นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้ภาพสัญลักษรณ์ประจำชาติไทยอย่างเป็นทางการโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งกำหนด

 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย ได้แก่

1. สัตว์ประจำชาติ คือ ช้างไทย เพราะว่า เป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และประเพณีไทย และเป็นสัตว์ที่รู้จักกันแพร่หลายและมีอายุยืนยาว

2.  ดอกไม้ประจำชาติ คือ ดอกราชพฤกษ์ (คูน) เพราะว่า    เป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันแพร่หลายเนื่องจากสามารถขึ้นได้ทุกภาคในประเทศไทย และใช้ประโยชน์ได้มาก ฝักเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าในตำรับแพทย์แผนโบราณแก่นของต้นราชพฤกษ์แข็งใช้ทำเสาเรือนได้ดี   มีประวัติเกี่ยวข้องกับประเพณีของชาวไทยเป็นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม และอาถรรพ์ แก่นไม้ราชพฤกษ์เคยใช้ในพิธีสำคัญๆ ของไทยมาก่อน    เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนานและทนทาน มีทรวดทรงและพุ่มงดงาม มีดอกเหลืองอร่ามเต็มต้นและ  เป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนาอย่างหนึ่ง

3.  สถาปัตยกรรมประจำชาติ ได้แก่ ศาลาไทย  เพราะว่า  เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาของช่างไทย ที่มีความสง่างามและโดดเด่นจากสถาปัตยกรรมอื่นๆ      เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทยและส่งเสริมใช้ชาวต่างชาติได้มีโอกาสชื่นชมศาลาไทยอีกด้วย                               

                 ในส่วนที่มีบุคคลหรือบริษัทนำเครื่องหมายหรือภาพดังกล่าวมาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าและนายได้รับจดทะเบียนไปให้แล้วนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศไปแล้วว่า ผู้ที่ได้จดทะเบียนไปแล้วจะยังคงได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงมีสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้านั้นต่อไป แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีสัญลักษณ์ประจำชาติ นายทะเบียนจะปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนให้                                                

                  เหตุผลในการไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ กล่าวคือ   เพื่อให้เป็นสมบัติกลางของคนไทยทุกคน เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิในการใช้เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันในหมู่ประชาคมโลก จึงไม่ควรที่จะนำมาให้ใครคนใดคนหนึ่งจดทะเบียนเป็นเจ้าของสิทธเพียงผู้เดียว   และทันทีที่รัฐบาลประกาศใช้สัญลักษณ์ประจำชาติ ทำให้คนไทยทุกคนทราบว่า ประเทศไทยมีสัญลักษณ์ประจำชาติที่อวดสู่สายตาชาวโลกได้แล้ว จึงถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายได้การปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนจึงเป็นการอาศัยอำนาจตามมาตรา 8(10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                   อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศให้ภาพหรือสัญลักษณ์ประจำชาติไทยทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นเครื่องหมายต้องห้ามรับจดทะเบียนตามมาตรา 8(13) ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องเครื่องหมายที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งรวมถึงเครื่องหมายที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือคล้ายกับภาพสัญลักษณ์ประจำชาติไทย  ก็ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนด้วย</p>

          การห้ามมิให้รับจดทะเบียนนี้  เป็นการห้ามรับจดทะเบียนทางทะเบียน เพื่อมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแต่ผู้เดียว แต่มิได้ห้ามคนไทยที่จะใช้ภาพหรือสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าของตน แต่การใช้ก็ควรที่จะอยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม และจะต้องไม่เป็นการใช้สิทธิที่ไปกระทบถึงสิทธิของผู้อื่นด้วย ใช้อย่างไรเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามนั้น เป็นข้อเท็จจริงต้องพิจารณาเป็นกรณี  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                    แต่การนำสัญลักษณ์ประจำชาติมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะใช้โดยถือว่าเป็นสมบัติโดยรวมของคนไทย ซึ่งคนไทยทุกคนมีสิทธิในการใช้สัญลักษณ์นี้ก็ตาม แต่ต้องระวังด้วยว่า หากสัญลักษณ์ดังกล่าวมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่อองหมายการค้าไว้ก่อนแล้วสำหรับสินค้าอย่างเดียวกัน หรือสินค้าที่มีลักษณะเดียวกัน อาจไปกระทบถึงสิทธิความเป็นเจ้าของการค้าที่ได้รับจดทะเบียนของผู้อื่นได้  ตามหลักของกฎหมายเครื่องหมายการค้า</p>

                   อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 274 ได้บัญญัติให้บุคคลต้องรับโทษทางอาญา หากมีกรณีปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วนอกราชอาณาจักร ดังนั้น การนำสัญลักษณ์ประจำชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะใช้ในประเทศไทยก็ตาม ควรสำรวจตลาดสินค้าในขณะนั้นด้วยว่ามีใครสั่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย แต่ได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าไว้ในต่างประเทศ แล้วนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยหรือไม่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>

                  ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 8(6) ได้บัญญัติห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียน หากว่าเครื่องหมายการค้าที่จะนำมาขอจดทะเบียนนั้นเป็นธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติของรัฐต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ซี่งมีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศนั้น จะเห็นได้ว่าในกฎหมายไทยยังไม่ห้ามเด็ดขาด สามารถจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าประจำชาติของรัฐต่างประเทศได้  หากมีการอนุญาตให้ผู้ขอจดทะเบียนนำไปจดทะเบียนในประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตให้ผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศนั้น

                  กฎหมายในลักษณะเช่นนี้ ในต่างประเทศก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกัน ดังนั้น ประเทศไทยจะห้ามคนไทยนำสัญลักษณ์ประจำชาติไทยไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม    แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายเครื่องหมายการค้าครั้งต่อไป ทางราชการได้เสนอแก้ไขกฎหมายให้เครื่องหมายประจำชาติไทยเป็นเครื่องหมายต้องห้ามรับจดทะเบียน ซึ่งห้ามมีการประกาศใช้ เครื่องหมายประจำชาติไทยจะเป็นเครื่องหมายการค้าต้องห้ามรับจดทะเบียนตามกฎหมาย มิใช่ตามประกาศของรัฐมนตรี โอกาสที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการรับการจดทะเบียนไปก่อนหน้า อาจถูกเพิกถอนการจดทะเบียนได้ต่อไป   

                                         ที่มาข่าวหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 27 /11/2549

                                                     

</span></font>