สมบัติของชาติ ตอนที่ 2 : การกระจายอำนาจการถ่ายโอนภารกิจและยุทธศาสตร์ชาติ

2 พฤศจิกายน 2561

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

การถ่ายโอนภารกิจติดปัญหาขอบเขตพื้นที่งบประมาณและประชากร 

  ความตอนที่แล้วกล่าวถึงสมบัติของชาติในมุมมองว่าเป็นประโยชน์สาธารณะของชาติและของท้องถิ่น ล้วนเป็นเรื่อง “ประโยชน์มหาชน” ทั้งสิ้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นก็คือ “การจัดบริหารสาธารณะ” (Public Service) ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในการดำรงอยู่ของ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (อปท.) หรือที่เรียกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็คือ “ทบวงการเมือง” ที่เป็นองค์กรรัฐเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ต้องดำเนินการกิจกรรมโครงการต่าง ๆ ทั้งด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง แต่ใช่ว่าการดำเนินการต่าง ๆ จะลุล่วงฉลุย เพราะมีกรอบระเบียบกฎหมายกำหนดควบคุมไว้ต่างหาก เอาแค่เรื่องที่ดินหรือ “สถานที่ก่อสร้างโครงการฯต่างๆ” จะสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการจัดบริการสาธารณะในหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่อง (1) การทำกิจการร่วม ระหว่าง อปท. (2) การถ่ายโอนภารกิจ ที่ติดปัญหาขอบเขตพื้นที่ งบประมาณ และประชากร (3) การควบรวมยุบรวม อปท. (4) ปัญหาขอบเขต บทบาทพื้นที่ กฎหมายต้นทางที่ถูกตัดตอน ดักทาง โดยหน่วยบริหารราชการส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค อาทิเช่น โครงการ  งบประมาณ  พื้นที่  ประชากร ที่มีการซ้ำซ้อน  หรือ ความเชื่อมโยงในการดำเนินการได้ถูกตัดตอนถูกล็อกไว้ เป็นต้น

ปัญหาใหญ่ข้อพิพาทในที่ดินของรัฐ 3 ลักษณะ

ว่ากันด้วยสมบัติของชาติตาม “หลักกรรมสิทธิ์” (Ownerships) ที่แม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกันในกลุ่มประเทศสังคมประชาธิปไตยและกลุ่มประเทศสังคมนิยม แต่เชื่อว่าในกระแสโลกาภิวัตน์ในการจัดระเบียบโลกปัจจุบัน (Globalization : New World Orders) มีความหมายใกล้เคียงกัน ปัญหาหน่วยงานของรัฐที่ดูแลที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สำคัญแยกเป็น 2 ลักษณะ [2] คือ (1) ที่ดินสาธารณประโยชน์โดยกระทรวงมหาดไทย โดย กรมที่ดิน จังหวัด อำเภอ และ อปท. (2) ที่ดินใช้ประโยชน์ตามภารกิจ หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยกรมป่าไม้ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่วนอุทยานแห่งชาติ ส่วนอุทยานแห่งชาติทางทะเล กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กรมประชาสงเคราะห์) กระทรวงคมนาคม โดย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง (ที่ดินราชพัสดุ) เป็นผู้จัดหาประโยชน์ จัดทำทะเบียนที่ดินในครอบครองโดยหน่วยงานของรัฐเหล่านั้น

ปัญหากระทบกระทั่งหรือ “ข้อพิพาท” (Dispute) เกิดใน 3 ลักษณะ คือ (1) มีการละเมิดสิทธิ์ในที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชน ระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐ เช่น การสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินเอกชน เช่น ที่ดินข้างเคียง เอกชนปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของรัฐ เช่น ทางหลวง ทางน้ำ ชายฝั่ง ทะเล เกาะ ฯลฯ หน่วยงานรัฐก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินเอกชน และหน่วยงานของรัฐรุกล้ำที่ดินของหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น (2) การออกเอกสารสิทธิ์ส่วนบุคคลรุกล้ำ หรือทับซ้อนที่ดินของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐประกาศเขตที่ดินทับซ้อนที่ดินของเอกชน (3) อปท.ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของหน่วยงานรัฐอื่น เช่น สร้างถนน สร้างอาคาร ฯลฯ

โครงการ อปท.ต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ

ฉะนั้น เรื่องสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ดินที่ อปท.ใช้ทำโครงการฯ ต้องได้รับอนุญาตก่อนที่จะทำโครงการได้ [3]เช่น ศูนย์เด็กเล็ก ประปา ถนน สนามกีฬา ฝายทดน้ำ แต่โครงการฯ ที่ผ่านมาทำให้เงินงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจต้องส่งคืนคลังส่วนกลาง เนื่องจากดำเนินการตามโครงการไม่ได้ นี่รวมถึงบ่อกำจัดขยะมูลฝอยรวม (Clusters) ที่เป็นที่ดินสาธารณะ และ ที่ป่าไม้ ที่ สปก.ด้วย มีคดีปกครองเรื่องจริงที่ตลกเกิดขึ้นกรณีโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ไม่มีใบจัดสรรวงเงินงบประมาณเกือบสองล้าน แต่ อปท.ทำสัญญาก่อสร้างจนแล้วเสร็จ [4] เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความบกพร่องของระบบการกำกับดูแลท้องถิ่นที่บกพร่องได้เป็นอย่างดี

