สรุปเรื่อง+รีวิว Incantation: มนตรา (2022 netflix)


สรุปเรื่อง+รีวิว Incantation: มนตรา (2022 netflix) ผู้หญิงคนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองถูกสาป เพราะเรื่องการทำผิดหลักศาสนของเธอเอง และเมื่อได้รับสิทธิ์เลี้ยงดูลูกกลับคืนมาอีกครั้ง เธอก็พร้อมจะทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องให้ลูกของเธอรอดพ้นจากคำสาปจากวิญญาณอันชั่วร้าย

#ดูคลิปรีวิวเรื่องนี้ได้ที่นี่
 

เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญ สยองขวัญสัญชาติไต้หวันปี 2022 ที่ใช้ลีลาการเล่าเรื่องแบบ found footage กำกับและเขียนโดย Kevin Ko หนังเข้าฉายในไต้หวันวันที่ 18 มีนาคม 2022 และกลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญของไต้หวันที่ทำรายได้สูงสุด จากนั้นก็นำมาฉายทาง Netflix เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2022

#สรุปเนื้อเรื่อง #SpoilerAlert

เพื่อเป็นการเข้าใจง่ายจึงขอไม่เล่าเรื่องให้เรียงลำดับตามการดำเนินเรื่อง และมีความจำเป็นต้องข้ามเหตุการณ์บางช่วงบางตอนของภาพยนตร์เพื่อความกระชับต่อการสรุปเรื่อง

หนังเปิดเรื่องโดยหญิงสาวชื่อว่า "หลี่รั่วหนาน" เธอพูดต่อหน้ากล้องด้วยความหวาดกลัวด้วยประโยคที่ว่า "พวกคุณเชื่อในการอวยพรไหม 6 ปีก่อนฉันเคยทำผิดให้ข้อห้ามที่น่ากลัว ช่วยฉันด้วย" จากนั้นเธอก็ถามกับคนดูว่าเต็มใจที่จะดูหนังเรื่องนี้ต่อหรือไม่ ถ้าเต็มใจเธอก็ให้ดูสัญลักษณ์บางอย่าง แล้วบอกให้คนดูนั้นจำได้อย่างขึ้นใจ พร้อมกับบอกว่า "มาท่องพร้อม ๆ กัน หรือจะท่องในใจก็ได้...  โหโฮซิวอี ซีเซ้อู่มา"

จากนั้นหนังก็เริ่มเล่าเรื่อง

หลี่รั่วหนาน ทำการตั้งกล้องเอาไว้เพื่อถ่ายทำ วันแรกที่เธอจะได้รับ ตั่วตัว ลูกสาวกลับมาเลี้ยงเองหลังจากที่ลูกสาวของเธอต้องไปอยู่กับสังคมสงเคราะห์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว และเมื่อเธอรับลูกของเธอกลับมาถึงที่บ้านแล้วในคืนแรกก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด มีคนปาสิ่งของบางอย่างเข้าไปในบ้านของเธอ ไฟที่บ้านดับ แม้ว่าตั่วตัวจะหลับไปแล้วก็ตาม แต่กลับมีอาการเดินละ แล้วก็เหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาในบ้าน เปิดตู้เย็น ทำสิ่งของพังเสียหาย ในคืนต่อมา ตั่วตัว ก็บอกกับรั่วหนานว่า มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในห้อง

เมื่อ ตั่วตัว ย้ายเข้ามาอยู่กับลั่วหนาน ก็มีอาการผิดปกติไป เวลาไปโรงเรียนก็เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ซ้ำร้ายยังไปกัดเพื่อนซะอีก มีอยู่วันตั่วตัว ขึ้นไปบนดาดฟ้าที่บ้าน ซึ่งการขึ้นไปของเธอนั้นเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่าง ชวนเธอขึ้นไป แล้วก็สั่งให้เธอทำหลายอย่างที่น่ากลัว โดยเฉพาะการเข้าไปในห้องเก็บของ แล้วตั่วตัวก็ไปดูวีดีโอต้องห้าม

วีดีโอนี้เป็นเทปวีดีโอที่รั่วหนาน รับรู้อย่างเต็มอกว่าถ้าหากใครได้ดูแล้วจะต้องเกิดเหตุการณ์เลวร้ายจนถึงแก่ชีวิตทั้งสิ้น แล้วเธอก็เคยได้นำวีดีโอนี้ไปให้กับทางตำรวจได้ดู เมื่อตำรวจได้ดูก็อัตวินิบาตกรรมทันที แต่ตั่วตัวก็ดูวีดีโอเข้าไปแล้ว (จุดนี้ก็ทำให้ดูแล้วทำให้คิดถึงหนังเรื่อง ริง คำสาปมรณะ ขึ้นมาทันที)

