ระบบสุขภาพองค์รวม
ศ. นพ. ประเวศ วะสี
ระบบสุขภาพองค์รวมประกอบด้วย โครงสร้าง ๓ อย่าง หรือเป็นองค์ ๓ หรือ ไตรยางค์
โดยเทียบกับระบบร่างกายมนุษย์ ดังนี้
- ต้องมีร่างกายที่สมประกอบ และทุกส่วนบูรณาการกันอย่างสมบูรณ์ทำให้เกิดความสมดุล เมื่อสมดุลก็สงบสุข หรือปรกติสุข หรือสุขภาพดี และอายุยืน เพราะฉะนั้น โครงสร้างของระบบสุขภาพองค์รวม คือ การพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการที่สมบูรณ์ เมื่อพื้นที่ประเทศทั้งหมดบูรณาการก็สมดุล มีความเป็นปรกติสุข หรือสุขภาพดีทั้งประเทศ เหมือนมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง
- ระบบบริการสุขภาพที่สมบูรณ์ ถึงร่างกายจะสมบูรณ์แข็งแรงเพียงใด ก็จะมีวันเวลาที่เจ็บป่วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก จึงต้องการระบบบริการสุขภาพที่ดีหรือสมบูรณ์ที่เรียกว่า EQE คือ มีความทั่วถึง เป็นธรรม (Equity) คุณภาพดี (Quality) และมีประสิทธิภาพ (Efficiency)
- ระบบสมอง ถึงระบบร่างกายจะสมบูรณ์ดีเท่าไร แต่ถ้าไม่มีสมองหรือปัญญาอ่อนก็เอาตัวไม่รอด เพราะร่างกายต้องเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอก ต้องมีสมองสำหรับรู้และวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมิน ไปสู่การตัดสินใจ ถ้าตัดสินใจผิดก็หายนะถ้าตัดสินใจถูกก็วัฒนะ สมองของชาติ คือ ระบบนโยบายสาธารณะ นโยบายสาธารณะที่ดีและปฏิบัติได้สำเร็จ ก่อให้เกิดความถูกต้องทุกประการ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมสุขภาวะ
ฉะนั้น ระบบสุขภาพองค์รวมจึงประกอบด้วย โครงสร้างทั้ง ๓ ที่กล่าวมากล่าวคือ
- ระบบการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการที่สมบูรณ์
- ระบบบริการสุขภาพที่สมบูรณ์ EQE
-
ระบบนโยบายสาธารณะที่สมบูรณ์
- ระบบพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ สสส. และเบญจภาคีกำลังทำอยู่ แต่ ส.ทั้งหมด ควรร่วม
๓ สมบูรณ์ที่ประสานสัมพันธ์กัน จะนำไปสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ของมหาชนชาวสยามทั้งแผ่นดิน เกิดเป็นแผ่นดินศานติสุข
แผ่นดินศานติสุข คือ คุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ที่ผุดบังเกิดขึ้น จากความเป็นองค์รวมของระบบสุขภาพหรือของประเทศไทย
รูปที่ ๑ ระบบสุขภาพองค์รวม ประกอบด้วยองค์ ๓ หรือไตรยางค์
- ระบบบริการสุขภาพ สธ. และ สปสช. ทำอยู่แต่ ส.อื่น ก็ควรร่วมด้วยทั้งหมด
- ระบบนโยบายสาธารณะ สช. ทำอยู่ แต่ควรร่วมกันทั้งหมด
ต่อไปจะขยายความองค์ ๓ แห่งระบบสุขภาพองค์รวม
(๑)
ระบบการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ
เรื่องนี้ได้เขียนวิธีการโดยละเอียดไว้ในบทความที่ ๒ ในชุดนี้ ที่แนบอยู่กับเรื่องนี้
โดยสรุป เมื่อมีการพัฒนาอย่างบูรณาการทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ โดยพัฒนา ๘ มิติบูรณาการอยู่ในกันและกัน กล่าวคือ
เศรษฐกิจ - จิตใจ - สังคม - สิ่งแวดล้อม –
วัฒนธรรม - สุขภาพ - การศึกษา - ประชาธิปไตย
ทั้งนี้โดยมี สัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นจุดคานงัด
เมื่อมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ก็จะเกิดความร่มเย็นเป็นสุขเพราะทุกคนมีงานทำ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ไม่มีคนว่างงาน ไม่มีคนจน ความเหลื่อมล้ำลดลง ๆ
การพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการจึงสร้างแผ่นดินศานติสุขขึ้น เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดของการสร้างสังคมสุขภาวะ
(๒)
ระบบบริการสุขภาพที่สมบูรณ์ EQE
ระบบบริการสุขภาพมี ๓ ระดับ คือ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ
จุดคานงัดอยู่ที่ระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพราะทั่วถึง ใกล้ชิด คุณภาพสูง ทุติยภูมิ ตติยภูมิ เสริมคุณภาพ แต่ไม่สามารถทำอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ อีกทั้งประสิทธิภาพน้อย
ระบบบริการสุขภาพประกอบด้วย ๙ ประเภท โดย ๑ - ๗ คือ ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ดังนี้ (ภาพที่ ๒)
ภาพที่ ๒ ระบบบริการสุขภาพ ๙ ประเภท
- ประชาชนดูแลตนเอง โดยมีความรู้และวิธีการสนับสนุนอย่างเต็มที่
- ร้านขายยาใกล้บ้าน ที่มีความรู้ มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบ
- หน่วยสุขภาพ Health unit ในชุมชน ๑ หน่วย ต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน มีบุคลากร ๓ คนคือ เวชกรชุมชน ๑ และผู้ช่วย ๒ เวชกรชุมชน อาจเป็นแพทย์ครอบครัว/ชุมชน หรือหมออนามัย หรือพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นพยาบาล ผู้ช่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ช่วยพยาบาลอาจเป็นผู้ช่วยเวชกรที่ได้รับการอบรม ๖ เดือนก็ได้ บุคลากรทั้ง ๓ รู้จักทุกคนในชุมชนอย่างใกล้ชิดประดุจญาติ ให้บริการในปัญหาที่พบบ่อยประจำวัน รวมทั้งโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง รวมทั้งการดูแลปัญหาการแพทย์ฉุกเฉินเบื้องต้นได้ทันท่วงที ถือเป็นบริการใกล้บ้านใกล้ใจที่ดีและทั่วถึงที่สุด หน่วยสุขภาพในชุมชน ๑ ต่อ ๑,๐๐๐ นี้ เป็นของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน
- คลินิกเอกชนใกล้บ้าน
- ศูนย์การแพทย์แผนไทยตำบล ควรมีทุกตำบล เป็นของชุมชนท้องถิ่นให้บริการได้อย่างน้อย ๓ อย่าง คือ ขายยาสมุนไพร นวดแผนไทย และประคบด้วยสมุนไพร ซึ่งเหมาะแก่ผู้สูงอายุมาก
- รพ.สต. มีอยู่อย่างน้อย ๑ ต่อ ตำบล
- โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) มีอยู่ในทุกอำเภอ
- โรงพยาบาลทั่วไป อย่างน้อยจังหวัดละ ๑ แห่ง
- โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเอกชน
ทุกแห่งเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารดิจิทัลที่ทันสมัย เป็นระบบบริการสุขภาพอัจฉริยะ (Smart health care system) ข้อมูล ความรู้ คำปรึกษาหารือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เคลื่อนไหวติดต่อถึงกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อให้คุณภาพสูงสุดและประหยัด ในอนาคตเมื่อข้อมูลและความรู้ที่มีจากประสบการณ์มากพออาจมี AI ที่เหมาะสมกับการใช้ทั้ง ๙ จุด ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพที่สมบูรณ์ EQE โดยการมีส่วนร่วมขององค์กร ส.ทั้ง ๗
