หนังสือ Survival of the Friendliest : Understanding Our Origins and Rediscovering Our Common Humanity (2020) เขียนโดย ศาสตราจารย์ Brian Hare, Professor of Evolutionary Anthropology, Center for Cognitive Neuroscience, Duke University และ Vanessa Woods บอกว่าร่างกายมนุษย์มีกลไกส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านฮอร์โมน ซีโรโทนิน และ อ็อกซี่โทซิน ที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อคนใกล้ชิด โดยวิธีกระตุ้นให้ฮอร์โมนนี้หลั่งทำได้ง่ายนิดเดียว โดยมองเข้าไปในดวงตาของคนที่เราพูดด้วยหรือติดต่อสื่อสารด้วย การมองตากันจึงทำให้เกิดความไว้วางใจและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน
ตามองตา สายตามาจ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่าน หัวใจ นี่คือการสบตามิติหนุ่มสาว
แต่บทความ (๑) มองต่างมุม เรื่องการสบตา โดยบอกได้ว่า การมองตามีได้หลายความหมาย ยังมีความหมายว่าแสดงการต่อสู้ข่มขู่ได้ด้วย ทำให้ผมคิดต่อว่า คนไทยเรียกว่าถลึงตา เป็นสัญญาณห้ามปรามหรือข่มขู่ นอกจากนั้น เรายังมีสัญญาณขยิบตา เพื่อส่งสัญญาณว่าที่พูดนั้นไม่ได้ตั้งใจตามที่พูด
ในบทความ (๑) กล่าวถึงการหลบตา ว่าแสดงความไม่จริงใจ และการสบตาแสดงการต่อสู้ ดังในรายงานผลการวิจัย (๒) ลงใน European Journal of Social Psychology สะท้อนว่า การสื่อความหมายด้วยสายตา หรือการสบตา ขึ้นกับบริบทของความสัมพันธ์ ในสภาพของคู่แข่ง การสบตาอาจสื่อการท้าทาย
การทดลองที่นำผลงานมารายงานใน (๒)น่าสนใจมาก ตีความได้ว่า ในความเชื่อทั่วไป การสบตาสะท้อนความจริงใจ แต่ในการทดลอง การสบตาสะท้อนความไม่จริงใจ เพราะเป็นเรื่องของการแบ่งสมบัติ หรือการแข่งขัน การสบตาเป็นสัญญาณของความท้าทายข่มขู่ ไม่เฉพาะในคน ในสัตว์ที่ต่อสู้กันก็เริ่มด้วยการจ้องตาให้คู่ต่อสู้หลบไปเสีย
สัญญาณจากการสบตาจึงต้องแยกว่า อยู่ในบรรยากาศไหน ในบรรยากาศของคนใกล้ชิด ในการพักผ่อนหย่อนใจ การสบตาบอกความรักความหวังดี ส่วนในบรรยากาศจองการแข่งขัน ความหมายตรงกันข้าม
ผมสะท้อนคิดกลับไปที่ชีวิตของตนเอง ๗๐ ปีก่อน สมัยเป็นเด็กเล็กๆ โดนแม่ตีแทบทุกวัน และบางครั้งก็โดนทำโทษอย่างค่อนไปทางโหดร้าย เพราะผมประพฤติไม่ตรงใจแม่ คำพูดของแม่ที่ก้องในหูผมคือ “แววตามันดื้อ” แม่สอนแทนที่มันจะรับคำและทำตาม กลับนิ่งและส่งสายตาที่แสดงความไม่เชื่อ ทำให้แม่โมโห
ทำให้ผมคิดว่า การสบหรือหลบตา ขึ้นกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และขึ้นกับวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ ด้วย คนไทยถูกสอนให้ไม่จ้องหน้าผู้ใหญ่ เพราะเป็นความไม่สุภาพ ไม่เคารพ ต้องก้มหน้าแสดงความเคารพยำเกรง
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อโดนแม่ตี ผมจะร้องเสียงดัง และบอกว่า “กลัวแล้ว” แต่ไม่ได้ร้องว่า “เชื่อแล้ว” และเดาว่าแววตาของผมมันคงฟ้อง ว่าผมไม่ได้เห็นด้วยกับแม่นักในเรื่องที่แม่สั่งสอน ซึ่งมักเป็นเรื่องของการทำงานและการประพฤติตัว เดาต่อว่า แม่มีมุมมองแบบผู้ใหญ่ ผมมีมุมมองแบบเด็ก แววตามันคงจะส่อความเชื่อมั่นในความคิดแบบเด็ก ซึ่งยิ่งยั่วโมโหแม่ ผมจึงยิ่งโดนทำโทษรุนแรงขึ้น ทั้งหมดนั้นเป็นการเดาและตีความกลับไปเจ็ดสิบปี อาจผิดทั้งหมดก็ได้ และจะหาหลักฐานจากแม่ก็ไม่ได้แล้ว เพราะแม่ไปสวรรค์ตั้งแต่วันที่ ๕ พ.ค. ๒๕๕๗
ขอใคร่ครวญชีวิตตนเองเตลิดไปอีกนิด ชีวิตวัยเด็กของผมมีบาดแผลทางใจรุนแรงจากการลงโทษแบบทารุณของแม่ ที่ในทางทฤษฎี น่าจะบั่นทอนชีวิตที่ดีของผมไปมาก แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม คือกลับช่วยให้ผมได้เข้าใจความลึกลับซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์และพฤติกรรมของคน เพราะเมื่อโตขึ้นๆ การแสดงออกของแม่ ก็เป็นที่รู้กันทั้งครอบครัว ว่าผมเป็นลูกที่แม่รักมากที่สุด
สัญญาณบอกความรักความหวังดี อาจแสดงออกอย่างซับซ้อน ในกรณีของพ่อแม่กับลูก
การสบตา แววตา สายตา บอกหรือสื่อสารสัญญาณที่ซับซ้อน
วิจารณ์ พานิช
๒๘ พ.ย. ๖๓