ไทยแลนด์เป็นดินแดนที่มีความเชื่อในเรื่องต่างๆมากมาย ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ เราเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเล่าแปลกๆ หรือประสบการณ์ขนหัวลุกกันมาไม่มากก็น้อย ทั้งเรื่องจริงเรื่องแต่ง ทั้งฟังมากจากคนอื่นและอาจจะมีบางท่านที่ได้ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง อย่างเช่นตัวเราเองค่ะ โดยเรื่องที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

 

           ต้องเกริ่นก่อนเลยว่าส่วนหนึ่งตัวเราเองถือเป็นคนที่มีสัมผัสที่หก สามารถสัมผัสหรือเห็นสิ่งลี้ลับได้มาตั้งแต่เด็ก เรื่องพีคๆที่เคยทำก็คือการทักคนตาย เป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวเราเองยังไม่อยากจะเชื่อ ซึ่งมันอาจจะเป็นความบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่มันเกิดขึ้นจริงๆกับเรา มีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในปีค.ศ. 2018 ตอนนั้นเรากำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยความที่เป็นโรงเรียนวัดพื้นที่ที่สร้างโรงเรียนจึงเป็นของวัดและในบริเวณนี้จะเป็นป่าช้าเก่า แค่นี้ก็น่าขนลุกแล้วใช่ไหมคะ55555 ก่อนสร้างโรงเรียนก็ได้ทำการล้างป่าช้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การล้างป่าขุดสิ่งที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาจะสามารถนำทุกอย่างออกไปได้หมดจริงๆหรือ? แน่นอนว่าไม่มีทางค่ะ ตัวเราก็ยังเห็นดวงวิญญาณที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่เป็นประจำ ตอนเด็กๆยอมรับเลยว่าแยกไม่ออกว่าอันไหนคือคนอันไหนคือวิญญาณ ตลกร้ายดีค่ะส่งยิ้มให้พวกอมนุษย์ตลอดเลย บางครั้งเดินผ่านแล้วเข้าใจผิดเรียกพวกเขาก็มี เขาหันมาแล้วหายวับไปกับตาเลยเราเกือบกรี๊ดแล้วจริงๆ ดีที่เอามืออุดปากตัวเองทัน นานๆไปมันก็เริ่มกลายเป็นความเคยชิน เห็นก็ทำเป็นไม่เห็นไว้ก่อนปลอบใจตัวเองค่ะ 

ตั้งแต่เด็กเราค่อนข้างจะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก คลุกคลีกับการเข้าวัดทำบุญมาตลอด เพราะตอนนั้นคุณพ่อบวชพระตั้งแต่ก่อนเราจำความได้ วัดข้างโรงเรียนนั่นแหละค่ะ เลยมีโอกาสเข้าออกวัดอยู่ตลอด ยิ่งช่วงมัธยมต้นคือไปบวชชีพราหมณ์อยู่ที่วัดทุกปี ปีที่ไปล่าสุดคือตอนม.3 แต่ว่าเป็นวัดอื่นที่ไม่เคยไปมาก่อนค่ะ ตอนไปถึงก็เตรียมตัวรับศีลกัน(ตอนนั้นเราถือศีลแปดค่ะ) พอเสร็จพิธีก็ได้สำรวจวัดซึ่งเราค่อนข้างแปลกใจที่บนศาลาการเปรียญมีโลงศพเปล่าตั้งไว้หลังม่าน แต่ก็ไม่กล้าถามใคร พวกเด็กผู้ชายที่ไปด้วยกันก็คือซนมาก ลงไปนอนเล่นในโลง ทำเสียงโหวกเหวกโวยวายจนพระอาจารย์ต้องออกมาสั่งทำโทษให้นั่งสมาธิกันเป็นชั่วโมง ก็มีทำกิจกรรมเดินจงกรมทำวัตรเย็นกันปกติ แต่น่าแปลกที่เมรุวัดนี้โบกปูนปิดตาย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่ๆไป 

