในถ้วยมีรสและกลิ่นเครื่องเทศจัด มีผักสดให้หลายอย่างถูกใจผม
เวลา ๗ น. ขอบฟ้าเริ่มมีสีอรุณรุ่ง และยังไม่สว่างจน ๘ น. (เวลาที่กาต้าช้ากว่าไทย ๔ ชั่วโมง) นึกขึ้นได้ว่า เครื่องบินหันหัวไปทางทิศตะวันตก เราจึงเห็นขอบฟ้ายามรุ่งอรุณแบบนี้
ก่อนเครื่องบินลง ตอนเจ้าหน้าที่มาร่ำลาและขอบคุณ ผมถามเจ้าหน้าที่คนไทยที่ดูแลผมว่า เธอทำงานที่สายการบินนี้มานานเท่าไร ตอบว่า ๗ ปี ถามว่าลักษณะของ hospitality อาหรับ กับ hospitality ไทย ต่างกันอย่างไร ตอบว่าของกาต้าร์ “ใส่ใจทุกรายละเอียด” ซึ่งตรงกับที่ผมเห็นการออกแบบรายละเอียดบนเครื่องบิน กระบวนทัศน์เรื่อง “แขก” ของคนไทยผิดอย่างจัง ท่าทีและถ้อยคำแสดงมิตรภาพ และจิตบริการของเขาก็ดูจะเด่นกว่า
เครื่องบินลงที่สนามบินโดฮา ๕.๑๕ น. (เวลาท้องถิ่น) อุณหภูมิผิวพื้น ๓๐.๕ องศาเซลเซียส ใช้เวลาบิน ๖ ชั่วโมงครึ่ง ระยะทาง ๓,๒๘๔ ไมล์ สนามบินของเขาตั้งบนทะเลทรายริมทะเล กว้างขวางยิ่งกว่าสนามบินสุวรรณภูมิของเรา เครื่องบินไม่ได้จอดที่งวง เรานั่งรถลิมูซีนไฮโซ วนเวียนไปไกลสู่ตัวอาคาร โดยผมไปคนเดียว ไม่มีเพื่อนจากไทยไปด้วย ไปผ่าน security check แล้วผมไปหาเกทจากแผงประกาศไม่พบ เจ้าหน้าที่บอกให้ลงบันไดเลื่อนไปข้างล่าง ไปเห็นป้ายบอกว่า เล้าจน์ อยู่ชั้น ๓ ถามเจ้าหน้าที่ว่าใช่ ขึ้นไปที่เล้าจน์ ถามเจ้าหน้าที่ว่าเที่ยวบิน QR 99 ไป Geneva ออกประตูไหน เขาใช้โทรศัพท์มือถือพูดถาม แล้วดูจอโทรศัพท์ (เดาว่าใช้ เอไอ) แล้วเขียนบัตรขึ้นเครื่องให้ ว่า C 32 ลงไปชั้นล่าง แล้วเดินไปราวๆ ๑๐ นาที
ห้องรับรองใหญ่มาก ที่นั่งพักวางห่างๆ มีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการไม่มาก นั่งดื่มน้ำสักพักก็สังเกตเห็นว่ามีคนไปยืนรอที่บันไดเวียนขึ้นไปชั้นบน จึงเอาบ้าง ไปลงทะเบียนเข้าคิว ไม่นานเขาเรียก เดินขึ้นบันไดเวียนไปพบภัตตาคารหรู มีเจ้าหน้าที่ต้อนรับพาไปที่นั่งอย่างดี มีทั้งอาหารตามสั่ง และบุฟเฟต์ที่มีเจ้าหน้าที่ตักให้ มีเคาน์เตอร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยามเช้าเช่นนี้ผมเลือกน้ำผักกับกาแฟดำ อาหารรสดีทีเดียว ได้สัมผัสการ “ใส่ใจทุกรายละเอียด” อีกที่
กินอิ่มแล้วหาทางไปยัง Gate C 32 ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปยังอีกอาคารหนึ่ง รถไฟฟ้าของเขาออกรถและจอดนิ่มนวล ต่างจากของสนามบินสุวรรณภูมิ ลงจากรถเดินตามป้ายไปถึง Gate C 32 โดยสะดวกเวลา ๗.๑๕ น. จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่พบทีมไทยแม้แต่คนเดียว เวลาเครื่องบินออก ๘.๕๕ น. ไปนั่งเขียนและอ่านหนังสือ Becoming Great Universities ใน Kindle เกือบชั่วโมง ได้แนวคิดเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยมาก
