คุณมยุรี เจริญศิลป์ หรือ ‘มยุรี วิชัยวัฒนะ‘ 

   *นางสาวสยามประจำปี พ.ศ. ๒๔๘๐ วันวานยังคงเป็นรอยฝันที่ให้ความชุ่มชื่นใจในทุกโมงยามที่ได้รำลึกถึง การประกวดนางสาวสยาม เป็นการบุกเบิกการประกวดนางงามยุคแรกเริ่มที่จัดขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญประจำปี ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อการประกวดมาเป็นนางสาวไทยในยุคต่อมา

* “เมื่อตอนที่คุณวงเดือน ภูมิรัตน์ได้ (นางสาวสยามประจำปี พ.ศ. ๒๔๗๙) ดิฉันยังเด็กกว่า ก็ตื่นเต้นไปกับเขามาก.ผู้คนก็ดีใจกันมากเลย สมัยก่อนเลยเป็นเรื่องฮือฮา ปีแรกๆของการประกวดก็เหยียบกันตายแย่งกันดูนางงาม ปีดิฉันมีรวนเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าคนไม่ค่อยจะสนใจ คงเป็นเพราะคนงามมีเยอะจนเป็นธรรมดา แล้วสมัยก่อนยังไม่ค่อยเจริญเท่าสมัยนี้ ในปีที่ดิฉันประกวดเป็นปีที่ ๔ ยังเป็นรุ่นแรกๆ ของการประกวด ซึ่งเป็นรุ่นที่พรานบูรพ์แต่งเพลงชมโฉมแล้วทำแผ่นเสียงให้สำหรับนางงามสยามทั้ง ๔ คนเลยนะคะ“

   * เจ้าของมงกุฎย้อนรอยถึงการประกวดครั้งนั้นให้ฟังด้วยรอยยิ้มแจ่มใส

   *“ตอนเข้าประกวดยังเด็กมาก อายุ ๑๕ ย่าง ๑๖ ปีเท่านั้นเอง ก่อนนั้นก็ทำเกี่ยวกับตัดเสื้อพอดีท่านข้าหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาท่านเป็นหม่อมราชวงศ์ ก็มาขอพ่อแม่ให้ดิฉันไปเป็นตัวแทนจังหวัด เกรงว่ารอให้ประกวดนางสาวอยุธยาก็คงจะไม่ทันแน่ ด้วยกระชั้นชิดเพราะดิฉันมีเชื้อสายคนเมืองเก่า ปู่เป็นคนอยุธยา ท่านข้าหลวงฯ ก็บอกว่าให้ไปเดินเป็นเพื่อนกันไม่ได้เสียหายอะไร ดิฉันคิดว่าดีเหมือนกัน เราจะได้ไปด้วยก็เข้าไปอยู่ที่บ้านท่านข้าหลวงฯ ท่านก็ให้คนมาดูแลอะไรต่างๆ.ขัดผิวก็แบบโบราณน่ะค่ะ ใช้ส้มมะขาม ขมิ้น ให้คนช่วยขัด ก็อยู่กับท่านไม่กี่วันเอง ผิวก็สวยขึ้น ใสขึ้น (ยิ้ม)“



“พร้อมสำหรับการก้าวสู่เวที”
   *“การประกวดก็มีหลายวัน ผู้ที่มาประกวดก็มีร้อยกว่าคน กลางวันก็ไปซ้อมเดินใส่ชุดลำลอง กลางคืนก็เป็นชุดไทย ห่มผ้าแถบ นุ่งโจมกระเบน เราก็เลือกสีเอาเองไม่ได้เหมือนสมัยนี้แต่งตัวกันหรูหรา แต่ถ้าเมื่อก่อนต้องมาใส่ชุดว่ายน้ำ กลัวตายเลยค่ะ พ่อแม่คงไม่ยอมพอต่อมาค่อยนุ่งกางเกงขาสั้นชุดว่ายน้ำก็มามีตอนคุณอาภัสรา ตอนประกวดท่านข้าหลวงฯบอกขอให้ได้ประจำภาคก็พอ เพราะว่านางสาวสยามปีที่ผ่านมาเขาก็เข้าประกวดด้วย มีคุณวงเดือน คุณวณี เลาหเกียรติ์ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ไม่ได้ ดิฉันก็เข้าถึงรอบสุดท้ายได้นางงามประจำภาค เขามีภาคกลาง ภาคใต้ ฝั่งธน พระนคร และภาคเหนือ พอดิฉันได้ประจำภาคแล้ว ท่านข้าหลวงฯก็ดีใจแล้วเดินทางกลับอยุธยาเลย“


