> จากการที่ดิฉันและสมาชิกในกลุ่มได้คิดโครงการ HOP
(H : homeschool / O : Occupation / P : psychological with care givers)  ขึ้นมา ซึ่งเป็น โครงการให้ความรู้เกี่ยวกับทางเลือก Homeschool แก่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็กสมองพิการ ขั้นไม่รุนแรง ในช่วงปฐมวัย จนถึง ประถมศึกษาตอนต้น โดยการจัดทำโครงการนี้ เราได้ใช้ทักษะต่างๆมากมาย เพื่อให้โครงการออกมา อย่างมีประสิทธิภาพ และ มีคุณภาพมากที่สุด โดยเริ่มตั้งแต่ 

1.การใช้ทักษะการสังเกตปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในเด็กพิเศษ กับรู้จักค้นหาเรื่องที่จะทำก่อน โดยการเลือกเรื่องที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ และนัก OT อย่างเราสามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหานั้นได้ โดยเล็ง และคำนึงไปยังกลุ่มเป้าหมาย ที่เราจะช่วยเหลือก่อน นั่นก็คือ ผู้ปกครองเด็กสมองพิการ (Cerebral Palsy ; CP) ขั้นพิการไม่รุนแรง ชั้นปฐมวัย - ประถมศึกษาตอนต้น  โดยปัญหาที่เกิดขึ้นและสมาชิกเลือก คือ ปัญหาเด็ก CP ขาดโอกาสทางการศึกษา
**ซึ่งขั้นตอนนี้ เราควรมีการปรึกษากับอาจารย์หรือผู้มีประสบการณ์ด้วย เพื่อที่เราจะได้ได้โครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่สุด และเพื่อป้องกันงาน ที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือมีความยากจนเกินไป** 

2.เมื่อเราได้กลุ่มเป้าหมายและปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว เราจึงทำการคิดหาโครงการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยเป็นโครงการที่เราจะต้องคำนึงถึง ความเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ และแก้ปัญหาได้จริง ซึ่งถ้ามองให้แคบขึ้น เราจะเจาะไปถึง 1 ใน  ADL ที่สำคัญ ก็คือ Education เนื่องจาก เด็ก CP ขั้นพิการไม่รุนแรง เขายังพอมีทักษะ ช่วยเหลือตัวเองได้ และยังมีสติปัญญาและศักยภาพที่พอศึกษาหรือเรียนได้ ดังนั้น เราเลยเลือกที่จะแก้ปัญหาทางด้าน Education จึงเลือดจัดทำโครงการ การให้ทางเลือกเกี่ยวกับการศึกษา Homeschool แก่ผู้ปกครอง เด็ก CP พิการขั้นไม่รุนแรง ในช่วงปฐมวัย - ประถมศึกษตอนต้น 

3.เมื่อเราได้รู้จักการค้นหาปัญหา ค้นหากลุ่มเป้าหมาย และได้เรื่องที่จะจัดทำแล้ว สิ่งต่อมาคือ ใช้ทักษะการวางแผน การจัดทำโครงการ ให้มีขั้นตอนการทำที่ละเอียด และ เห็นภาพ ซึ่งขั้นตอนนี้ทำให้เราได้รู้จักการคิดแบบมีกระบวนการมากยิ่งขึ้น ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และการจัดสรร บริหารงานให้เหมาะสมกับเวลา และเสร็จตาม ระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งขั้นตอนนี้ ต้องใช้ความละเอียด และความแม่นยำ ในการคิด และวางแผน เพื่อให้งานออกมาดี มีประสิทธิภาพ และ สมบูรณ์ที่สุด 

4.เมื่อเราวางแผนแล้ว เราต้องเริ่มลงมือจัดทำ โดยการลงมือจัดทำ ต้องใช้ทักษะความรอบคอบ การมีสติ และความถูกต้อง แม่นยำ เพื่อป้องกันความผิดพลาดของตัวชิ้นงาน 

5.ใช้ทักษะการสังเกต ตรวจสอบชิ้นงานอีกครั้ง เพื่อให้งานมีความถูกต้องแม่นยำ มากที่สุด 

6.ฝึกทักษะการนำเสนอ เสนอให้กระชับ สั้น ได้ใจความ ดึงดูดผู้ฟังมากที่สุด และนำเสนอให้มีความตื่นเต้น น่าสนใจ ให้ผู้ฟัง รู้สึกประทับใจ และสนใจในโครงการของเรา 

7.รับฟังคำแนะนำ และ คำติชมจากอาจารย์และผู้มีประสบการณ์ ฝึกการคิดตาม และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำคำแนะนำตรงนี้ ไปปรับหรือไปต่อยอดต่อไปในโครงการของเรา 

นอกจากนี้ ในการทำโครงการ HOP ทำให้ตัวดิฉันเองได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง จากการทำโครงการนี้ ได้แก่ 

1.การได้ฝึกการทำงานเป็นทีม ร่วมกับผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น เป็นการทำงาน ที่เราได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ หรือ เพื่อนที่เราไม่ค่อยได้คุยด้วย ไปในตัว ทำให้เราได้มิตรภาพที่เพิ่มขึ้น ได้ประสบการณ์ใหม่ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมไปถึงได้เห็นถึงศักยภาพ และแนวคิด การทำงานของสมาชิกในทีมแต่ละคน 

2.ได้ฝึกการเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น ได้เรียนรู้และฝึกการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แล้วได้ฝึกคิดตามในความคิดเห็นที่แตกต่างตรงนั้น 

3.ได้ฝึกการใช้ความคิด การวางแผนในการจัดทำโครงการแบบมีกระบวนการที่ละเอียด มีแบบแผน มีขั้นตอนที่ละเอียด เพื่อให้เห็นภาพ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจในโครงการ และทำโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความถูกต้องมากที่สุด 

4.ได้ฝึกการลองผิดลองถูก กว่าการที่โครงการของพวกเราจะออกมาแบบสำเร็จ และ มีประสิทธิภาพ สมาชิกได้มีการแก้ไขข้อมูลและแบบแผนการจัดทำโครงการ หลายครั้ง เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อกลุ่มเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ ด้วยการลองคิดแบบผิดแบบถูก จึงทำให้ท้ายที่สุด สมาชิกสามารถคิดแบบแผนโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายและมีประสิทธิภาพออกมาได้ในที่สุด 

5.ได้ฝึกการเชื่อมโยง ในเมื่อสมาชิกเลือกจัดทำโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการให้ทางเลือกทาง Homeschool แก่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็ก CP รวมไปถึง การประเมินศักยภาพ และพัฒนาการด้าน Education ของเด็ก CP ขั้นไม่รุนแรง จึงต้องมีการใช้ทีมสหวิชาชีพ ในบางส่วน และที่สำคัญคือ นัก OT ดังนั้น จึงต้องมีการให้โครงการ มีความเชื่อมโยงกับทีมสหวิชาชีพและนักกิจกรรมบำบัด และในฐานะที่เราเป็นนักกิจกรรมบำบัด เราจึงต้องให้นักกิจกรรมบำบัด มีบทบาท ในโครงการนี้มากที่สุด สิ่งสำคัญนั้นคือ การช่วยประเมินศักยภาพ และพัฒนาการด้าน Education ของเด็ก CP เพื่อเลือกแนวทางการศึกษา homeschool ที่เหมาะสมแก่เด็ก 

6.ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำโครงการ เพื่อให้โครงการมีความน่าสนใจ และดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย เช่น การทำ Infographic ให้ความรู้ ให้มีสีสันสวยงาม อ่านง่าย ดูสะดุดตา  เพื่อเป็นการดึงดูดให้ผู้คน เข้ามาอ่าน หรือ เข้ามาชม เป็นต้น 