จากนั้นหนังก็เล่าเรื่องย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อนรั่วหนาน  อาตงแฟนของเธอ และอาหยวนเพื่อนชายของเธออีก 1 คน ทำรายการ ขบวนการล่าผี โดยการเข้าไปพิสูจน์อุโมงค์ลับที่คนห้ามเข้าไป ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาอันห่างไกลความเจริญของตระกูลเฉินแฟนของเธอนั่นเอง

เมื่อไปถึงหมู่บ้านคนเฒ่าคนแก่ก็มาทักว่า ห้ามรั่วหนานเข้ามาเด็ดขาดเพราะเป็นคนนอกตระกูล แต่อาตงก็บอกว่ารั่วหนานไม่ใช่คนนอก เป็นแฟนของเขาเอง จึงมีสถานะไม่ต่างกับการเป็นครอบครัวเดียวเฉินด้วยกันแล้ว

เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านแล้วก็ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่คนในตระกูลเฉินต้องทำการไหว้เจ้าแม่ เทพศักดิ์สิทธิ์ที่คนในตระกูลนี้เคารพนับถือมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่ เธอได้รับการอวยพรจากร่างทรงเด็กสาวของเจ้าแม่ เธอได้ถูกถ่ายทอดในการท่องบทมนตรา "โหโฮซิวอี ซีเซ้อู่มา" สอนให้รู้จักการทำมือสัญลักษณ์ของการรับพรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตระกูลเฉิน

และผู้เฒ่าผู้แก่ก็ได้บอกกับเธอว่าหากได้เคยไหว้แล้วต้องกลับเข้ามาไหว้อีกทุกปี และเมื่อลูกของเธอเมื่อคลอดออกมาจะต้องนำมาถวายเจ้าแม่ด้วย

ในค่ำคืนแห่งการเคารพบูชาเจ้าแม่ เหล่าบรรดาขบวนการล่าผีก็หนีออกจากห้อง แล้วแอบเข้าไปยังถ้ำต้องห้าม โดยที่อาตงกับอาหยวนเป็นผู้เข้าไป เข้าไปได้สักพักก็ได้ยินเสียงโวยวาย อาหยวนวิ่งออกมาแบบขาดสติ ส่วนอาตงเมื่อออกมาแล้วก็เสียชีวิตทันที

จากนั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในหมู่บ้านของอาเฉิน ทุกคนผิดปกติราวกับเป็นบ้า จากนั้นก็พากันทำร้ายตนเอง แล้วก็เสียชีวิตทั้งหมู่บ้าน รวมถึงอาตงด้วย โชคดีที่รั่วหนานสามารถขับรถหนีออกมาได้ทันพร้อมกับกล้องวีดีโอที่ถ่ายเหตุการภายในถ้ำได้

แต่เธอก็ไม่เหมือนเดิม มีอาการหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา กูว่าปีศาจจะมาทำร้าย และนี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้เธอต้องเสียสิทธิ์ในการเลี้ยงดูตั่วตัวให้กับสังคมสงเคราะห์ที่เอาไปเลี้ยงถึง 6 ปี

อย่างไรก็ตามเมื่อรั่วหนานนำตั่วตัวมาเลี้ยงแล้ว ก็เกิดความผิดปกติมากยิ่งขึ้น ถึงขั้นเจ็บไข้ได้ป่วยแบบไม่มีสาเหตุ มีลักษณะเป็นอาการอัมพาตช่วงครึ่งล่าง ซึ่งเธอเองก็รู้ดีว่านี่น่าจะเกี่ยวข้องกับคำสาปของเจ้าแม่อย่างแน่นอน

เธออุ้มตั่วตัวไปให้ผู้ดูแลศาลเจ้าให้ช่วยแก้ไขเรื่องราวร้ายนี้ คนดูแลศาลเจ้าก็แนะนำว่าให้ตั่วตัวอดข้าวอดน้ำเป็นเวลา 7 วัน

แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถทำได้เมื่อขาดน้ำขาดสารอาหารร่างกายก็เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างรวดเร็ว มีแผลพุพองไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะแผลที่เป็นรูเล็กรูน้อย เธอจึงจำเป็นต้องอุ้มลูกสาวขับรถไปหาหมอในยามดึก แต่หมอก็บอกว่าเด็กจะต้องกินข้าวกินน้ำซะก่อนไม่อย่างจะฉีดยาให้ไม่ได้ แต่เนื่องจากเธอกลัวอาถรรพ์เธอจึงต้องทำการรักษาเอง แต่มันก็เลวร้ายลงมากยิ่งขึ้น เธอจึงฝืนคำสั่งของผู้ดูแลศาล แล้วให้ลูกของเธอนั้นกินอาหาร แต่เมื่อยิ่งกินก็ยิ่งเลวร้ายลงไป เธอจึงจำเป็นจะต้องพาตั่วตัวไปโรงพยาบาล ตั่วตัวอยู่ในอนการโคม่า ลั่วหนานทำได้เพียงท่องมนต์ "โหโฮซิวอี ซีเซ้อู่มา"  ไปเรื่อย

ในช่วงระหว่างการรักษาก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น ตั่วตัวเดินออกมาจาก โรงพยาบาลโดยที่ไม่มีใครเห็น เดินออกไปนอกถนน แล้วไปหยุดตรงที่หญิงสาวคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างถนนที่ร่างกายนั้นเต็มไปด้วยอักขระเขียนเต็มตัว

นักสังคมสงเคราะห์ที่เลี้ยงตั่วจัวมาตั้งแต่เด็ก ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลั่วหนาน นำวีดีโอเทปมาซ่อมแสงแล้วกู้ไฟล์ภาพที่เสีย ค้นหาข้อมูลอักขระที่อยู่บนตัวของหญิงสาวที่ตั่วตัว ๆ ไปพบนั้นคืออักษรพรามหมี อักษรโบราณในอินเดียที่ใช้เขียนพระไตรปิฎกครั้งแรก ที่เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 3 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จากการสืบค้นก็รู้ว่ามีนักบวชคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ยูนาน มีความรู้ด้านการแปลพระไตรปิฎกจากอักษรพรามหมี เขาจึงเดินทางไป แล้วให้นักบวชท่านนั้นช่วย นักบวชก็แนะนำมา

แต่โชคร้ายที่นักสังคมสงเคราะห์นั้นได้รับอาถรรพ์จากการดูวีดีโอเทป ที่เขาสามารถกู้ไฟล์ได้ทั้งหมดเข้าไปเต็ม ๆ เขาเห็นว่าอาตงกับอาหนานเมื่อเข้าไปในถ้ำแล้วได้เจอกับอะไรบ้าง เจอถ้ำที่สร้างด้วยมือมนุษย์ที่มีทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยว แต่ละทางเลี้ยวก็จะมีกระจกวางไปทั่ว มีรูปปั้นของเจ้าแม่ มีเครื่องเครื่องสังเวยที่ตัดมาจากปอยผม เจอฟัน และท้ายที่สุดก็เจอประติมากรรมเจ้าแม่ที่มีลักษณะเป็นแบบพุทธมหายานนิกายตันตระ ซึ่งเทวรูปนี้ก็ถูกผ้าแดงพันปิดหน้าเอาไว้ และอาหนานก็ไปเปิดผ้าแดงเพื่อดูหน้า เมื่อเขาเห็น เหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นกับเขา อาตงและทุกคนในตระกูลเฉิน จนทำให้สิ้นทั้งตระกูลเลยทีเดียว

ความโหดร้ายน่ากลัวที่เห็นนั้น  ทำให้นักสังคมสงเคราะห์ ตัดสินใจจะไม่ส่งไฟล์วีดีโอทั้งหมดไปให้รั่วหนานชม แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเขาสิ้นใจไฟล์วีดีโอก็ถูกส่งไปให้รั่วหนานทั้งหมดแล้ว

รั่วหนานรู้ว่ามีทางเดียวที่จะสามารถช่วยตั่วตัวได้ คือต้องกลับไปที่หมู่บ้านของตระกูลเฉิน กลับไปที่ถ้ำต้องห้าม เธอได้อัดวีดีโอเทปเอาไว้เพื่อเป็นการสั่งลา แล้วก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับเราที่เป็นคนดูได้รับรู้รับ