วันนั้นหลังจากทำวัตรเย็นเสร็จก็มีทำกิจกรรมกันต่อจนถึงสี่ทุ่ม พอสวดมนต์รอบสุดท้ายเรียบร้อยแล้วพระอาจารย์ก็ปล่อยให้ออกมาดื่มน้ำทำธุระส่วนตัวก่อนเข้านอน เราเลยปลีกตัวออกไปกรวดน้ำใต้ต้นไม้ใกล้ๆศาลา ตอนหันหลังเดินกลับเราไปมองตรงเมรุพอดี สิ่งที่เห็นทำให้เราเกือบช็อค เราเห็นกองกระดูกแล้วก็มีผู้หญิงใส่ชุดคลุมท้องเปื้อนเลือดยืนมองเราอยู่ จังหวะนั้นคือต้องรีบจ้ำเข้าศาลาแล้วค่ะใครจะอยู่ แน่ใจว่าไม่ตาฝาดเพราะยืนขาแข็งจ้องกันอยู่แบบนั้นเกือบๆสิบวิ กว่าจะก้าวขาออกคือตอนเพื่อนเดินมาเรียก คืนนั้นสวดอะไรได้สวดค่ะจะบทเบสิคๆอย่างนะโมตัสสะไปจนถึงยันทุนเราก็สวด ปรากฏว่าคืนนั้นเรารอดแต่คนที่ไปนอนเล่นในโลงศพไม่รอด ช่วงประมาณตีสองในคืนนั้นเราตื่นมาเจอคนยืนอยู่อีกฝั่ง(หญิงชายนอนแยกกัน) มันจะมีพื้นที่ตรงกลางกั้นอยู่ มีหน้าต่างที่แสงลอดผ่านเข้ามาทำให้มองเห็นบรรยากาศในศาลาชั้นบน จุดที่คนนั้นยืนคือปลายเท้าของเพื่อนผู้ชายเราคนนึง เราลุกขึ้นนั่งหันไปเจอหน้าพ่อครูที่ดูแลพวกเรา(เป็นคุณครูที่เรียกแบบนับถือว่าพ่อครู) จังหวะมองหน้ากันคือรู้แล้วเพราะเพื่อนคนนั้นนอนตาค้างไม่ขยับตัวแต่หายใจแรงมาก ส่วนเงาสีดำทึบนั่นก็ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เราไม่รู้จะทำยังไงเลยรีบลุกวิ่งไปเปิดไฟ วิญญาณผู้ชายคนนั้นหันมามองแล้วก็หายไปกับตา จังหวะขาแข็งอีกแล้วค่ะ พอได้สติก็รีบตามพ่อครูไปดูเพื่อนที่เหมือนจะสติหลุดไป ตัวสั่นตื่นกลัวพูดจาไม่รู้เรื่อง เอาแต่พนมมือพูดว่ากลัวแล้วๆซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายต้องพาไปนอนที่กุฏิพระอาจารย์ พอตอนเช้าถามไล่เรียงเสร็จเรียบร้อยเป็นอันว่าต้องไปขอขมากัน เพื่อนคนนั้นกลับบ้านไปก่อนเพราะอยู่ต่อไม่ไหว ส่วนคนอื่นก็ยังต้องถือศีลอยู่ที่วัดต่อ ตอนกลางวันผ่านไปเร็วมาก พอตกเย็นเราก็ไปเดินจงกรมรอบวัดกัน ทำวัตรเย็นปกติ แต่สิ่งที่เราเห็นเมื่อคืนก่อนทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายสองคนนั้นทำให้เรานึกถึง วันนั้นจึงตั้งใจอุทิศส่วนบุญให้ หลังจากทำวัตรที่โบสถ์เสร็จแล้วพระอาจารย์ก็พาเดินจงกรมกลับด้วยความที่ตัวสูงกว่าน้องๆและเป็นหัวหน้าเลยได้เดินรั้งท้าย ตอนเดินผ่านเมรุยังจำเสียงนั้นได้ขึ้นใจ เป็นเสียงผู้หญิงก้องอยู่ในหูเราเลยว่า "ขอบคุณนะ" เท่านั้นแหละค่ะขนลุกซู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า คืนนั้นก่อนนอนก็สวดมนต์สารพัดบทที่จะสวดได้ หนังสือมีกี่บทก็สวดวนไปจนง่วง ในคืนนั้นหลับสนิทดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก  

ตอนเช้าวันที่สามคือวันที่จะกลับ หลังจากทำวัตรเช้าทานข้าวกันเรียบร้อยก็เป็นเวลาที่พระอาจารย์ปล่อยฟรี ใครอยากนั่งพักผ่อนหย่อนใจก็ตามสบาย ส่วนเราถูกพ่อครูเรียกไปหาพระอาจารย์ เลยได้มีโอกาสนั่งสนทนาธรรมกับท่านอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลาพระอาจารย์ก็เรียกเราไว้ก่อน ถามว่าบวชอยู่ที่นี่เลยดีไหม เราก็ขำแล้วบอกว่าบวชยาวไม่ได้หรอกค่ะต้องกลับไปเรียนหนังสือ ท่านก็หัวเราะแล้วบอกว่าเห็นอะไรก็ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจมากมันเป็นสิ่งธรรมดา เราก็งงว่าท่านรู้ได้ยังไงว่าเราเห็นอะไรแล้วธรรมดายังไง แล้วท่านก็ว่าต่อว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตแต่เรื่องนี้ไม่ต้องไปยุ่งมากหรอก โยมผู้หญิงคนนั้นคือศพสุดท้ายที่ได้เผาที่นี่ก่อนจะปิดเมรุไป เราก็ยังงงๆแต่ไม่กล้าถามอะไรต่อ แล้วท่านก็บอกให้รักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ อยู่ให้ถึงอายุ 15 แล้วที่เห็นมันจะเบาลงเอง คนที่ตามเราเขาก็เป็นคนดีคอยปกป้องคุ้มครอง ให้หมั่นทำบุญให้เขาหน่อย เราอึ้งแล้วอึ้งอีกว่าท่านรู้ได้ยังไง แล้วท่านก็เรียกไปพรมน้ำมนต์แล้วก็ให้พระมาบูชา ให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ หลังจากกราบลาพระอาจารย์ก็รอเวลากลับบ้าน เรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้นับว่าเป็นประสบการณ์ที่จำไม่ลืมเลยจริงๆค่ะ

 

ปล. เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