7.ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากที่เรารู้อยู่แล้วในห้องเรียน ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่เราสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้ ในการเรียนตอนนี้ และในสายอาชีพของเราเองในอนาคต 

8.ได้ฝึกทักษะการสื่อสารมากขึ้น  เพราะการทำโครงการนี้ ต้องมีการใช้การสื่อสารค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะสื่อสารให้สมาชิกในกลุ่มเข้าใจ สื่อสารให้อาจารย์เข้าใจ หรือแม้แต่การสื่อสารให้ผู้เข้าชมโครงการหรือนิทรรศการเข้าใจ ดังนั้น เราจะได้ฝึกทักษะการสื่อสาร มาก เพราะเราจะต้องสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อ โดยเน้นการสื่อสารที่ ช้าๆ สั้น กระชับ แต่ได้ใจความ และมีประโยชน์ รวมไปถึงได้ฝึกการพัฒนาบุคลิกภาพให้ดี เมื่อต้องนำเสนองานต่อหน้าผู้คน 

9.ได้รู้จักการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ได้รู้จักคิดที่จะแก้ไขปัญหานั้น ให้ออกมาดี เพื่อให้งานออกมาสมบูร์แบบที่สุด 

10. ได้รู้จักการบริหารเวลา คือ การจัดการทำให้งานเสร็จแต่ละขั้นตอน เสร็จตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ และเสร็จทันตามระยะเวลาที่กำหนด 

11.ได้เรียนรู้การล้มไปด้วยกันและก้าวไปด้วยกัน ชื่นชมความสำเร็จและภาคภูมิใจ ของสมาชิก  ไม่ว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม  เจอปัญหาอะไร การร่วมชื่นชมและเรียนรู้จากความผิดพลาดไปด้วยกันจะทำให้ทีมงานยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

