26.08.62
วันนี้เป็นคาบที่สองของการเรียนวิชาหลักการพื้นฐานกิจกรรมบำบัด วันนี้เนื้อหาว่าด้วยเรื่องของ MODEL หรือทฤษฎีที่ทำขึ้นเพื่อเป็นตัวช่วยในการรักษาผู้ป่วย นั่นก็คือหลัก “PEOP” โดยมีคำจำกัดความว่า แบบจำลองที่ใช้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันและกิจกรรมที่มีคุณค่าของแต่ละบุคคล องค์กร และความหมายในการมีส่วนร่วมในโลกรอบข้างของพวกเขา เท้าความจากคาบที่แล้วที่เรารู้สึกว่าวิชานี้ยังคงล่องลอยอยู่ รอบนี้เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นอาจจะด้วยมันเริ่มเป็นหลักการ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว แต่ด้วยคาบนี้เป็นคาบที่ต่อจากพักเที่ยงหนังท้องตึงหนังตาก็จะหย่อนลงนิดหน่อย มันเลยทำให้เราจดจำรายละเอียดได้ไม่ครบถ้วนจากเนื้อหาที่เรียน จริงๆวิชานี้มีทั้งเลคเชอร์และปฏิบัติ วันนี้เราเรียนเลคเชอร์กับ อ.เเนน และ เรียนปฏิบัติกับ อ.ป๊อป พอเรียนเลคเชอร์จบ อ.ป๊อปก็เข้ามาและให้เราลองเขียนว่าเมื่อกี้เราได้อะไรไปบ้าง ความที่เบลอๆ เคลิ้มๆ ขาดสติไปบางช่วง ก็ทำให้เราเขียนออกมาได้ไม่ดีเรียกง่ายๆว่ายังจำอะไรไม่ได้นั่นเอง55 เพราะข้อมูลยังไม่ได้ทำการจัดเรียงในสมองของเรา และเรื่องนี้ก็จะเป็นจุดมุ่งหมายในคาบหน้าและสิ่งที่เราต้องทำหลังกลับถึงบ้านในวันนี้ คือการกลับไปทบทวนให้เข้าใจและคาบหน้าต้องมีสติกว่านี้ เพราะการไม่มีสติทำให้ยากต่อการกลับมาทบทวนด้วย ตัวอย่างเลยก็คือ การบ้านของ อ.แนน ให้เราจำแนกบทความในกรอบ PEOP บางประโยคเรายังรู้สึกไม่แน่ใจไม่รู้จะไปจำแนกใส่อันไหนดีอะไรประมาณนั้น และยังมีการบ้านของ อ.ป๊อปอีกที่แสนทรมานและยากมาก นอกจากอ.ป๊อปจะสั่งงานแล้ว อาจารย์ยังสอน วิธีการจัดการกับความเครียด อีกด้วย คือการให้เรายืนอย่างมั่นคงเปิดมือออกและหลับตา ลองรวบรวมความเครียดทั้งหมดมาไว้บริเวณในหน้าและให้คะแนนความตึงบริเวณใบหน้า คือไม่รู้สึกตึงให้เป็น0คะแนนไปจนถึงตึงมากๆเป็น10คะแนน จากนั้นให้นำความรู้สึกลงมาไว้บริเวณคอและหน้าอก ให้คะแนนความตึงเหมือนเดิม และนำความรู้สึกลงมาที่ท้อง ให้คะแนนเช่นกัน เมื่อทำครบแล้วให้เราเริ่มหายใจเข้าลึกๆและปล่อยลมหายใจออกจากปากให้เราได้ยินเสียงของลมที่เราปล่อยออกมาสัก10ครั้ง แล้วแต่ความตึงที่เรารู้สึกถ้า10ครั้งยังไม่พอก็สามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆเป็นการขจัดความเครียดออกไป หลังจากเราขจัดความเครียดไปแล้ว อาจารย์ก็ได้บอกความหมายของการที่เรารู้สึกตึงในบริเวณต่างๆ คือ ถ้าเรารู้สึกตึงบริเวณใบหน้ามากที่สุดแสดงว่าเป็นความเครียดจากความกังวล ถ้าตึงที่หน้าอกแปลว่าเรากำลังเศร้า และถ้าตึงที่ท้องแปลว่าเราหงุดหงิดอยู่ ก่อนที่จะทำกิจกรรมนี้เราคิดว่าเราไม่ได้รู้สึกเครียดอะไรนะแต่พอเราได้ทำกิจกรรมนี้เรารู้สึกตึงที่ใบหน้ามากที่สุดและใช้เวลาจัดการกับความตึงอยู่นานพอสมควร เมื่อรู้ความหมายมันทำให้เราตอบตัวเองเลยว่า ใช่จริงๆเราก็รู้สึกกังวลอยู่ในใจลึกๆเหมือนกันแต่บอกไม่ถูกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่การได้ทำกิจกรรมนี้ทำให้เรารู้เลยว่าบางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เครียด เราสบายดี จิตใจเราก็แจ่มใส แต่ความจริงแล้วเราอาจจะเครียดโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเราควรลองใช้วิธีนี้ดูบ่อยๆเพื่อจัดการกับความเครียดของเราทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะหากเราเครียดมากๆมันอาจจะทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าได้
สำหรับ MY REFLECT 02 นี้ก็อาจจะเขียนยืดยาวอีกตามเคย เราอยากจะเล่าว่าวันนี้เราได้เรียนอะไรมา ถึงแม้เนื้อหาจะไม่แม่นเลยภายในคาบ (ใครอ่านแล้วสนใจหลักPEOPสามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้นะ) แต่การปฏิบัติในการจัดการความเครียดมันทำให้เราสามารถไปบอกต่อเพื่อน พ่อแม่ หรือคนรอบข้างได้ว่า เห้ยลองใช้วิธีนี้ดูมันช่วยได้มาก เราคิดว่าแค่เราหลับตาแล้วหายใจเข้าออกลึกๆตามวิธีข้างบน มันทำให้เราได้อยู่กับตัวเองและสามารถระงับความเครียดและความโกรธได้ ปล.วิธีนี้เรียนจบปุ๊ปได้ใช้ต่อทันทีเลย มันช่วยให้ความโกรธหรือเครียดบรรเทาลงได้จริงๆ เราลองแล้ว ไปลองทำตามกันได้ ?