จนใกล้ ๘ น. เขาเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง โดยเรียกชั้นประหยัดก่อน จึงพบ อ. ยี้เป็นคนแรก แล้วหลังจากนั้นก็พบคนอื่นๆ รวมทั้งคนจาก JICA ลิมูซีนที่พาไปขึ้นเครื่องคราวนี้ไม่ไฮโซ และเครื่องบินก็ไม่จัดที่นั่งแบบมิดชิด (Q-Suite) อย่างตอนมาจากกรุงเทพ เครื่อง A350-900 ผมได้ที่นั่ง 2K ริมหน้าต่าง
เครื่องออกจริงๆ ๙.๑๕ น. บินไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ข้างนอกแดดจ้ามาก ข้อมูลบนจอบอกว่าใช้เวลาบินไม่ถึง ๖ ชั่วโมง เป็นการเดินทางกลางวัน ผมเปิดแผนที่เดินทางที่จอ มีแผนที่สามมิติและแผนที่โลก บอกเส้นทางและพื้นที่ที่บินผ่าน บอกเมือง และสภาพภูมิศาสตร์ แผนที่โลกที่แสดงทะเลทราย ทำให้ผมได้ตระหนักว่าโลกเรามีทะเลทรายกว้างขวางมาก อยู่ในทุกทวีป เมื่อบินเฉียดเมือง Zagreb และเมืองตากอากาศ Rijeka ก็ชวนให้รำลึกถึงอดีตราวๆ ปี ๒๕๑๖ ที่ได้รับทุนไปเข้าหลักสูตรวางแผนสาธารณสุข ๒ เดือนที่คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยซาเกร็บ ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในประเทศยูโกสลาเวีย ที่เกิดจากการรวม ๕ แคว้นเข้าเป็นหนึ่งประเทศ และตอนที่รัสเซียแตกเป็นหลายประเทศ ยูโกสลาเวียก็แตกด้วย ผมได้เข้าใจเรื่องการวางแผนรวมศูนย์ (แบบคอมมิวนิสต์) อย่างงูๆ ปลาๆ ในตอนนั้น
ผมได้นอนหลับราวๆ ๒ ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือ Becoming Great Universities สลับกับอ่านเอกสารประชุม PMAC เครื่องลงที่สนามบินเจนีวา ๑๔.๐๕ น. เราขึ้นรถไฟปลายทาง Brig ที่ชาลา ๒ กำหนดออก ๑๕.๐๑ น. แต่ออกจริงๆ ๑๕.๑๐ น. ไปถึงมงเทรอซ์เวลา ๑๖.๒๐ น. เราเดินลากกระเป๋าไปโรงแรม ผมได้ห้อง ๔๒๘ มองเห็นทะเลสาบเฉียงๆ
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗
ทีมที่กลับพร้อมกันนัดพบที่ล็อบบี้ของโรงแรมเวลา ๑๐.๓๐ น. เพื่อเดินลากกระเป๋าไปสถานีรถไฟด้วยกัน โดยทีม secretariat ซื้อตั๋วมาแจกก่อนออกเดิน ค่าตั๋วรถไฟคนละ ๓๗ ฟรังก์สวิส ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท เราขึ้นรถขบวน IR 90 ออกจากมงเทรอซ์เวลา ๑๐.๔๕ น. ไปแวะ Vevey, Lausanne และ Geneva ไปสุดทางที่สนามบินเจนีวา เวลาเที่ยงพอดี
ลากกระเป๋าออกจากสถานีรถไฟ เดินสู่สนามบิน ไปรอเช็กอินราวๆ ครึ่งชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่ของสายการบินกาต้า เขายืนประชุมทบทวนขั้นตอนงานกัน ราวๆ ๑๕ นาที อ. หมออภิชาติอธิบายว่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตัดสินใจได้เองในทุกสถานการณ์
