จากการที่ดิฉันได้เรียนรู้เรื่องการให้การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดโดยวิธีการ telehealth ทำให้รู้ว่าการทำtelehealthกับผู้รับบริการได้นั้นต้องมองที่หลายปัจจัยประกอบด้วย เช่น ความพร้อมทางเทคโนโลยีของผู้รับบริการ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีของผู้รับบริการ ด้วยจึงจะสามารถใช้วิธีการบำบัดนี้ได้ ซึ่งจากการที่ได้ฟังการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำtelehealthในเด็กของอาจารย์ปวีณา จะสรุปได้ว่าการบำบัดในรูปแบบนี้กับผู้รับบริการเด็กจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

1. Parent coaching คือการที่นักกิจกรรมบำบัดจะให้ผู้ปกครองทำหน้าที่ไหนการฝึกผู้รับบริการและนักกิจกรรมบำบัดจะมีหน้าที่คอยเเนะนำผู้ปกครองว่าควรจะทำอย่างไร

2. Teletherapy คือการที่นักกิจกรรมบำบัดจะทำหน้าที่ฝึกผู้รับบริการการเองผ่านสื่ออิเล็กโทรนิกส์ เช่น การฝึกผ่านซูม และมีผู้ปกครองคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆผู้รับบริการ

3. Counselling คือการที่นักกิจกรรมบำบัดจะให้คำแนะนำกับผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถนำไปฝึกผู้รับบริการเองที่บ้านได้ เช่น กิจกรรมที่ควรจะฝึก อาจจะให้เป็นตารางกิจกรรมในแต่ละวัน

ส่วนการเเลกเปลี่ยนของอาจารย์กีรติทำให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบำบัดรักษานั้นได้เริ่มทำมาตั้งเเต่ช่วง ค.ศ.1844 ผ่านการใช้โทรเลขเเละเริ่มนำมาให้มากขึ้นในช่วงนี้ที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ซึ่งประโยชน์ของการนำ telehealthมาใช้จะทำให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงนักกิจกรรมบำบัดได้มากขึ้น ทำให้สะดวกสะบายไม่ต้องเดินทาง และสามารถให้การบำบัดรักษาได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง telehealthยังสามารถนำมาใช้ได้ทุกกระบวนการรักษาทางกิจกรรมบำบัด ทั้งการประเมิน การให้คำแนะนำ การให้ home programe และการให้การบำบัดรักษา อีกด้วย และการเเลกเปลี่ยนประสบการณ์ของอาจารย์ศุภธิดาจะทำให้เห็นถึงข้อดีข้อเสียของการใช้ telehealthที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การประหยัดเวลา การได้รับข้อมูลของทีมสหวิชาชีพอื่นมากขึ้น และยังได้เห็นตัวอย่างของการให้การบำบัดรักษาแบบtelehealthของรุ่นพี่ทำให้เห็นการใช้telehealthในการรักษามากขึ้นด้วย