เมื่อเข้าไปถึงเธอก็ทุบกระจก จัดแจงวางสิ่งของต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นเธอก็นั่งอยู่หน้าเทวรูปของเจ้าแม่ ถวายบางสิ่งบางอย่างที่ได้จากหญิงสาวต่อหน้าเทวรูป แล้วเธอก็ เปิดภาพสัญลักษณ์ในคอมพิวเตอร์ Notebook ให้ผู้ชมจ้องมอง และชักชวนผู้ชมให้ท่องบ่นมนตราพร้อมเธอเพื่อเป็นการอวยพร

หนังใช้เวลาครู่ใหญ่ จากนั้นลั่วหน้าก็ปิด คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คแล้วพูดกับผู้ชมว่า ทั้งหมดทั้งมวลเป็นการหลอกลวงของเธอ

แล้วเธอก็เปิดคลิปวีดีโอการสนทนาระหว่างนักสังคมสงเคราะห์กับนักบวชยูนานให้คนดูรับชม ซึ่งเป็นการอธิบายมนตราที่เธอท่องบทมาตราตั้งแต่แรกเริ่ม และอธิบายสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของเจ้าแม่

นักบวชยูนานอธิบายว่า

จากสัญลักษณ์ที่เห็นนั้นเป็นลัทธิความเชื่ออันชั่วร้ายและดำมืดที่ต้นกำเนิดจากมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วแพร่กระจายเข้าไปยังยูนาน และแพร่มายังครอบครัวตระกูลเฉินอีกที

จะมีคำอวยพรเฉพาะตัว และการวางมือเฉพาะตัว ทั้งตระกูลต้องเคารพบูชาและสืบทอดการนับถือมาจากรุ่นสู่รุ่น ราวกับว่านี่คือมรดกที่ตระกูลนี้ได้รับและส่งต่อไปเรื่อย ๆ ต้องท่องบทมนต์เพื่อจะได้รับการอวยพร ยิ่งมีคนท่องมากเท่าไหร่ คนที่ท่องก็จะมีพลังมากขึ้น และเชื่อว่ามีพลังในการปกป้องคนที่ศรัทธา

ส่วนเจ้าแม่ที่เคารพกันก็คือ เจ้าแม่ดำ หรือ เจ้าแม่ต้าเฮย เป็นเทพเจ้าแห่งการอาฆาตและความชั่วร้าย

พระยูนานบอกว่า มนต์ที่ท่องนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่คำอวยพร มันคือคำสาปแช่งที่ให้ "ร่วมกันรับ" กรรมหรืออาถรรพ์จากเจ้าแม่แห่งความอาฆาตต่างหาก

ซึ่งเมื่อแปลออกมาแล้วมนต์ "โหโฮซิวอี ซีเซ้อู่มา" มีความหมายว่า "ข้าปรารถนาจะร่วมรับคำสาปนี้ และถวายชื่อของข้า" นั่นหมายความว่า คนที่ท่องบ่นมนต์นี้เสมือนกับการมอบชื่อกายและวิญญาณให้กับเจ้าแม่ และสาบานจะร่วมรับคำสาปนี้ ยิ่งมีคนแบ่งปันคำสาปไปมากเท่าไหร่ คำสาปจะเบาบางลงเท่านั้น สิ่งนี้จึงเป็นการอธิบายว่าเพราะเหตุใดตระกูลเฉินจึงต้องถ่ายทอดมนตรานี้ไปให้กับคนหมู่มาก และเพราะเหตุใดจึงต้องท่องบ่นมนตรานี้ตลอดเวลา ก็เพื่อเป็นการบรรเทาคำสาปแช่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลเฉินนั่นเอง

ส่วนสัญลักษณ์ของเจ้าแม่เป็นอาคมที่ช่วยใช้กระจายคำสาปของเจ้าแม่ไปสู่คนอื่น เปรียบเสมือนกับใบหน้าของเจ้าแม่ที่ถูกเขียนขึ้นมาในรูปของสัญลักษณ์

เมื่อเราจ้องลึกลงไปในสัญลักษณ์มากขึ้นเท่าไหร่ คำสาปก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ต่างกับการจองเข้าไปใบหน้าของเจ้าแม่

ส่วนใบหน้าของเจ้าแม่ก็คือศูนย์กลางของคำสาป ดังนั้นคนในตระกูลเฉิน ก็จึงทำการปิดใบหน้าของเจ้าแม่เอาไว้ และเมื่อครั้งที่อาหยวนและอาตงเข้าไปในถ้ำ อาหยวนได้ทำการเปิดใบหน้าของเจ้าแม่ เป็นการปลดปล่อยคำสาปและกระจายความรุนแรง อาหยวนได้รับคำสาปของเจ้าแม่ทันที จึงทำให้เขาแล้วทุกคนต้องเสียชีวิตในคืนนั้น