บริการเช็กอิน ที่สนามบินเจนีวา ดีในระดับที่เขาถามผมว่า พอใจที่นั่งที่จองมาไหม ผมบอกว่าพอใจ เขาแนะนำว่าห้องรับรอง Marhaba อยู่ใกล้ Gate C ผมเดินไปนั่งกินอาหารและเครื่องดื่มอย่างสบายใจ
บนเครื่องบินพนักงานชายรับผิดชอบดูแลผมอย่างดี มีการแนะนำตัวตอนขึ้นเครื่อง และมากล่าวขอบคุณ และถามความพอใจตอนเครื่องใกล้ลง ผมนั่งที่นั่ง 3K ระยะเวลาบินจากเจนีวาไปโดฮา ๕ ชั่วโมง ๑๕ นาที ผมได้นอนราวๆ ๓ ชั่วโมง เครื่องลง Hamad International Airport เวลา ๒๓ น. อุณหภูมิ ๓๕ องศา
ลงจากเครื่องเดินไปตามป้าย Transfer ไกลมาก ไปผ่านการตรวจความปลอดภัย มีคนที่โดนคัดให้เปิดกระเป๋า เอากระดาษป้ายแล้วสอดให้เครื่องตรวจ เดี๋ยวเดียวเสร็จ ผมโดนด้วย อ. หมออภิชาติไม่โดน
เที่ยวบิน QR 834 ออกเวลา ๑.๕๐ น. ที่ Gate B1 ผมไม่เดินดูของ จึงไปผ่านทางเข้าห้องรับรอง มีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรขึ้นเครื่อง แล้วขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น ๒ ที่เป็นห้องรับรองใหญ่โตมาก มีห้องอาบน้ำ ห้องสปา ห้องละหมาด ส่วนที่เป็นที่นั่งพักหรือกินอาหารและเครื่องดื่ม กว้างมากและเพดานสูง ด้านหนึ่งโล่งมองเห็นโดมอาคารที่ปลูกต้นไม้เหมือนป่า มีทางเดินแบบสะพานเหนือยอดไม้
ระหว่างนั่งพัก เจ้าหน้าที่มาถามว่าจะเดินทางไปไหน เที่ยวไหน ผมเอา boarding pass ให้ดูและถามว่าเครื่องออกเกตไหน เขาพูดถามโทรศัพท์มือถือแล้วเขียน B1 ให้ และบอกว่าอยู่ไกล ต้องนั่งรถไฟฟ้าไป ให้ไปขึ้นที่ Gate C1
ผมลงไปเดินชมสวนที่ชั้นล่าง ที่มีคนมานั่งนอนกันอย่างสบายใจ มีซุ้มไม้ให้นอนมิดชิดขึ้นหน่อยให้ด้วย แล้วคลำทางเดินไป Gate B1 ที่พอถึง Gate C1 ก็มีทางเลื่อนให้บริการ รวมแล้วสนามบิน Hamad International Airport นี้กว้างใหญ่มโหฬารจริงๆ หากจะให้ติก็พบอย่างเดียวคือ อุณหภูมิภายในสนามบินค่อนข้างร้อน สนามบินนี้ ได้รับการจัดอันดับเป็นสนามบินที่ดีที่สุดอันดับ ๑ ของโลก
Gate B1 พิเศษกว่าประตูขึ้นเครื่องทั่วไป คือมีห้องรอ ๒ ชั้น ชั้นบนสำหรับผู้โดยสารชั้น ๑ และชั้นธุรกิจ มีลิฟท์ให้ขึ้นไป มีที่นั่งรอกว้างขวางสบาย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเครื่องบินเป็น A380-800 มีสองชั้น ชั้น ๑ และชั้นธุรกิจที่นั่งอยู่ชั้นบน เป็นที่นั่ง-นอนธรรมดา ไม่ใช่ Q-Suite อย่างขาไป แต่ทางท้ายลำมีบาร์เหล้าให้บริการ รวมทั้งมีที่นั่งพักผ่อนหรือคุยกันด้วย ผมไม่ได้ไปใช้บริการ เพิ่งเห็นตอนไปเข้าห้องน้ำ
ผมนอนได้กว่า ๓ ชั่วโมง ตื่นขึ้นมากินอาการเช้าพอดี
