เมื่อผู้ใดแต่เดิมมีความเห็นไม่ถูกต้อง

เช่น ไม่เชื่อเรื่องการตาย การเกิด เรื่องภูมิที่เสวยความทุกข์ คือ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน เรื่องภูมิที่มีความสุข เช่น เทวดา พรหม มนุษย์ตายแล้ว อาจเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ได้ ไปเกิดในภูมิอื่นก็ได้ ตามแต่บาปบุญที่กระทำไว้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ครั้นต่อมาเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องเกิดขึ้น ได้สำนึกตัวเห็นว่าความคิดของตนไม่ถูก ควรอบรมศึกษาเล่าเรียนให้เป็นผู้มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง การรู้สึกตัวเช่นนี้เป็นทิฏฐิชุกัมมะคือ ความเห็นถูกตรงตามธรรมชาติที่แท้จริง ในปุพพเจตนา เจตนาเบื้องต้น

เมื่อตกลงใจได้แล้ว จึงเริ่มต้นศึกษาเล่าเรียนในข้อธรรมต่างๆ รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักธรรม ทำให้ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ ค่อยถูกต้องดีขึ้นเป็นลำดับๆ มีความแจ้งชัดเจนในเรื่องการตาย การเกิด นรก สวรรค์ เป็นต้น เหล่านี้มีความจริงมากน้อยประการใด ความเห็นอันดีงามเหล่านี้เป็น ทิฏฐิชุกัมมะ ในขณะที่เป็นมุญจเจตนา คือความเห็นถูกตรงตามธรรมชาติที่แท้จริง มีเจตนาเบื้องต้นของการทำภายหลังเมื่อมีความเห็นชอบถูกต้องเป็นอย่างดีแล้ว ก็มาพิจารณาถึงความเป็นไปของตนว่า เมื่อก่อนเป็นผู้มีความคิดเห็นผิดต่างๆ มาบัดนี้ได้มากระทำความเห็นตรงตามความจริงได้แล้ว จึงรู้สึกพอใจ มีความชื่นชมยินดี การพิจารณาทราบความเป็นไปของตนเองดังนี้เป็น อปรเจตนาคือ เจตนาที่กระทำ หรือคิดในท่ามกลาง

ในปุญญกิริยา ๑๐ ประการที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด อันเป็นกรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติไปเกิดในกามสุคติภูมิได้ หลังจากตายแล้วนั้น ความจริงแล้ว จะสงเคราะห์ย่อลงให้เหลือเพียง ๓ อย่างคือ ทาน ศีล ภาวนาปัตติทานคือ การให้ทาน และ ปัตตานุโมทนะ คือการยินดีกับสร้างบุญ อยู่ในทานกุศล อปจายนะ และเวยยาวัจจะ คือการช่วยเหลือกัน จัดอยู่ในศีล ส่วน ธัมมสวนะ คือการฟังธรรมะและ ธัมมเทสนา คือการพูด เผยแผ่ธรรมะ และทิฏฐิชุกัมมะ คือความเห็นถูกตามธรรมชาติที่รู้ จัดอยู่ในภาวนา

การที่จัดสงเคราะห์เข้าไว้ดังนี้ เพราะมีเหตุผลคือทานกุศล เป็นการทำกุศลด้วยการบริจาค ทำการเสียสละสิ่งที่มีค่าของตนออกให้ผู้อื่น ผู้จะปฏิบัติได้ย่อมเป็นบุคคลที่ไม่มีความอิจฉาริษยา ในทรัพย์สมบัติหรือคุณงามความดีของผู้อื่น เพราะถ้ามีความรู้สึกดังนี้ จะทำการบริจาคไม่ได้ จะเกิดความไม่พอใจในการที่ปฏิคาหกรับวัตถุสิ่งของไปจากตนนอกจากปราศจากความอิจฉาแล้ว ยังต้องปราศจากมัจฉริยะ เพราะถ้ายังมีอยู่ย่อมเกิดความไม่พอใจ ที่เห็นทรัพย์ของตนสิ้นเปลืองไปด้วยการทำทานรวมความแล้ว ทานกุศลจึงเป็นปฏิปักษ์กับอิสสาและมัจฉริยะ