รั่วหนานก็อธิบายว่า ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีนับตั้งแต่เปิดเรื่องเธอได้ทำให้คนดูเห็นสัญลักษณ์ที่เป็นใบหน้าของเจ้าแม่ ก็เพื่อให้คำสาปและอาถรรพ์นั้นกระจายไปสู่คนดูทุกคน

และการที่เธอได้ให้คุณดูท่องบ่นมนตรา "โหโฮซิวอี ซีเซ้อู่มา" ไม่ว่าจะเป็นการท่องออกมาหรือการท่องในใจก็ตาม ก็เพื่อเป็นการลดทอนให้คำสาปที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเธอนั้นเบาบาง และกระจายคำสาปไปสู่คนดูทุกคน เพราะนี่คือทางเดียวที่จะช่วยลูกของเธอ

จากนั้นเธอก็ใช้ผ้าแดงปิดตาของตัวเอง แล้วก็ไปเปิดใบหน้าเทวรูปของเจ้าแม่ แล้วกล้องก็ค่อยๆซูมเข้าไปให้คนดูได้เห็นใบหน้าที่ถูกปิดเอาไว้ของเจ้าแม่ ก็เหมือนกับว่าคนดูก็ได้รับคำสาปของเจ้าแม่ทุกคน แล้วหลี่รั่วหนานก็ได้กระทำบางอย่างกันเอง

ก็เป็นอันว่า Incantation หรือ มนตรา ก็จบลง ณ ตรงนี้

#ความรู้สึกหลังดู

หลังจากที่ดู Incantation หรือ มนตราจบลง โดยภาพรวมก็รู้สึกแล้วว่า เพราะเหตุใดหนังเรื่องนี้จึงกลายเป็นหนังผีสยองขวัญที่ทำเงินสูงสุดในประเทศไต้หวัน โดยเฉพาะการกระหน่ำเรื่องราวความรู้สึกขวัญสยองขวัญ ที่ใส่เข้ามาแบบไม่จำกัดให้เราได้รับชมมาตั้งแต่ต้นเรื่อง และมันก็ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปจนถึงจบเรื่อง เขาสามารถเรียงลำดับและถ่ายทอดออกมาได้ดี

ไม่ว่าจะเป็นความน่ากลัวในรูปแบบไหนเขาก็ใส่เข้ามาเอาไว้ในหนังตลอดทั้งเรื่องเช่น ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวแบบคิดไปเองของตัวละคร (Phobia) การสร้างความหวาดกลัวให้กับคนดูให้ได้เห็นบรรยากาศของหนังแม้ว่าจะไม่มีผีหรืออะไรออกมาก็ตาม การสร้างความกดดันอย่างรุนแรงให้กับตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครของนางเอกที่เธอไม่รู้ว่าอะไรถูกคุกคาม การสร้างความหวาดกลัวผ่านตัวละครตั่วตัว การสร้างความกดดันจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย การสร้างความหวาดกลัวจากอาการการ (Try pophobia) หรือการสร้างความตื่นตกใจในจังหวะ Jump Scare ก็ตาม หนังเขาใส่ไปได้อย่างดีแบบพอดีและถูกที่ถูกจังหวะมาก ๆ ผนวกกับการใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบฟาวล์ฟุตเทจ ก็เลยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดูสมจริง เหมือนกับว่าเราได้ดูภาพเหตุการณ์จริง

การเล่าเรื่องแบบฟาวล์ฟุตเทจ ของหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าทำออกมาพอใช้ได้ ใครที่ไม่ชอบหนังแนวนี้เพราะกลัวว่ากล้องจะสายไปส่ายมาจนทำให้เวียนหัวไปนั้นสามารถตัดออกไปได้เลย กล้องถือว่าค่อนข้างนิ่งพอสมควร เพราะเขาใช้วิธีการให้ตัวละครพูดกับหน้ากล้องที่ตั้งเอาไว้นิ่ง ๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อไหร่ที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องโดยใช้กล้องแบบ handhed ก็ถือว่าเป็นการถือกล้องที่นิ่งมาก มันจะมีเฉพาะจังหวัดที่ตัวละครนั้นตื่นกลัวหรือเจอกับบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นที่ส่ายไปส่าย ก็เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของคน ดังนั้นเทคนิคแบบฟาวล์ฟุตเทจของมนตราในเรื่องนี้จึงทำให้คนดูที่ไม่ชอบการเล่าเรื่องแบบนี้รับชมได้แบบไม่รำคาญใจหรือปวดหัวมากนัก

อย่างไรก็ตามการเล่าเรื่องแบบฟาวล์ฟุตเทจนั้นก็ยังคงเอกลักษณ์ที่หนังแนวนี้ใช้กันมา ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่อง The Blair Witch Project,   Paranormal Activity, Grave Encounters, Gonjiam Haunted Asylum, The Taking Of Deborah Logan, As Above, So Below, Unfriended, Noroi : The Curse และร่างทรง เป็นต้น (จะว่าไปแล้วช่องของเราน่าจะรวมหนังแบบฟาวล์ฟุตเทจแล้วมารีวิวก็ดีเหมือนกันนะครับ) โดยที่มีเอกลักษณ์คือเขาจะไม่รวบรัดในการเล่าเรื่องเร็วเกินไป จะค่อย ๆ ให้คนดูนะได้ซึมซับกับบรรยากาศ การรับรู้ผ่านตัวละครที่ถือกล้อง และเมื่อดำเนินเรื่องไปจนถึง Climax เขาก้อกระหน่ำใส่เราอย่างถาโถมจนเราหัวใจแทบวาย ซึ่งใน Incantation หรือ มนตรา เขาก็ใช้สูตรนี้ในการเล่าเรื่องแบบเต็ม ๆ ดังนั้นในรูปแบบของการเล่าเรื่องแบบฟาวล์ฟุตเทจที่เกิดขึ้นในหนังจึงไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้กับเราผู้ชม

#การใช้ข้อมูลทางคติชนวิทยาเทววิทยาจิตวิทยา
ชอบการนำเรื่องราวทางคติชนวิทยามาใช้กับเรื่องได้อย่างทรงพลัง และแม้ว่าเราจะเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธแบบหินยานเป็นหลัก เราก็สามารถเชื่อมโยงการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกเหนือจากการใช้เรื่องราวของศาสนาพุทธแบบมหายานแล้ว เขายังใส่เรื่องราวเกี่ยวกับคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นวัฒนธรรมร่วมกันกับชาวเอเชียแทบทั้งหมดเอาไว้ด้วย ก็คือเรื่องราวคติความเชื่อเรื่องร่างทรง การเคารพบูชาสิ่งเหนือธรรมชาติก่อนที่จะมีศาสนาเข้ามา การมอบลูกให้กับเจ้าแม่หรือเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ การเส้นสังเวย การแลกเปลี่ยน การประกอบพิธีบูชายันต์ ซึ่งดูแล้วมันก็ค่อนข้างใกล้ตัวเรามากจริง ๆ อีกทั้งเขายังทำให้เห็นว่า คติความเชื่อเรื่องการนับถือผีแบบดั้งเดิมนั้นมีอำนาจมากกว่าศาสนาพุทธที่เป็นสากลที่พึ่งเกิดภายหลัง โดยที่หนังสะท้อนออกมาในงานจิตรกรรมของเจ้าแม่ที่อยู่ในอาคารต้องห้ามของบ้านตระกูลเฉิน รวมถึงเทวรูปของเจ้าแม่ที่อยู่ในถ้ำ ดังนั้นในหนังเรื่องนี้เราจึงเห็นได้ว่าในแง่ของศาสนาจึงไม่สามารถจัดการอะไรกับอาถรรพ์ของเจ้าแม่ได้เลย

ซึ่งในประเด็นนี้ผมชอบมากกับการที่หนังเขาชักจูงคนดูให้ทำตามในตอน แล้วก็ไปตลบหลังคนดูในตอนจบ ซึ่งกว่าคนดูจะรู้ตัวก็ได้ทำตามคำแนะนำของตัวละครไปหมดแล้ว ส่วนตัวผมถือว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดมาก ๆ และเขาก็สื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกมาตั้งแต่แรกต้นของเรื่อง โดยการให้เรามองภาพเคลื่อนไหวที่เป็นรูปชิงช้าสวรรค์และรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่มันจะสามารถหมุนไปข้างหน้าหรือหมุนกับหลัง หรือรถวิ่งไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ก็ขึ้นอยู่กับการการมองหรือกำหนดจิตของผู้มองเองอธิบายว่าการตั้งใจของเราสามารถกำหนดทิศทางของโลกใบนี้ได้