เดินทางเที่ยวนี้ คล้ายได้ท่องเที่ยวที่สนามบินด้วย คือสนามบินฮามัด เมืองโดฮา ประเทศกาต้าร์ ได้เรียนรู้ว่า สนามบินที่ใหญ่และมีเครื่องบินขึ้นลงคับคั่งตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีสภาพเป็นอย่างไร
การเดินทางไปกลับใน ๖ วัน และเดินทางแบบ ๖ + ๖ ชั่วโมงบนเครื่องบิน อย่างคราวนี้ ถือว่าทรหดทีเดียว ผมดีใจที่ได้พิสูจน์ความอดทนของร่างกายว่ายังพอไหว
ข้อเรียนรู้สำคัญอย่างหนึ่งที่ได้รับ คือพลังของการจัดการคุณภาพ “ใส่ใจทุกรายละเอียด” ของการ์ต้า ที่ทำให้สนามบินบนทะเลทรายเป็นที่นิยมอันดับ ๑ และสายการบินการ์ต้าก็เป็นสายการบินอันดับ ๑ ของโลก
อ. บุ๋มแนะนำว่า ปีหน้าผมน่าจะใช้สายการบินสวิสแอร์ บินตรงไปลงที่ซูริก จะไม่เหนื่อย แล้วนั่งรถไฟ ๓ ชั่วโมงไปมงเทรอซ์ จะจัดเจ้าหน้าที่เดินทางไปเป็นเพื่อน ๑ คน
แล้วอุบัติเหตุก็เกิดขึ้น
ระหว่างนั่งแท็กซี่กลับบ้านจากสนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้จะถึงบ้านอยู่แล้ว ก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่สายการบินการ์ต้า บอกว่าผมหยิบกระเป๋มาผิด ใบของผมยังอยู่ที่สนามบิน ผมให้แท็กซี่จอดลงไปดูกระเป๋าท้ายรถก็พบว่าจริง ใบที่เอามาที่เหมือนกันเป๊ะไม่ใช่ของผม ผมบอกคนขับให้ย้อนกลับไปที่สนามบิน ระหว่างทางเจ้าของกระเป๋าขอพูดด้วย ผมขอโทษเขา เขาบอกว่าเขาจะไปแจ้งความตำรวจว่าผมขโมยของของเขา ผมบอกว่าแจ้งก็ได้ ทางเจ้าหน้าที่สายการบินจะเป็นพยานได้ว่า ผมไม่ได้ตั้งใจหยิบ เพราะใบของผมยังค้างอยู่ที่สนามบิน เมื่อไปถึงสนามบินเจ้าหน้าที่พาคนเยอรมันเจ้าของกระเป๋ามาพบและพากันไปที่สำนักงานตำรวจสนามบิน เขาขอให้ตำรวจเป็นพยานตอนที่เขาเปิดตรวจของ ซึ่งก็พบว่าเรียบร้อยดี เพราะผมไม่ได้เปิดกระเป๋า
เมื่อพบตัวกัน เขาก็เห็นว่าท่าทางของผมไม่ใช่ขโมยแน่นอน เขามีท่าทีเป็นมิตรกว่าตอนพูดโทรศัพท์อย่างหน้ามือกับหลังมือ ผมขอโทษเขาหลายครั้งที่ความผิดพลาดของผมทำให้เขาเสียเวลา
ผมต้องขออนุญาตฝ่ายรักษาความปลอดภัย กลับเข้าไปเอากระเป๋าที่วางอยู่ตรงสายพานหมายเลข ๑๘ นั่นเอง และยังมีอีก ๒ ใบ
ผมกลับถึงบ้าน ๑๖.๒๐ น. เสียเวลาไปสองชั่วโมง
วิจารณ์ พานิช
๒๗ พ.ค. ๖๗

๑ สนามบิน Hamad สร้างบนทะเลทราย เห็นสภาพพื้นดินเดิม
๒ ห้องรับรองที่สนามบิน ฮามัด ขาไป
๓ ท้องฟ้าในสวิสมีเมฆมาก เห็นยอดเขามีหิมะคลุม อยู่ใต้เมฆ
๔ วิวไร่องุ่น ระหว่างนั่งรถไฟจากเจนีวาไปมงเทรอซ์
๕ ห้องรับรองที่สนามบินฮามัด ขากลับ
๖ อีกวิวหนึ่งของห้องรับรอง จะเห็นพนักงานเตรียมทำความสะอาด
๗ สวนป่าภายในอาคารสนามบิน ฮามัด
๘ ภายในสวนมีที่ให้นั่งเล่น นอนเล่น
๙ องยามครึ่ง คนยังคับคั่ง
๑๐ เดินไปบนทางเลื่อน
๑๑ ห้องรอขึ้นเครื่องชั้นบน