ส่วนการเกิดขึ้นของปัตติทาน และปัตตานุโมทนะ ทั้ง ๒ อย่างนี้ มีลักษณะอย่างเดียวกับทานกุศล คือผู้ที่กระทำปัตติทานได้ ย่อมไม่มีอิสสาและมัจฉริยะ ถ้ามีอิสสาย่อมไม่พอใจที่ผู้อื่นได้รับกุศลโดยง่ายสะดวกสบายจากตน โดยไม่ต้องลำบากเหน็ดเหนื่อย ถ้ามีมัจฉริยะย่อมไม่พอใจ ไม่เต็มใจแบ่งส่วนกุศลให้ใคร ปัตติทานจึงเป็นปฏิปักษ์กับอิสสาและมัจฉริยะ เช่นเดียวกับทาน

สำหรับปัตตานุโมทนะ การอนุโมทนาในบุญกุศลที่ผู้อื่นแผ่ให้ ถ้าเป็นผู้มีใจอิจฉาริษยาแล้ว ย่อมไม่พอใจในการประกอบการกุศลของผู้อื่น เห็นเป็นการโอ้อวดเอาหน้า มีความรู้สึกที่เรียกกันว่า “หมั่นไส้” เกิดขึ้น ใจจึงไม่คิดจะน้อมรับเอาบุญกุศลที่เขาอุทิศให้ถ้ามีมัจฉริยะหวงแหนในทรัพย์สมบัติและคุณความดีของตน ก็ย่อมเกิดความรู้สึกขัดแย้งในการบริจาคทานของผู้อื่น เพราะตนเองทำดังนั้นไม่ได้ บางทีเกิดความเสียดาย คิดอยากให้ผู้นั้นมาบริจาคสิ่งเหล่านั้นให้ตนเอง ดีกว่าเอาไปให้ที่นั้นไปเสียอีกถ้าเป็นปัตตานุโมทนะที่เกี่ยวกับการรักษาศีล เจริญภาวนา ก็ทำใจให้น้อมรับได้ยาก เพราะตนเองไม่สามารถกระทำดังนั้นได้บ้าง จึงไม่เห็นคุณค่า เห็นเป็นความไม่จำเป็นบ้าง เห็นเป็นการโอ้อวดไปบ้าง ไม่ยอมรับด้วยจริงใจ

อปจายะนะ เวยยาวัจจะ ๒ อย่างนี้เป็นจาริตตาศีล คือความประพฤติที่ดีงาม ไม่ว่าของคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต เป็นข้อควรปฏิบัติ จัดเข้าอยู่ในศีลมัยกุศลธัมมสวนะ ธัมมเทศนา ทิฏฐิชุกัมมะ ทั้ง ๓ นี้ เมื่อปฏิบัติแล้วทำให้กุศลธรรมในตนเจริญยิ่งๆ ขึ้น เช่นเดียวกับการเจริญภาวนา ซึ่งเป็นกิจที่ทำให้จิตใจเจริญในธรรมเหมือนกัน บางทีการแสดง การสอนธรรม ธัมมเทศนานั้นก็ถูกจัดไว้ในทานกุศลด้วย ดังที่กล่าวว่าการให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวงทิฏฐิชุกัมมะ เป็นเครื่องหมายอันสมบูรณ์ของบุญญกิริยาวัตถุทั้งปวง อันที่จริงการทำความเห็นให้ตรงนี้ เป็นเสมือนการถือหางเสือเรือ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งนำไปสู่จุดหมายปลายทาง การทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาที่มีทิฏฐิชุกัมมะ ย่อมส่งผลมหาศาลให้ได้สมตามประสงค์………………………