ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 1 ปี ที่ผ่านมา ทำให้สังคมได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้ทำให้ ผม หรือ บุคคลที่สนใจในเรื่องราวทางการเมือง  รวมไปถึง บรรดาอาจารย์ นักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักสังคมและมนุษย์วิทยา  นักวิพากษ์วิจารณ์สังคม ต้องครุ่นคิดเป็นอย่างมากว่า สังคมไทยจะมี ทางออก ทางเลือก หรือ ทางรอด อย่างไร                   

            ความร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้น ได้ทำให้สายลมแห่งความหนาวเหน็บในเดือนธันวาคม ได้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นไอแห่งร้อน และ เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลานี้ หลายท่านคงจะจำได้ คือ การปลดรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ กลางอากาศ แบบฟ้าผ่าก็ว่าได้ เหตุการณ์นี้ได้นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล จนไปสู่  ขบวนการพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชน   หรือ คนตั้งแต่ พันคน ไปจนถึง คนนับแสนคน                

               วิกฤตการณ์ทางการเมือง ในห้วงระยะเวลานี้ อาจทำให้ ช่วงฤดูกาลอันหนาวเหน็บ จำเป็นต้องสิ้นสุดลงในเวลาอันสั้น  ด้วยความร้อนแรงทางการเมือง แต่เนื่องด้วย วิฤตการณ์ทางการเมือง ที่เสมอเสมือนคล้ายกับปมเงื่อน ที่ถูกผูกมัดติดอย่างสลับซับซ้อน เป็นดั่งแรงบีบคั้นทางสังคมที่ทำให้สังคมต้องเลือกทางออก ถึงกระนั้นแล้ว ด้วยสังคมไทยที่เป็นสังคมไทยจึงเลือกทางออกที่ไม่ใช้ทางออก                 ทางเลือกที่สังคมไทยได้เลือก คือ การทำรัฐประหาร กระนั้นแล้ว การทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้คนในสังคม เปรมปรีดา กับเรื่องราวนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ทางเลือกนี้อาจกลับเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ทางออกก็ได้               

         ภายหลังจาการ รัฐประหาร ในช่วงประมาณ 1 เดือน เริ่มมีสิ่งที่ชี้บอกได้ว่า ทางเลือกที่สังคมไทยเลือก กำลังเป็นทางเลือกที่มิใช้ทางออก แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้เราได้คิดถึงเรื่องราวบางเรื่องราว คือ การที่สังคมไทยได้เลือกทางเลือก ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมือง ด้วยการรัฐประหาร การกระทำเช่นนี้ได้ชี้บ่งแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยนั้นเป็นสังคม ที่ไม่มีทางเลือก หรือ มีทางเลือกที่น้อยมาก                 เมื่อเป็นเฉกเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมเกิดคำถามที่ว่า ทำไมสังคมไทยจึงเป็นสังคม ที่ไม่มีทางเลือก หรือ มีทางเลือกน้อย คำตอบของคำถามก็คือว่า ความคิดหรือวิธีคิดของ คนในสังคมไทย ได้ถูกทำให้แปรเปลี่ยนไป ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ การแปรเปลี่ยนเช่นนี้ ได้ทำให้วิธีคิดของคนในสังคมไทย ไม่ได้มองเรื่องราวของปัญหา หรือ วิกฤตการณ์ต่าง ๆ อย่างสัมพันธ์กับมิติต่าง ๆ ทางสังคมอย่างเช่นในสมัยก่อนอีกแล้ว                

                      คำถามต่อมา ก็คือว่า ทำไมสังคมไทยจึงมองปัญหาเพียงด้านเดียว ก็เนื่องเพราะเหตุว่า ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ นี้ได้สร้างกระแสแนวคิดอันหนึ่งขึ้นมา คือ ทัศนะติครอบงำที่ว่า การพัฒนาต้องมีทิศทางเดียว คือ การพัฒนาภายใต้กระแสทุนนิยม ทัศนคตินี้ยังส่งผลทำให้ ชีวิตและความคิด ของคนที่อยู่ภายใต้ทัศนะตินี้ มีความคิดชีวิตที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ           การพัฒนาที่มีทิศทางเดียว ได้ก่อเกิดเป็นสำนึกทางความคิดอันใหม่ของคนในสังคมไทยว่า การจะทำให้ประเทศเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ต้องมีสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรม หากเป็นเช่นนี้แล้ว ความคิดที่ฝังอยู่ในหัวของคนในสังคมไทย ก็คงมีทิศทางเดียว และ ทางเลือกของสังคมก็ย่อมมีอยู่เพียงทิศเดียว เฉกเช่นนี้                 

               การตกอยู่ภายใต้ กระแสโลกาภิวัฒน์ เช่นนี้จึงทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีทางเลือก หรือ มีทางเลือกน้อย กระนั้นย่อมไม่ผิดที่ว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม อย่างเช่น วิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น สังคมมักมองเห็นทางเลือก ในการแก้ไขปัญหาไม่กี่ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ว่าอำนาจนั้นมาได้ด้วยปลายกระบอกปืน  

                       ทางเลือก กับ วิกฤตการณ์ ไม่ใช่เรื่องราวที่เกิดขึ้น ลอย ๆ หากเพียงแต่ว่าถ้าในสังคมใดสังคมหนึ่งมิอาจสร้าง ทางเลือกที่หลากหลายทางเลือกแล้ว สังคมนั้นก็มิอาจพบ หนทางที่ดีที่สุดในการแก่ไขวิกฤตการณ์นั้น                 วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม คงบ่งชี้แสดงให้เห็นเรื่องราวทางสังคมได้มากพอสมควร และ คงชี้แสดงให้เห็นแล้วว่า การขาดทางเลือก หรือ ทางเลือกมีน้อยเป็นเฉกเช่นไร  ดังนั้น การที่เราหยุดอยู่เฉยโดยมิได้คิดหาหนทาง หรือ หาทางออกให้กับสังคม ก็คงเปล่าประโยชน์ที่จะทำให้สังคมไทยเราพัฒนาได้