ในการประกวดกรรมการการคัดเลือกทั้งพิถีพิถันและเข้มงวดมาก

  *กรรมการมาตั้งเยอะตั้งแยะเลยค่ะ รู้สึกว่าจะเยอะกว่านางงามเสียอีก ตรวจตรากันเข้มงวดเหลือเกิน ตอนนั้นใส่เสื้อในนุ่งกางเกงในไม่ได้ รัดสเตย์นี่ไม่ได้แน่ แล้วก็ใส่โจงห่มผ้าแถบ ความจริงไม่น่าเห็นทรวดทรงเลย แต่เขาก็วัดตัวดูผิวพรรณ ยังไงไม่ทราบนะ ก็ดูอยู่แต่คนเดียว ไม่ให้เรานั่งเลย ดูแล้วดูอีก มากี่ชุดๆ ก็มาดู พอลงนั่งปั๊บต้องลุกขึ้นยืนอีกแล้ว คนอื่นปล่อยๆ ไป กรรมการนี่บอกให้ยิ้มตลอด เพราะเวลายืนเรียงอยู่บนเวทีเป็นเด็กก็จะเป๋อๆ แหม ก็อยากจะมองคนดูมั่งเลยเผลอตัวมีคนบอกให้ยิ้ม เราก็ยิ้ม แปลกนะพอยิ้มแล้วปรบมือกันจัง คนแก่คนเฒ่าบอกหนูยิ้มซิ พอยิ้มก็ปรบมือดีใจกันใหญ่ มีคนเชียร์เยอะค่ะ

   *ยิ่งใกล้ๆ ตัดสิน ฟังเสียงทั้งข้างนอกข้างในเรานี่ตกใจเลยเหมือนเสียงประตูจะพังครืน เพราะคนเฮเข้ามา อยากมาดูตัวใกล้ๆ.คือเขารู้กันแล้วนะคะว่าใครจะได้ แต่ทำไมเราไม่รู้เรื่องเลย.จนประกาศว่าได้ก็นึกไม่ถึงเลยค่ะ ตื่นเต้นยังไม่ยอมจะเดินคนเดียวมันเขิน ประหม่ากลัว เดินคนเดียวดูว้าเหว่ แต่ประชาชนต้อนรับดีนะคะ เพราะในตอนนั้นไทยเรารักชาติกันเยอะ แล้วเป็นปีที่เขาให้รักไทย ปีนั้นอยุธยาอะไรๆ ก็ได้ กีฬาได้ทั้งนั้น (ยิ้ม) ตอนที่ได้ตำแหน่งท่านข้าหลวงฯทราบ ท่านดีใจค่ะ หน้านี้แดงเชียว คาดไม่ถึงว่าเราจะได้รับมงกุฎ“

  *คุณมยุรีเข้ารับรับมงกุฎกำมะหยี่ปักดิ้นเงินดิ้นทองลวดลายวิจิตรจากหม่อมกอบแก้ว อาภากรฯ
“ถ้วยรางวัลใหญ่มากเป็นถ้วยเงินแท้ เหลืออยู่ถ้วยเดียว ถ้วยนางงามประจำภาคก็นำไปบริจาคช่วยชาติไปตอนเรียกร้องดินแดน มงกุฎนี่ดำแล้วก็ผุไป ก่อนหน้าโน้นก็มีคนขโมยเอาพลอยข้างหน้ามงกุฎ เข็มกลัดรูปพานรัฐธรรมนูญทองลงยาฝังเพชรนั่นก็โดนขโมยเหมือนกัน เสียดายมากค่ะ“

   *เราเปิดชมอัลบั๊มภาพอดีตทีละภาพ แต่ละภาพเผยถึงความงามกับรอยยิ้มสดใส

  *“ดิฉันไม่เคยนึกว่าเป็นคนสวย เห็นคนอื่นก็สวยไปหมด เราได้ยังไงน้า (ยิ้ม) เพราะเราไม่ใช่คนสวย ไม่ใช่คนช่างแต่งตัวด้วย ตอนได้ตำแหน่งอายนะคะ กลัวคนดูมากค่ะ ไม่ค่อยชอบ ดิฉันไม่ไปดูหนังไม่ไปข้างนอกเลย ถ้าไม่จำเป็น อย่างเป็นงานกุศลที่เขามาเชิญแล้วจำเป็นต้องไป ยิ่งให้ไปไหนคนเดียวไม่ต้องพูดเลย“

   *ณ เวลานี้คุณมยุรีบอกว่าพอใจกับชีวิตที่เรียบง่ายมากกว่า
“เราเป็นคนแก่ ไม่ได้ยุ่งอะไรกับใคร อยู่อย่างสงบๆ เรื่องเคยเป็นนางสาวสยามลูกๆ หลานๆ เขาก็เห่อเหมือนกัน ตอนนี้อายุ ๘๐ แล้วมีความสุขแบบเรื่อยๆ เวลานี้ก็มีเหลนตั้งหลายคนแล้วนะคะ (ยิ้มอย่างสุขใจ)“
 *ความสงบที่สลับกับเสียงเจื้อยแจ้วของลูกหลานในบางครั้ง นับเป็นบั้นปลายของชีวิตที่คุณมยุรีสุขใจอย่างที่สุด