โดยโครงการ HOP นี้ เรามีแพลนที่จะพัฒนานำไปสู่ชุมชน เพื่อเข้าถึงผู้คนมากยิ่งขึ้น โดยในโครงการนี้ จะสามารถลงสู่ชุมชนได้มากขึ้น จากการที่แต่เดิม เราจะรอให้มีผู้ปกครองเข้าหาพวกเราก่อน เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอบรมในโครงการของเรา แล้วทำการให้ความรู้ เกี่ยวกับ Homeschool ให้ตัวอย่างสถานศึกษา Homeschool รวมไปถึงช่วยประเมินศักยภาพ และ พัฒนาการ ด้าน Education แก่เด็ก CP ขั้นพิการไม่รุนแรง และมีติดตามผล แต่ด้วยประการนี้ อาจทำให้ ผู้คนบางคนที่มีปัญหาเดียวกัน แต่ไม่มีกำลังทรัพย์ หรือมีความลำบากในการเดินทางมาอบรม หรือเข้าไม่ถึงโครงการ ไม่ได้มาเข้าอบรม และไม่ได้รับความรู้ที่ควรจะได้รับ ดังนั้น สิ่งที่เราจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ดีคือ การลงชุมชนเพื่อสำรวจตั้งแต่แรกเริ่ม โดยการใช้วิธีนี้ มันจะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในสังคม ได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการที่เราทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม  เมื่อเราได้ลงไปเห็นชุมชน เห็นสภาพแวดล้อมจริงๆของเขาแล้ว นอกจากจะช่วยให้เขาเข้าถึงเราได้ง่ายขึ้น จะยังช่วยให้เราประเมินพัฒนาการ ศักยภาพทางด้าน Education เบื้องต้น และการดำเนินชีวิตประจำวัน ของเด็ก CP ขั้นพิการไม่รุนแรง ตามทฤษฎี PEO (Person, Environment and Occupation) ได้อีกด้วย เพราะจะช่วยให้การะประเมินมีการเห็นภาพ และ มีประสิทธิภาพมาขึ้น  ดังนั้น เมื่อเราได้คัดกรอง และ ตรวจสอบ พบกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่อาจทำให้เขาไม่สะดวกไปอบรมในสถานที่ที่เราจัดการอบรม สิ่งต่อมาที่ทางโครงการเราจะทำ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายทุกคนที่ประสบปัญหา ได้รับความรู้เกี่ยวกับทางเลือก Homeschool คือ การจัดการอบรม ในชุมชนที่ประสบปัญหานั้นเลย โดยเมื่อทางเราได้ทำการคัดกรอง กลุ่มคนในชุมชนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายนี้แล้ว และเราได้ประเมินเบื้องต้นแล้ว เราจะนำรายชื่อตรงนี้ ส่งให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชน และ อสม. เพื่อให้ช่วยเรียกกลุ่มเป้าหมายตามรายชื่อ มาอบรม ยังศูนย์กลางของชุมชนที่เราจัดไว้ ซึ่งเราจะไม่ได้ให้ความรู้แค่เพียง กลุ่มเป้าหมาย หรือ ผู้ที่ประสบปัญหาเท่านั้น แต่เราจะทำการ จัดการอบรม ให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน หรือ อสม. ด้วยอีกครั้ง  เพื่อให้เขาพวกเขานำความรู้ตรงนี้ไปช่วยกระตุ้น และเผยแพร่ความรู้ทางเลือก Homeschool เข้าสู่ชุมชนในกลุ่มที่มีปัญหานี้อีกครั้ง ซึ่งนอกเหนือจากการอบรมตรงนี้แล้ว เพื่อป้องกันข้อมูลตกหล่นหรือหลงลืม เราจะมีการทำเป็นคลิปสั้น เป็นคลิปให้ความรู้ สอดแทรกกับรูปภาพประกอบที่สวยงาม ไม่น่าเบื่อ ลงตาม Social เช่น Youtube โดยเจาะจงไปที่กลุ่มเป้าหมายคือผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็ก CP ขั้นไม่รุนแรง ชั้นปฐมวัย-ประถมศึกษาตอนต้น เพื่อให้เป็นอีก 1 ทางเลือก ในการที่จะนำไปปรับใช้หรือฝึกตามที่บ้านได้ แล้ว เราจะให้ช่องทางติดต่อของนักกิจกรรมบำบัด ของโครงการเราไว้ เผื่อท่านไหนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจะได้สามารถซักถามได้สะดวก และง่ายขึ้น และหลังจากนั้น นอกจากเราได้ทำการอบรมไปแล้ว ในเดือนถัดมา เราจะลงชุมชนนั้นอีก เพื่อไปทำการประเมินและติดตามผล ตามบ้านของผู้เข้ารับการอบรมเลย  เพื่อดูถึง วิธีการนำไปปรับใช้  สภาพแวดล้อมต่างๆภายในบ้าน และดูว่า หลังจากเราอบรมไปแล้วนั้น ในกลุ่มเป้าหมายที่เข้ารับการอบรม มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ถ้าหากติดปัญหา ติดปัญหาตรงไหน อย่างไร จะได้ช่วยแก้ปัญหา แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว ก็จะช่วยวางแผนต่อ ว่าจะทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเราจะคอยประเมินและติดตามผลเช่นนี้ ทุกเดือน หลังการอบรม จนกว่าผู้ปกครองจะพอใจในผลลัพธ์นั้นแล้ว 

** ซึ่งในการลงชุมชนนั้น เราจะค้นหาข้อมูลและศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ก่อนลงชุมชนจริง เพื่อไปยังแหล่งที่มีกลุ่มเป้าหมายตรงนี้เยอะ และจะลงเข้าสู่ชุมชนนั้นทันที การที่เราทำเช่นนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงในชุมชน และ ทำให้กลุ่มเป้าหมาย ได้รับความรู้อย่างทั่วถึงมากขึ้น** 

จัดทำโดย : นางสาว รวิสรา คูณทวี 6423011 ( PTOT )