โรงพยาบาลชุมชนเป็นจุดยุทธศาสตร์
รพช. เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้วยเหตุผลหลายอย่างด้วยกัน เช่น
- รพช. ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอทั่วประเทศ เรียกว่าครองพื้นที่ทั้งประเทศ
- รพช. เป็นจุดบรรจบระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับวัฒนธรรมหรือความจริงของแผ่นดินไทย ที่บางทีเรียกว่า ภูมิบ้านภูมิเมือง ตรงนี้สำคัญยิ่งนัก จะเข้าใจความล้มเหลวของการพัฒนาถ้าเข้าใจความจริงว่าความรู้มี ๒ ประเภทคือ
- ความรู้ เทคนิควิธี ซึ่งเป็นสากล
- ความรู้ หรือปัญญารู้ความจริงของแผ่นดิน ซึ่งมีความจำเพาะของแต่ละประเภท
ถ้ามีแต่ความรู้ในเทคนิควิธี แม้ดีเลิศแค่ไหนแต่ไม่รู้ความจริงของแผ่นดิน รบ ๑๐๐ ครั้ง ก็ไม่ชนะทั้ง ๑๐๐ ครั้ง ตัวอย่างมีให้ดูมากมาย เช่น
เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์จีนต่อสู้กับกำลังอันเกรียงไกรของเจียงไคเช็ค เมื่อแรกบัญชาการโดยปัญญาชนจีนที่ไปเรียนมาจากมอสโกปรากฏว่าแพ้หลุดลุ่ย จนกระทั่งเหมาเจ๋อตุงเข้ามาบัญชาการแทน เหมาไม่เคยไปเรียนเมืองนอก แต่รู้ความจริงของแผ่นดินจีนจึงชนะเรื่อยมา จนกระทั่งรวมประเทศจีนได้แข็งแรงเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในสงครามเวียดนาม กองทัพอเมริกันมีกำลังพลถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพียบพร้อมและงบประมาณมหาศาล ฝ่ายเวียดนามเหมือนตัวเปล่า อเมริกันพ่ายแพ้เพราะไม่รู้ความจริงของแผ่นดินเวียดนาม
ระบบการศึกษาไทยสมัยใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่ ร.๕ เรียนแต่ความรู้ทางเทคนิควิธีโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้คนไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทย เมื่อไม่รู้ความจริงก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้นั่นเป็นเหตุว่าทำไมจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ไม่ว่าจะมีเซียนทางเศรษฐกิจกี่ชุด ๆ ก็ตาม เพราะเขาไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทย รู้แต่เทคนิควิธี
รพช. เป็นฐานของคนที่มีความรู้ทั้ง ๒ ประเภท นั่นเป็นเหตุว่าทำไมอดีตแพทย์โรงพยาบาลชุมชน จึงขึ้นมาเป็นผู้นำทางนโยบายต่าง ๆ ในขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลใหญ่ซึ่งมีประโยชน์มากทางเทคนิค แต่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางนโยบายได้
ในการผลักดันให้มีการสร้างรพช.ครบทุกอำเภอ ผู้ผลักดันมีเจตจำนงที่จะทำให้รพช.เป็นฐานของคนไทยประมาณ ๒ - ๓ หมื่นคน ที่ทั้งรู้เทคนิคและรู้ความจริงของแผ่นดินไทย ซึ่งก็ได้ผลสมเจตจำนง ฉะนั้นรพช. ๘๐๐ แห่ง จะเป็นสถาบันพัฒนากำลังคนที่สำคัญ
- รพช. เป็นสถาบันที่สนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิทั้งหมด เป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งเป็นจุดคานงัดของระบบบริการสุขภาพทั้งหมด
- รพช. คือ จุดยุทธศาสตร์ของการพัฒนากำลังคนเพื่อสุขภาพตามแนวทาง 21st Century Health Professional Education จึงควรพัฒนาไปเป็น District Hospital Academy หรือวิทยาลัยโรงพยาบาลชุมชนเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ซึ่งมีถึง ๘๐๐ วิทยาเขต คือในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นการที่กำลังก่อตัวกันเป็น สถาบันพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม โดยความริเริ่มของประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ร่วมกับผู้อำนวยการรพช.กลุ่มหนึ่ง จึงมีความสำคัญยิ่งนัก ซึ่งต่อไปจะขยายตัวเป็นเครือข่ายรพช.ทั่วประเทศ สถาบันพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม หรือสพ.สอ. จะสามารถมีบทบาทได้ทั้ง ๓ โครงสร้างของระบบสุขภาพองค์รวมคือ ๑. บูรณาการ ๒. บริการ ๓. นโยบาย
-
รพช. ในแต่ละอำเภอสามารถร่วมและเป็นกำลังสำคัญในโครงการ พชอ. หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ซึ่งก็คือการพัฒนาอำเภออย่างบูรณาการนั่นเอง ชื่อเรื่องนี้จะนำไปสู่การที่อำเภอทั้งอำเภอเป็นสถาบันการเรียนรู้ในรูปใหม่ที่ทรงพลังยิ่ง เรียกว่า มหาวิชชาลัยอำเภอ ซึ่งเท่ากับมีมหาวิทยาลัยในรูปใหม่ถึง ๘๐๐ กว่ามหาวิทยาลัย ซึ่งดีกว่าและสามารถร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในรูปเก่า
- ระบบการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ
ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง จากสังคมนิยมอำนาจไปเป็นสังคมอุดมปัญญา โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันแต่ประการใด เมื่อเป็นสังคมอุดมปัญญาความทุกข์ก็สิ้นสุดลง
ที่กล่าวมานี้ จะเห็นว่ารพช. เป็นจุดยุทธศาสตร์แห่งการเอาชนะสงครามได้ชัดเจน ทุกฝ่ายควรจะเข้าใจประเด็นยุทธศาสตร์นี้ และมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสนับสนุน รพช.
บุคลากรของรพช. สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานในโครงสร้างทั้ง ๓ ของระบบสุขภาพองค์รวม คือ
- ระบบบริการสุขภาพ
- ระบบนโยบายสาธารณะ
ดังในรูปที่ ๓ และทำให้มีความสืบเนื่อง
รูปที่ ๓ บุคลากรจาก รพช. สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานในโครงสร้างทั้ง ๓
นอกจากนั้น ควรมีโอกาสฝึกอบรมอย่างเต็มที่ในเรื่องที่แต่ละคนถนัดเป็นพิเศษ เพื่อเป็นผู้นำในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงสุขภาพระหว่างประเทศ เพราะมหาวิชชาลัยโรงพยาบาลชุมชนมีฐานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อันเป็นจุดบรรจบของเทคโนโลยีและการรู้ความจริงของแผ่นดินไทย ดังกล่าวข้างต้น
ที่กล่าวซ้ำ ๆ เพื่อย้ำให้เห็นว่ารพช.ทั้ง ๘๐๐ แห่ง เป็นฐานแห่งการพัฒนาบุคลากรอันเหมาะสมที่มหาศาลจริง ๆ ขอให้ช่วยกันทุ่มเทเรื่องรพช.กับการพัฒนาแผ่นดินไทย
(๓)
ระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะ
เรื่องนี้เขียนไว้แล้วในบทความชุดนี้ เรื่องที่ ๔
“P4 กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม”
ที่แนบ
เครื่องมือพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม
มี ๓ อย่าง สัมพันธ์กัน คือ
- ที่ประชุม ๗ ส.
