ว่าด้วย"อาชีพครู"


อะไรจะยิ่งใหญ่กว่างานสร้างคน "ใครไม่เห็น..เราเห็น ใครไม่รู้..เรารู้" มักจะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเสมอ เมื่อได้ข่าวคราวความสำเร็จของบรรดาลูกศิษย์ เอาเข้าจริงครูเราอาจไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้

ตัวเองเป็นครูแบบมิได้ตั้งใจหรือวางแผนอะไรมาก่อนหน้า ช่วงเรียนมัธยมก็แค่เรียนไปเรื่อยตาม ๆ เพื่อนไป เรียนต่อชั้นมัธยมปลาย เพื่อนเลือกเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ฉันก็เลือกเรียนบ้างประมาณนั้น กว่าจะหวนคิดเรื่องนี้ก็หลังบรรจุเข้ารับราชการเป็นครูเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นช่วงแรก ๆ จึงไม่ได้รู้สึกรู้สากับอาชีพครูนัก

แต่ยิ่งนานวันประสบการณ์การสอนเด็กที่โรงเรียนหรือการที่ได้เป็นครู นับวันยิ่งเห็นคุณค่าของหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละวัน อะไรจะยิ่งใหญ่กว่างานสร้างคน "ใครไม่เห็น..เราเห็น ใครไม่รู้..เรารู้" มักจะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเสมอ เมื่อได้ข่าวคราวความสำเร็จของเหล่าลูกศิษย์ เอาเข้าจริงครูเราอาจไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้

ทว่าแรงบันดาลใจที่น่าจะสำคัญ ทำให้ก้าวเข้าไปเป็นครู แม้จะรู้สึกไม่ได้ตั้งใจก็ตาม คือ การที่ทั้งพ่อและแม่มีอาชีพครู ได้เห็นวัตรปฏิบัติ ได้สัมผัส ซึมซับ ชีวิตความเป็นอยู่มาแต่อ้อนแต่ออก โดยเฉพาะกิจกรรมต่าง ๆ ของพ่อแม่ที่โรงเรียน เหล่านี้คงมีอิทธิพลต่อความรักความศรัทธา ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ที่มาหรือเหตุผลต่อเรื่องนี้ที่น่าจะมีน้ำหนัก เมื่อพิจารณาบรรดาลูก ๆ ของพ่อแม่หรือพี่น้องเราทั้งหมดล้วนเป็นครูในปัจจุบัน น้องชายคนเดียวที่อาจไม่ได้เริ่มจากงานครู แต่สุดท้ายงานที่ทำซึ่งเปิดโอกาส ก็ทำให้เส้นทางหน้าที่การงานแปรเปลี่ยนมารับบทบาทครูผู้สอนอย่างเต็มตัวจนได้

เพื่อนคนหนึ่งเคยพูด วัยนี้โอกาสจะได้พบกันคงต้องเป็นงานสำคัญ ๆ ของมวลญาติสนิทมิตรสหาย อาจเป็นงานร่วมแสดงความยินดีหรืองานที่เกิดจากความสูญเสีย ทบทวนดูแล้วท่าจะจริง!

หมายเลขบันทึก: 705056เขียนเมื่อ 8 สิงหาคม 2022 10:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 สิงหาคม 2022 08:06 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี