จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (Constantine I) 

กษัตริย์ของประเทศกรีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  กรีซจะเป็นกลางในระหว่าง แต่พระองค์นิยมในทางเยอรมนี 

ในขณะที่รัฐบาลของพระองค์นิยมทางฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1917  

ภายใต้การกดดันจากการข่มขู่ของพันธมิตรว่าจะบุกกรีซ อีกเกือบหนึ่งเดือนต่อมา กรีซได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 

โดยเป็นฝ่ายเดียวกับสัมพันธมิตร

วิลเฮล์ม ที่ 2 (Wilhelm II) คือ 

พระเจ้าไกเซอร์ของเยอรมัน(จักรพรรดิ) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงเป็นพระญาติของซาร์นิโคลาสที่ 2 ของรัสเซีย 

และของพระเจ้าจอร์จที่ 5 ของอังกฤษ และทุกพระองค์เป็นพระนัดด(หลาน) ของพระนางเจ้าวิกตอเรียของอังกฤษ

เจ้าชาย แม๊กซ์ วอน บาเดน (Prince Max von Baden) 

เป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีในตอนปลายของสงคราม  เมื่อต่อมาพระเจ้าไกเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 2 

ทรงสูญเสียการควบคุมประเทศ เจ้าชายแม็กซ์ก็ได้เข้าเป็นผู้นำของประเทศเป็นการชั่วคราว 

และมีบทบาทสำคัญในการจัดการเรื่องการหยุดยิง

พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 

เป็นพระเจ้าซาร์ของรัสเซีย ซึ่งนำประเทศรัสเซียเข้าปกป้องเซอร์เบียเมื่อเซอร์เบียถูกออสเตรียโจมตี

พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2  ทรงนำประเทศเข้าสู่สงครามโดยความจำใจเพราะอยู่ภายใต้การกดดันของที่ปรึกษาของพระองค์ 

และพระองค์ได้สละราชบัลลังก์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1917

       ภายหลังจากการปฏิวัติในรัสเซียเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์  และในที่สุดพระองค์ พร้อมด้วยพระมเหสีและพระโอรสและ

ราชธิดาก็ได้ถูกสังหารโดยพวกบอลเชวิกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1918

ฟรังซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand) 

เป็นอาร์คดุก ของออสเตรีย เป็นพระนัดดา(หลาน) ของ ฟรังซ์ โยเยฟ และรัชทายาทของราชบัลลังก์ฮัมบรูก 

     การสังหารฟรังซ์ เฟอร์ดินานด์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914     โดยคาฟริโล ปรินซิป (Gavrilo Princip) 

ผู้นิยมความรุนแรงชาวเซอร์เบีย ถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการของสงครามโลกครั้งที่ 1

คาฟริโล ปรินซิฟ (Gavrilo Princip) 

คือ วัยรุ่นหัวรุนแรงชาวเซอร์เบีย ที่ได้สังหารอาร์คดุกออสเตรีย ฟรังซ์ เฟอร์ดินานด์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 

ปรินซิปถูกติดอาวุธและฝึกโดย  กลุ่มก่อการร้ายเซอร์เบีย ที่มีชื่อว่า กลุ่มมือดำ(Black Hand) การลอบสังหารชีวิต

เฟอร์ดินานด์ใน  ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดฉากของสงครามโลกครั้งที่ 1 ปรินซิปถูกจองจำในคุกและได้เสียชีวิตด้วย 

โรควรรณโรคในปี ค.ศ. 1918

แม็กซิมิเลียน วอน ปริตต์วิตซ์ (Maximilian von Prittwitz) 

เป็นนายพลชาวเยอรมันที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ 8 ซึ่งทำการเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 

ในสมรภูมิครั้งแรกนี้ นายพลปริตต์วิตซ์ได้ทำการสู้รบการบุกของรัสเซีย เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ตื่นตระหนกและถอยร่น 

เขาได้ถูกแทนที่ในทันทีโดยนายพลฮินเดนเบิร์ก และนายพลลูเดนดอร์ฟฟ์

พอล วอน ฮินเดนเบิร์ก (Paul von Hindenburg) 

เป็นนายพลชาวเยอรมัน ที่นำทัพเข้าโรมรัน  มีชัยชนะต่อทหารรัสเซียในยุทธภูมิ ตันเนนเบิร์ก (Battle of Tannenberg) 

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 และในอีก 1 เดือนต่อมานายพลฮินเดนเบิร์กได้รับการเลื่อน

ตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกเยอรมัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่จวบจนสงคราม

อัลเฟรด วอน ติรปิตซ์ (Alfred von Tirpitz) 

เป็นนานพลเรือและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือของเยอรมนี นายพลเรือติรปิตซ์