- คณะเลขานุการร่วม (Joint secretariat) ประกอบด้วยตัวแทนจาก ๗ ส. และบุคคลอื่นที่เหมาะสม และยินดีร่วมประสานงาน เบื้องแรกมีนายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นประธาน ต่อไปจะหมุนเวียนกันอย่างไรก็แล้วแต่จะตกลงกัน ขอให้มีความต่อเนื่องทางปัญญา (Continuity of wisdom)
-
สถาบันพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม ซึ่งเป็นตัวแทนของ รพช.ทั่วประเทศ
- หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์
ทั้ง ๓ เป็นฟันเฟืองที่ประสานกัน ตามรูปที่ ๔
รูปที่ ๔ ธรรมจักรแห่งการพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม ประกอบด้วยฟันเฟืองทั้ง ๓ ประสานกัน
เครื่องมือทั้ง ๓ มีทั้งส่วนที่ต่างคนต่างทำที่เหมาะสมกับหน้าที่ของตน ๆ แต่ควรมาประชุมร่วมกันเดือนละ ๑ ครั้ง
โดยใช้หลักอปริหานิยธรรม (ธรรมะเพื่อความเจริญถ่ายเดียว) มี ๗ ข้อ ๒ ข้อแรก คือ
- พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงกระทำ
อาจเรียกว่า “การประชุมกลุ่มสุขภาพองค์รวม” (กลุ่มสามพรานใหม่) เข้ามาแทนที่กลุ่มสามพรานเดิม สถานที่จะใช้ที่ใดก็แล้วแต่จะตกลงกัน ถือว่าเป็น Happy Day ที่พี่น้องจะได้มาพบกันเดือนละครั้ง และเป็นกลไกของความต่อเนื่องทางปัญญา (Continuity of wisdom)
ความต่อเนื่องทางปัญญา เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ ซึ่งในระบบราชการและระบบการเมืองเป็นสิ่งที่ขาดไป
การประชุมกลุ่มสามพรานต่อเนื่องกันมาว่า ๓๐ ปี เป็นสิ่งที่หาได้ยาก และเป็นต้นกำเนิดขององค์กรตระกูล ส.ทั้งหมด
ฉะนั้น ขอให้กลไกทั้ง ๓ ของระบบสุขภาพองค์รวม ใช้หลักอปริหานิยธรรมมาประชุมพร้อมเพรียงกันทุก ๑ เดือน สืบทอดจิตวิญญาณของกลุ่มสามพราน ถือว่าเป็นคำสั่งเสียของอาจารย์ก็แล้วกัน
ฟันเฟืองทั้ง ๓ จะมีชีวิต ทดแทนตัวเองไปตลอด ยิ่งเมื่อหมุนไป ๆ ระบบสุขภาพองค์รวมก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้น ๆ อย่างต่อเนื่อง
ทางสายกลาง (Transformative Learning) แรงโน้มถ่วง
หลักคิดในการพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม คือ ทางสายกลางแนวพุทธอันเป็นทางสายปัญญาและไมตรีจิต ไม่คิดเชิงปฏิปักษ์ แบ่งข้างแบ่งขั้ว ใช้การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริง หรือ PILA (Participatory Interactive Learning through Action) อันเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ กล่าวคือ
- ก่อให้เกิดความเสมอภาค ภราดรภาพ และสามัคคีธรรม
- เกิดความเชื่อถือไว้วางใจ (Trust)
- ทุกคนฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกัน
- เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรม และอัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius)
- ทั้งหมดก่อให้เกิดพลังมหาศาล สามารถฝ่าความยากทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ
- ทุกคนเกิดความสุข ประดุจบรรลุนิพพาน
เมื่อมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปัญญาร่วม อะไรที่ควรปฏิรูปก็จะปฏิรูปโดยอัตโนมัติด้วยความพร้อมใจของทุกฝ่าย เรียกว่าปฏิรูป 360 องศา ต่างจากความพยายามที่จะปฏิรูปที่แล้วมา ซึ่งล้มเหลวมาตลอด
PILA จึงเป็น Transformative learning ที่ทรงพลังในการ Transform ประเทศไทย การเปลี่ยนใหญ่ที่สุด คือ การเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมนิยมอำนาจเป็นสังคมอุดมปัญญา ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อเป็นสังคมอุดมปัญญาปัญหาก็สิ้นสุดลง
กระบวนการพัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม เป็นมวลแห่งการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำขนาดมหาศาล เมื่อมีมวลมากก็จะมีแรงโน้มถ่วง (gravity) มาก ที่จะดึงเรื่องต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ เกิดความสำเร็จและความสุข ดังกล่าวข้างต้น จึงเรียกว่าปฏิรูป 360 องศา
.........................................