สุขวิหาริชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๑๐. สุขวิหาริชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๑๐)
ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข
(ฤๅษีโพธิสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาว่า)
[๑๐] บุคคลเหล่าอื่นไม่ต้องรักษาคุ้มครองผู้ใด และผู้ใดก็ไม่ต้องรักษาคุ้มครองบุคคลเหล่าอื่น มหาบพิตร ผู้นั้นแหละไม่เยื่อใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข
สุขวิหาริชาดกที่ ๑๐ จบ
อปัณณกวรรคที่ ๑ จบ
--------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
สุขวิหาริชาดก ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยอนุปิยนคร ประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวัน ทรงปรารภพระภัททิยเถระ ผู้มีปกติอยู่เป็นสุข จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
พระภัททิยเถระผู้มีปกติอยู่เป็นสุข มีพระอุบาลีเป็นที่ ๗ บวชในสมาคมกษัตริย์ ๖ พระองค์
บรรดาพระเถระเหล่านั้น พระภัททิยเถระ พระกิมพิลเถระ พระภคุเถระ พระอุบาลีเถระ บรรลุพระอรหัต. พระอานนท์เถระเป็นพระโสดาบัน พระอนุรุทธเถระเป็นผู้มีทิพยจักษุ พระเทวทัตเป็นผู้ได้ฌาน.
ก็เรื่องของกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ จักมีแจ้งใน กัณฑหาลชาดก เพียงแค่อนุปิยนคร.
ก็ท่านพระภัททิยเถระรักษาคุ้มครองพระองค์ ในคราวเป็นพระราชา ก็ยังทรงเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้อันเขารักษาอยู่ ด้วยการรักษามากมาย ดุจเทวดาจัดการรักษา และภัยที่จะเกิดแก่พระองค์ ผู้ทรงพลิกกลับไปมา อยู่บนพระที่บรรทมใหญ่ในปราสาทชั้นบน บัดนี้ บรรลุพระอรหัตแล้ว แม้จะอยู่ในที่ใดที่หนึ่งมีป่าเป็นต้น ก็พิจารณาเห็นความที่พระองค์เป็นผู้ปราศจากภัย จึงเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ
ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระภัททิยเถระพยากรณ์พระอรหัตผล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัททิยะมีปกติอยู่เป็นสุข ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็มีปกติอยู่เป็นสุขเหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อต้องการให้ทรงประกาศเรื่องนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์มหาศาล ผู้เกิดในตระกูลสูง เห็นโทษในกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกบวช จึงละทิ้งกามทั้งหลาย เข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น แม้บริวารของพระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นบริวารใหญ่ มีดาบสอยู่ ๕๐๐ รูป. ในฤดูฝน พระโพธิสัตว์นั้นออกจากป่าหิมพานต์ แวดล้อมด้วยหมู่ดาบส เที่ยวจาริกไปในคามและนิคม เป็นต้น บรรลุถึงเมืองพาราณสี ทรงอาศัยพระราชา สำเร็จการอยู่ในพระราชอุทยาน ทรงอยู่ในพระราชอุทยานนั้นตลอด ๔ เดือนฤดูฝน แล้วทูลลาพระราชา.
ลำดับนั้น พระราชาทรงอ้อนวอนพระโพธิสัตว์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านก็แก่แล้ว ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยป่าหิมพานต์ ท่านจงส่งอันเตวาสิกทั้งหลายไปป่าหิมพานต์ แล้วอยู่เสียในที่นี้เถิด. พระโพธิสัตว์ทรงมอบดาบส ๕๐๐ รูปกับอันเตวาสิกผู้ใหญ่ แล้วส่งดาบสเหล่านั้นไป ด้วยคำว่า ท่านจงไปอยู่ในป่าหิมพานต์กับดาบสเหล่านี้ ส่วนเราจักอยู่ในที่นี้แหละ แล้วตนเองก็สำเร็จการอยู่ในพระราชอุทยานนั้น นั่นเอง.
ก็หัวหน้าอันเตวาสิกนั้นของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นราชบรรพชิต ละราชสมบัติใหญ่ออกบวช กระทำกสิณบริกรรมได้สมาบัติ ๘. หัวหน้าอันเตวาสิกนั้นอยู่ในป่าหิมพานต์กับดาบสทั้งหลาย มีความประสงค์จะเห็นอาจารย์ จึงเรียกดาบสเหล่านั้นมา แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้รำคาญ จงอยู่ในที่นี้แหละ เราเห็นอาจารย์แล้วจักกลับมา แล้วไปยังสำนักของอาจารย์ ไหว้แล้วกระทำปฏิสันถาร ปูลาดเสื่อลำแพนผืนหนึ่ง นอนอยู่ในสำนักของอาจารย์นั่นเอง.
ก็สมัยนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า จักเยี่ยมพระดาบส จึงเสด็จไปยังพระราชอุทยาน ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ดาบสผู้เป็นอันเตวาสิก แม้เห็นพระราชาก็ไม่ลุกขึ้น แต่นอนอยู่อย่างนั้น แลเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ.
ก็พระราชาทรงน้อยพระทัยว่า ดาบสนี้ แม้เห็นเราก็ไม่ลุกขึ้น จึงตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ดาบสนี้คงจักฉันตามต้องการ จึงสำเร็จการนอนอย่างสบายทีเดียว เปล่งอุทานอยู่.
ก็พระโพธิสัตว์ตรัสว่า มหาบพิตร ดาบสนี้ เมื่อก่อนได้เป็นพระราชาองค์หนึ่ง เช่นกับพระองค์ ดาบสนี้นั้นคิดว่า เมื่อก่อนในคราวเป็นคฤหัสถ์ เราเสวยสิริราชสมบัติ แม้อันคนเป็นอันมาก มีมือถืออาวุธคุ้มครองอยู่ ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าความสุขเห็นปานนี้ จึงปรารภสุขในการบวช และสุขในฌานของตน แล้วเปล่งอุทานนี้ ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะตรัสธรรมกถาแก่พระราชา จึงตรัสคาถานี้ว่า
ชนเหล่าอื่นไม่ต้องรักษาผู้ใดด้วย และผู้ใดก็ไม่ต้องรักษาชนเหล่าอื่นด้วย ดูก่อนมหาบพิตร ผู้นั้นแลไม่เยื่อใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข.
ก็คำว่า นอนเป็นสุขนี้ เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น ย่อมนอนเป็นสุขอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ ก็บุคคลเห็นปานนี้ ย่อมเดิน ยืน นั่ง นอน เป็นสุข คือได้รับความสุขในทุกอิริยาบถ ทีเดียว.
พระราชาได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้ว มีพระทัยยินดี บังคมแล้ว เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ นั่นเอง. ฝ่ายอันเตวาสิกก็ไหว้พระอาจารย์ แล้วไปยังป่าหิมพานต์เหมือนกัน
ฝ่ายพระโพธิสัตว์อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ มีฌานไม่เสื่อม กระทำกาละแล้วบังเกิดในพรหมโลก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดง แล้วตรัส ๒ เรื่องสืบต่ออนุสนธิกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า
อันเตวาสิกในครั้งนั้น ได้เป็น พระภัททิยเถระ
ส่วนครูของคณะคือ เราเอง แล.
จบ อรรถกถาสุขวิหาริชาดกที่ ๑๐
จบ อปัณณกวรรคที่ ๑.
-----------------------------------------------------