สวัสดีค่ะ หนูชื่อนางสาวกุลพัชร กองนา ปัจจุบันนี้เรียนอยู่ปริญญาตรี ชั้นปีที่2 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในชีวิตเริ่มต้นของฉันเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ขี้อาย ร่าเริงแจ่มใส พูดน้อย ชวนคุยไม่เก่ง เป็นคนที่ชอบสงสารคนอื่นเก่ง ชอบแบ่งปัน มีทุกอย่างดีไปหมด แต่ก็มีอยู่ข้อเสียอยู่อย่างเดียวเท่านั้นที่ฉันไม่เคยทำมันได้ดีไปกว่าคนอื่น ฉันเป็นเด็กที่มีปมด้อย และปมด้อยของฉันก็คือ “การพูด” หรือภาษาอีสานเรียกได้อีกอย่างว่า’’การพูดติดอ่าง’’ ไม่ใช่การพูดในการพูดกับคนอื่นนะค่ะ แต่เป็นการพูดนำเสนอของงานในรายวิชาต่าง ๆ ซึ่งเราพยายามฝึกฝนเราซ้อมมาทุกครั้งในการพูด แต่ก็ไม่เคยที่จะทำการนำเสนองานนั้นให้มันออกมาได้ดี เอาละค่ะ..ที่พูดมาทั้งหมดนี้ มันเป็นแค่นิสัยส่วนตัวและปมด้อยของฉัน
ทีนี้มาเข้าเรื่องราวในชีวิตของฉันเลยละกันค่ะ..
แรกเริ่มของการศึกษาตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง ฉันเป็นคนผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบและรักในการทำกิจกรรมต่าง ๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในสาขา/คณะ หรือจะเป็นในกิจกรรมนอกสถานที่อื่น ๆ ถึงแม้การทำในกิจกรรมนั้นมันจะเหนื่อยแค่ไหน แต่ในทุก ๆกิจกรรมฉันก็ไปหมดอยู่ดีค่ะ เพราะกิจกรรมมันสอนให้เราได้อะไรในหลายๆอย่าง ได้ทั้งประสบการณ์ ได้ทั้งเพื่อน ได้เรียนรู้ในการการทำร่วมกับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลภายใน และกิจกรรมก็สอนให้เราทำงานเป็น แต่ก็แปลกนะค่ะ...ในบางครั้ง ฉันทำทุก ๆกิจกรรมมาโดยตลอด แต่กลับไร้ตัวตนเหมือนอากาศที่ล่องลอยอยู่บนฟ้าไปในปัจจุบัน
ต่อมาในกิจกรรมของสาขา/คณะก็สิ้นสุดและจบลงไปหมดแล้ว ฉันก็ทำตัวว่างไปวันๆ กินๆแล้วก็นอนๆไปอยู่อย่างนั้น วันนึงก็มีเพื่อนคนหนึ่งชวนเราไปเข้าค่ายกิจกรรมจิตอาสาของค่าย ค่ายหนึ่งชื่อค่ายว่า.”แบ่งปันน้ำใจต้านภัยแล้ง”ณ บ้านโคกกลาง อำเภอเต่างอย จังหวัด.สกลนคร ในความคิดฉันตอนนั้นเรามันมีความรู้สึกดีนะที่อย่างน้อยก็คอยมีเพื่อนที่มองเห็นว่าฉันยังมีตัวตน ค่ายนั้นจัดขึ้น2 คืนกับอีก3วันเป็นค่ายแรกที่ฉันประทับใจมากที่สุดในชีวิต บริเวณที่ไปเข้าค่ายนั้นสถานที่ร่มรื่นน่าอยู่มาก แต่มีอยู่อย่างนึงที่ทำสถานที่นั้นไม่น่า คือมันเป็นช่วงที่มีหนอน กระดึ๊บ ๆ ตัวยาวๆขึ้นตามต้นไม้เต็มไปหมด แต่เด็ก ๆที่นั่นก็น่ารักชอบแอบเอาหนอนมาแกล้งพี่บ้าง ชอบมาหยอกล้อคุยเล่นกับพี่ๆอย่างอบอุ่น และแม่ๆที่นั่นทำกับช้าวอร่อยๆทั้งนั้นเลยค่ะและอิ่มมาก ๆ ชาวบ้านบ้านโคกกลางก็เป็นกันเอง อัธยาศัยดีทั้งในการทำงานและด้านมนุษยสัมพันธ์กับนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นอย่างดี
พอกลับมาจากค่ายนั้นฉันก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากมาย และคิดว่าการที่เราได้ทำกิจกรรมและเป็นนิสิตจิตอาสาแบบนี้ เฮ้ย! คือมันทั้งดีและสนุกสนานมาก ถึงมันจะเหนื่อยแต่เราก็ทำด้วยใจ แล้วก็อยากเป็นนักกิจกรรมเลยทันทีนั้น และก็มีเพื่อนชวนฉันไปเป็นกรรมการด้วยพอดี ไม่นานนักฉันก็ได้เป็นกรรมการตามที่ใจฉันนั้นอยากจะทำ อยากแบ่งเบาทุกข์ภัยของชาวบ้านและส่วนรวมหรือสังคม
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาชีวิตที่ฉันได้เข้ามาอยู่และเป็นกรรมการนั้น ฉันรู้สึกว่าเหมือนฉันได้เกิดใหม่ และได้มีชีวิตและมุมมองใหม่ๆอีกครั้งนึง มันเป็นเหมือนบ้านหลังที่สามของฉัน และบ้านหลังที่ว่านี้มันสอนฉันให้เป็นคนใหม่ สอนให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้น เปิดใจให้กว้างขึ้น และยังสอนให้ฉันใช้ความคิดอย่างเป็นผู้ใหญ่ขึ้นคอยใช้เหตุและผล นอกจากนี้ยังสอนให้ฉันทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีพี่ๆเพื่อนๆต่างสาขาที่เข้ามาด้วยใจอันเป็นดวงเดียวกันในการเป็นนิสิตจิตอาสา และคอยทำงานร่วมกัน เวลามีงานอะไรฉันและเพื่อนจะช่วยกันทำงานอยู่เป็นประจำ จนเราได้มีเพท่อนที่สนิทกันและก็มากขึ้นเรื่อย ๆต่างคนต่างรู้ใจ ต่างคนต่างรู้นิสัยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่ว่าจะกินข้าว ไปเที่ยวต่าง ๆนาๆ เราก็ไปด้วยกันจนถึงวันนี้
“สุดท้ายนี้ฉันอยาก ขอบคุณกิจกรรมที่ทำให้เราได้เจอพี่ๆ เพื่อนๆใหม่ๆต่างสาขาต่างคณะ และยังได้เรียนรู้ประการณ์มากมายเหล่านั้นไม่ว่าจะทั้งคนในและคนนอก อาทิเช่น ได้แลกเปลี่ยนความคิด, ได้แชร์ประสบการณ์ของแต่ละคน, ได้รับฟังความรู้สึกของผู้อื่น เป็นต้น นอกจากนี้กิจกรรมยังสอนให้คนเราทำงานเป็นอีกด้วย ขอบคุณโอกาสดีๆที่ทำให้ฉันได้มีชีวิตใหม่ๆในวันนี้ ขอบคุณมากค่ะ”
หมายเหตุ :
เขียน : จันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2561