ทั้งนี้หนังยังกะหน่ำใส่เราโดยการพูดถึงมนตราอยู่บ่อยครั้ง การท่องบ่นมนต์ตลอดทั้งเรื่อง การทำให้เราเห็นสัญลักษณ์บ่อย ก็เหมือนกับการสะกดจิตคนดูให้เชื่อและทำตามนั่นเอง

ส่วนในด้านอื่นไม่ว่าจะเป็นการแสดงถือว่าทุกคนทำได้ดีมาก โดยเฉพาะตัวละครของหลีรั่วหนาน ที่ถ่ายทอดความเป็นแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกได้อย่างดี แม้ว่าหลายครั้งการตัดสินใจของเธอจะค่อนข้างเห็นแก่ตัวก็ตาม โดยเฉพาะในจุดนี้เขาสามารถอธิบายไว้ในตอนจบได้อย่างดีด้วย ชอบการแสดงของนักแสดงที่เล่นเป็นตั่วตัว ไม่เชื่อว่าจะเล่นได้ดีขนาดนี้ อีกทั้งในแง่การสร้างบรรยากาศของหนังที่สร้างความหวาดระแวงความสยองขวัญได้ดีตลอดทั้งเรื่อง Production ต่าง ๆ ก็ดูดี คุ้มค่า

แต่ถ้าจะให้จับผิดลงลึกไปมากกว่านี้ก็มีเช่นกัน เช่น ภาพที่เกิดจากมุมกล้องบางอย่างไม่เข้าใจว่ามาจากมุมกล้องตรงไหน โดยเฉพาะจังหวะที่ตั่วตัวขึ้นไปบนดาดฟ้าของบ้านเป็นต้น หรือหลายจังหวัดที่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญสยองขวัญกลับถือกล้องเดินไปถ่ายได้ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกลัวจนใจจะขาด (ซึ่งในจุดนี้หนัง found footage สยองขวัญหลายเรื่องเขาก็ทำแล้วก็เป็นการตั้งปัญหาเหมือนกันแทบทั้ง อย่างเช่นในตอชวงนจบของหนังเรื่องร่างทรง ที่ขนาดประมาณว่าไส้ไหลแล้วยังกลับหยิบกล้องมาถ่ายหนังต่อไปได้เป็นต้น) หรือแม้แต่อักขระที่เขียนบนร่างกาย ที่หนังบอกว่าเป็นตัวอักษรแบบพราหมี ซึ่งหากใครมีความรู้ด้านอักษรโบราณก็พอจะรู้ได้ว่ามันแทบม่เหมือนเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะถ้าหากจับผิดมากไปก็จะทำให้ดูหนังเรื่องนี้ไม่สนุกไปเลย

#บทสรุปและการให้คะแนน
กล่าวโดยสรุป Incantation หรือ มนตรา เป็นภาพยนตร์แนวคติชนวิทยาและเทววิทยาสยองขวัญจากไต้หวัน ใช้ลีลาการะเรื่องแบบฟาวล์ฟุตเทจที่มีความกลัว น่าติดตามในระดับดี แต่ก็ยังรักษาขนบเดิมของหนังแนว ฟาวล์ฟุตเทจเกินไป ซึ่งไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดก็คือการล่อลวงคนดูให้เชื่อและทำตาม และก็ไปตลบหลังในท้ายเรื่อง ซึ่งเป็นการหักมุมที่ดีมาก ๆ ทั้งหมดทั้งมวลมันจึงทำให้มนตรามีเสน่หฺและมี มีเวทมนต์มากพอที่จะตรึงเราเอาไว้กับหน้าจอ ตลอดระยะเวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงได้อย่างดี ใครที่ชอบเรื่องราวความสยองขวัญ ใครที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับเทววิทยาแบบผีประทะพุทธ ใครที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับคติชนวิทยา รับรองว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน

7.5/10
@วาทิน ศานติ์ สันติ

#SuperReviewChannel
#Incantation #มนตรา
#หนังFoundFottage
#หนังผีจากไตหวัน
#หนังผีในNetflix

หมายเลขบันทึก: 703874เขียนเมื่อ 12 กรกฎาคม 2022 06:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 กรกฎาคม 2022 22:06 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี