มวยไทยนั้น...ถ้าจะสืบสาวราวเรื่องว่ามาจากไหน ก็คงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่แม้จะมีการอ้างอิง แต่ก็ไม่อาจสรุปให้แน่ชัดลงไปได้ว่า มวยไทยมีที่มาจากที่ใด แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้และเป็นเสมือนสัจธรรม ก็คือ มวยไทยต้องมาจากคนไทยแน่ ๆ คนไทยซึ่งเคยมีลมหายใจและคนไทยที่กำลังหายใจอยู่ ซึ่งนั่นก็คือ มีคนไทยที่ไหนก็มี “มวยไทย” ที่นั่น พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ มวยไทยเกิดขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจของคนไทยนั่นเอง เมื่อคนไทยเตรียมต่อสู้ ยกมือ วาดเท้า ชันเข่า ตั้งศอกและด้วยเหตุผลดังนี้ มวยไทยจึงมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทย และแม้กระทั่งทุกที่ที่มีคนไทยเดินทางไปถึง มวยไทยก็ได้ตามไปอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว

 

 มวยไชยา ที่มาจากพระนคร บรรลือนามกระฉ่อน ที่เมืองไชยา 

            มวยไชยา นั้นเป็นมวยที่มีอยู่ ณ เมืองไชยา มาช้านาน แต่มวยไชยาในตำนานอันมีชื่อเสียงนั้น เกิดจากนักรบ ผู้เรืองวิทยาคมจากพระนครผู้หนึ่ง เกิดความเบื่อหน่ายการเมืองการปกครองในกรุงเทพฯ จึงได้ละเพศฆราวาสอุปสมบทเป็นพระแล้วธุดงค์ลงไปทางใต้ เมื่อมาถึงที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สำแดงฝีมือ จับช้างเกเรครอบไว้ด้วยกะลามะพร้าว ชาวบ้านเห็นเป็นอัศจรรย์จึงรวบรวมปัจจัยกันสร้างวัดให้จำพรรษาอยู่ ณ ที่นั้น เป็นมิ่งขวัญได้ชื่อวัดว่า “วัดทุ่งจับช้าง” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

             พระภิกษุรูปนี้จะมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไรไม่ปรากฏ แต่ท่านเป็นนักรบจากพระนคร ชาวบ้านได้เรียกกันจนเป็นที่ติดปากว่า “พ่อท่านมา” อันเป็นเสมือนคำอุทานว่า นั่น ... พ่อท่านมาแล้วนั่นเอง..

            ตลอดเวลาที่ “พ่อท่านมา” ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งจับช้างนั้น ท่านก็ได้เมตตาสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้ประชาชนที่นั่น และท่านก็ยังได้ถ่ายทอดวิชาศิลปะการป้องกันตัวในแบบมวยไทยให้กับสานุศิษย์อีกด้วย ซึ่งหนึ่งในลูกศิษย์ของท่านก็คือ ท่านพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไชยา และหลังจากเรียนมาแล้วเจ้าเมืองไชยาได้ถ่ายทอดให้กับทหารและประชาชนรวมไปถึงลูกๆ ของท่านอีกด้วย และลูกคนสุดท้องของท่านก็คือ ท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัยนั่นเอง

             หลังจากที่มวยไชยาในตำนาน ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ก็เจริญ รุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ การชกมวยจึงเป็นมหรสพสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับงานฉลองหรือสมโภชต่าง ๆ และมาเจริญสูงสุดครั้งหนึ่งคือ สมัยศาลาเก้าห้อง ซึ่งสร้างโดย พระยาวจีสัตยารักษ์ อุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติ 

            ศาลาเก้าห้องนี้ ผู้สร้างตั้งใจสร้างให้เป็นที่พักคนเดินทางแล้วยังใช้เป็นที่สมโภชพระพุทธรูปประจำเมืองไชยาในงานแห่พระหรือชักพระทางบก ในเดือน ๑๑ของทุกปีด้วย ในงานแห่พระและงานสมโภชนี้เอง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การชกมวย เป็นการมหรสพสมโภชประจำทุกปี ศาลาเก้าห้องในสมัยนั้นจึงนับได้ว่ามีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ในการสืบสานมวยไชยาต่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน เพราะศาลานี้ได้ใช้เป็นที่จัดการประลองมวยอยู่เป็นประจำ ชาวมวยไชยาเมื่อมีการฝึกซ้อมการประลองมวยสม่ำเสมอ ฝีไม้ลายมือจึงมีพัฒนาการขึ้น นับจากนั้นศาสตร์มวยที่เป็นรูปแบบเฉพาะของมวยไชยา จึงได้รับการส่งเสริมต่อยอดกันต่อมาเรื่อยๆ

             แล้วก็มาถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่ง เมื่อท่านพระยาวจีสัตยารักษ์ เจ้าเมืองไชยาได้ส่งนักมวยของท่าน คือ นายปล่อง จำนงทอง ไปชกหน้าพระที่นั่งพระพุทธเจ้าหลวงกับนักมวยโคราช ซึ่งนายปล่อง จำนงทอง สามารถเอาชนะนักมวยจากโคราชได้ด้วยท่าเสือลากหาง จึงทำให้ ท่าเสือลากหาง ถูกนำมาเป็นท่าไหว้ครูของมวยไชยาเป็นพิเศษ และนายปล่อง จำนงทอง ยังได้รับบรรดาศักดิ์จากการชกหน้าพระที่นั่งฯ ครั้งนั้นเป็น “หมื่นมวยมีชื่อ” อีกด้วย ซึ่งนักมวยที่ได้รับบรรดาศักดิ์ครั้งนั้นได้แก่ มวยหมัดหนักโคราช ได้เป็นหมื่นชะงัดเชิงชก มวยฉลาดลพบุรี เป็นหมื่นมือแม่นหมัด หรือหมื่นมวยแม่นหมัด และมวยท่าดีไชยา เป็นหมื่นมวยมีชื่อ เป็นต้น