มีส่วนรับผิดชอบในการเสริมสร้างกองทัพเรือก่อนเกิดสงคราม ตลอดจนเป็นผู้รับผิดชอบในยุทธวิธีรบด้วยเรือดำน้ำ 

แม้ว่านโยบายของเขาจะมีประสิทธิพล แต่ก็เป็นการทำลายเกียรติภูมิของเยอรมนี 

ซึ่งนำไปสู่การลาออกของเขาในปี ค.ศ. 1916

วิลเฮล์ม ซูชอน (Wilhelm Souchon)

เป็นนายพลเรือผู้บัญชาการกองเรือรบภาคพื้นเมดิเตอร์เรเนียนของกองทัพเรือเยอรมัน

นายพลเรือซูชอนได้นำกองเรือรบเข้าโจมตีเมืองท่าต่างๆในทะเลดำในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1914 

ซึ่งเป็นสาเหตุให้จักรวรรดิออตโตมานเข้าสู่สงคราม

อาร์เธอร์ ซิมเมอรมานน์ (ArthurZimmermann) 

เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีเป็นผู้รับผิดชอบในโทรเลขซิมเมอร์มานน์ 

ในปี ค.ศ. 1917 ซึ่งพยายามจะกดดันให้เม็กซิโกโจมตีสหรัฐอเมริกาเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับความช่วยเหลือ

ทางด้านการเงินและการเป็นพันธมิตรระหว่างเม็กซิโกกับเยอรมนีการเปิดเผยโทรเลขซิมเมอร์มานน์

ฉบับนี้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งให้สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับเยอรมนี

ราโดเมียร์ ปุตนิก (Radomir Putnik) 

เป็นเสนาธิการทหารของเซอร์เบีย ซึ่งเป็นผู้นำทัพเข้าสู้รบป้องกันเซอร์เบียได้สำเร็จในตอน

เริ่มต้นของสงคราม ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 กองกำลังของปุตนิกได้ลอบโจมตีกองทัพของออสเตรีย-ฮังการี 

ที่หุบเขาจาดาร์ (Jadar Valley) และสามารถผลักดันทหารฝ่ายศัตรูถอยออกไปจากเซอร์เบียได้สำเร็จ

ธีโอดอร์ โรสเวลต์   ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 ตอนแรกรูสเวลท์ปฏิเสธที่จะเข้าข้างฝ่ายใด แต่หลังจากสองสามเดือนผ่าน

ไป เขาก็ตัดสินใจว่าผลประโยชน์ของอเมริกาและโลกต้องได้รับชัยชนะเหนือเยอรมันเป็นดีที่สุด ความสามารถ

โดยธรรมชาติของรูสเวลท์ผสมกับการประสบความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด

ในการแสดงความเป็นผู้นำด้านการควบคุมปีค.ศ.1905 เขาเสนอความช่วยเหลือเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซีย – ญี่ปุ่น 

การเป็นกลางของเขาประสบผลสำเร็จและทำให้เขาได้รับรางวัลสันติภาพโนเบล ในทางตรงกันข้าม เขากลับยัง

ส่งกองทหารอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกในปี 1907

วูดโรว์ วิลสัน(Woodrow Wilson) 

เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ตลอดช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงครึ่งแรกของสงคราม 

วูดโรว์ วิลสันซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครต ประกาศเป็นกลางอย่างเคร่งครัด และพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างสอง

ฝ่ายในสงคราม ความเป็นกลางของสหรัฐฯ เป็นหัวข้อสำคัญในการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 

ในปี ค.ศ. 1916อย่างไรก็ดี วิลสันได้เปลี่ยนใจเลิกเป็นกลางเมื่อเยอรมนีได้เริ่มทำสงครามเรือดำน้ำ 

และสาธารณชนได้รับข่าวสารจากโทรเลขซิมเมอร์มานน์( Zimmermann telegram)ในปี ค.ศ. 1917

 (เป็นข้อเสนอทางการทูตที่จักรวรรดิเยอรมันชักชวนให้เม็กซิโกทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา)

จอห์น เจ. เพอร์ชิง (John J. Pershing) 

เป็นนายพลชาวอเมริกัน ที่เป็นผู้บัญชาการกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกาในยุโรปในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 

นายพลเพอร์ชิงสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยได้คัดค้านแนวความคิดที่จะให้ส่งทหารอเมริกัน

ทั้งหมดสู่แนวรบเคียงบ่าเคียงใหญ่กับทหารของอังกฤษและฝรั่งเศส อย่างไรก็ดีในที่สุดเขาได้ทำการประนีประนอม

โดยยอมส่งทหารอเมริกันเพียงแค่จำนวนหนึ่งไปรบเคียงข้างทหารอังกฤษและทหารฝรั่งเศส

เดวิด ลอยด์ จอร์จ 

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ มีชื่อเสียงด้านสุนทรพจน์ เขาเข้าร่วมการเมืองโดยเป็นสมาชิกสภาพรรคลิเบอรัล (Liberal MP) 

ในปี 1890   ตั้งแต่ปี 1908-1914 เป็นผู้ตรวจการของกระทรวงการคลัง และเป็นรัฐมนตรีกลาโหมในปี 1915 

เขาดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรีขององังกฤษในระหว่างปี 1916-1918 เขาพยายามแยกนโยบายการสงครามออกจากการทหาร

แต่ก็ไร้ผล เขาถูกติเตียนเรื่องการนำรบของเฮกในยุทธการลุ่มแม่น้ำซอมม์ และยุทธการปาสส์ของดาลล์ 

เป็นผู้สนับสนุนสงครามอย่างแข็งขัน ทำให้ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดเป็นสมัยที่สอง ตั้งแต่ปี 1918-1922

เซอร์ คริสโตเฟอร์ คราด็อค (Sir Christopher Cradock)  

เป็นนายพลเรือของกองเรือรบที่ 4 (Fourth Squadron) ของอังกฤษ เป็นผู้ที่พ่ายแพ้แก่ศัตรูอย่างย่อยยับที่

สมรภูมิโคโรเนล (Battle of Coronel) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1914 และได้เสียชีวิตในการรบในเวลาต่อมา

เซอร์ ชาร์ลส์ เทาเชนด์ (Sir Charles Townshend) 

เป็นนายพลชาวอังกฤษ ผู้บัญชาการกองพลอินเดียที่ 6  นายพลเทาเชนด์ได้นำทัพเข้าไปสู้รบ

ในเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ในระหว่าง ปี ค.ศ. 1915-1916 เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1916 

เขาและทหารจำนวน 10,000 นายได้ยอมแพ้ที่เมืองกุต เมโสโปเตเมีย อันเป็นการยอมแพ้ทางทหารที่สำคัญที่สุด

ของประวัติศาสตร์อังกฤษ

นายพล โจเซฟ จาร์ค จอฟฟรี 

ที่จริงเป็นคนสมถะ แต่กลับเป็นผู้นำของฝรั่งเศศในสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปี 1916 เขารับราชการในสงคราม

ฟรังโก-ปรัสเซียน (Franco-Prussian) ในปี 1870-1871 และในปฏิบัติการทางทหารเกี่ยวกับอาณานิคมหลายครั้ง 

เขายังเป็นวิศวกรทหารอีกด้วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น จอฟฟรีอายุ 63 ปี แต่กลับเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ของกองทัพฝรั่งเศส ในช่วงของประวัติศาสตร์ที่สำคัญนี้ นายพลจอฟฟรี สามารถหยุดการรุกคืบของเยอรมนีได้สำเร็จ 

ณ ยุทธการที่ 1 ที่มาร์น ในเดือนกันยายน ปี 1914 จากนั้นเขากลับมีบทบาทในสงครามน้อยลง และในปี 1916 

หลังยุทธการที่แวร์เดิง เขาถูกปลดออกจากราชการ

นายพล อองรี ฟิลิปป์ เปเทน 

เป็นผู้ที่รอบคอบในแง่กลยุทธ์และสนับสนุนยุทธวิธีการตั้งรับอย่างแน่นหนาแทนการโจมตีโดยกองทหารราบ

ซึ่งมี่ที่สิ้นสุดและสูญเสียมากกว่า เขาใช้ยุทธวิธีนี้ที่แวร์เดิง ในปี 1916 ต่อมาในปี 1917 เมื่ออายุได้ 61 ปี 

เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพฝรั่งเศสแทนนายพลนิเวลล์ (General Nivelle) 

แต่นายพลเปเทน กลับเป็นประเด็นการโต้เถียงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ช่วยเยอรมนีปกครองฝรั่งเศส 

ส่วนที่โดนนาซียึดไปภายใต้การปกครองระบบวิชี (Vichy regime) ช่วงเวลานั้นเขาพัวดันกับการส่งคนฝรั่งเศส

เชื้อสายยิวไปสู่ความตาย แม้เขาจะต้องโทษประหารชีวิตในปี 1945 

พอล วอน เรนเนนแคมปฟ์ (Paul von Rennenkampf) 

เป็นนายพลผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ของรัสเซีย หลังจากที่เขาได้พ่ายแพ้ในสมรภูมิสัสซูเรียน เลกส์ 

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1914 แล้ว นายพลเนเนนแคมปฟ์ได้ถูกปลดออกจากกองทัพเนื่องจากไม่มีสิทธิภาพในการรบ