สาเหตุลึกมาจากการใช้งบประมาณโครงการพัฒนา ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น แบบล่ำซำถลุงเงิน แถมเรื่องอบายมุขอื่นพ่วงมากมาย เช่น ระบบการซื้อขายตำแหน่ง รวมระบบต่างตอบแทน (ไม่ซื้อขายตำแหน่ง แต่เป็นสมุนรับใช้ถอนทุนคืนฯ) ระบบผลประโยชน์ในโครงการพัฒนาคงมีอีกยาวสำหรับเมืองไทยในระบบกินรวบ และระบบกินแบ่งที่แบ่งเฉพาะครั้งแรก ๆ พอมีพวก พอกระษัย นอกนั้นกินรวบหมด  

การกระจายอำนาจเป็นการขายชาติหรือไม่

ในอดีตระบบการเลือกตั้งไม่ว่าระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นไม่ต่างกัน มีตัวตายตัวแทนเข้ามาแสวงหาประโยชน์และอำนาจ เพราะ “การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ” การออกระเบียบกฎหมาย คุ้มครองกลุ่มตนเองจึงมีมาทุกยุคสมัย  มีเรื่องเล่าว่าเมื่อกว่า 15 ปีที่แล้ว ณ สมาคมแห่งหนึ่งร่างกฎหมายฉบับหนึ่งเกิดมติลักหลับ และวาระซ่อนผลการประชุม เป็น “ร่าง พรบ. การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” หรือเรียกกันภายหลังแบบล้อเลียนว่า “กฎหมายขายชาติ” นี่ทำท่าจะมาสำเร็จเอาในตอนรัฐบาลนี้ก็ได้

นัยยะสำคัญของกฎหมายท้องถิ่นที่ว่ามีข้อสังเกตใน 3 ประการ คือ (1) เป็นการลิดรอนสิทธิประชาชนที่มีอยู่เดิม (2) มีการยกเว้นกฎหมาย เกี่ยวกับการคุ้มครองดูแล สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เอื้อให้สัมปทานนักลุงทุนสุดลิ่มทิ่มประตู (3) นายทุนอยู่เหนือกฎหมายถึง 33 ฉบับ [5]

จึงดูไม่แปลกที่โครงการใหญ่จำเป็นของ อปท. ที่ต้องทำร่วมกันมักล้มเหลว การแทงกั๊กในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ อปท.ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่มีบัญญัติไว้เช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 [6] มีข้อวิตกว่า หากการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นดังกล่าวสำเร็จ อปท.จะหมดในสิทธิ หรือสิทธิประชาชนเสื่อมถอย และประเทศชาติเป็นหนี้กันหรือไม่ อย่างไร

การประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy)

ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 65 บัญญัติว่า “รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” มีการตรา พรบ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 [7]และจัดทำ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ครอบคลุมแผนของสภาพัฒน์ที่เน้นทางเศรษฐกิจไว้ และล่าสุดวันที่ 13 ตุลาคม 2561 ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศเรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580” [8] ซึ่งจะผูกพันรัฐบาลในการจัดทำนโยบายและงบประมาณแผ่นดินบริหารประเทศต้องอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ 6 ด้าน คือ (1) ความมั่นคง (2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3) พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน (4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม (5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะทั้งสิงคโปร์ จีน เยอรมัน ต่างก็มี “ยุทธศาสตร์ชาติ” [9]ระยะยาวกันมาหลายปีแล้ว เท่ากับว่าต่อไปนี้ “การฉ้อฉลเชิงนโยบาย” (Policy Corruption) ได้ถูกปิดล็อกแล้ว ต่อไปฝ่ายบริหารประเทศจะชงเองกินเองดังเดิมไม่ได้ หากฝ่าฝืนก็มีสิทธิ์ติดคุกถึง 10 ปี [10]

การบริการสาธารณะเชิงบูรณาการที่สวนทางกับยุทธศาสตร์ชาติ

ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 การบริการสาธารณะไม่ได้มีเฉพาะ อปท.เท่านั้น เพราะมีแนวโน้มการทำงานแบบบูรณาการ (Integrated) โดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เข้ามาแทรกแซงการบริหารราชการท้องถิ่นมากขึ้น ในรูปการจัดทำแผนพัฒนา ในเรื่องกำหนดทิศทาง (ยุทธศาสตร์) กฎหมายอื่นๆ เช่น พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การสังคมสงเคราะห์ โรคติดต่อ การสาธารณูปโภค และงานสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งการเรียกใช้บุคลากรและเครื่องมือของ อปท. ในมุมมองนี้ถือเป็นเรื่องการปรับปรุงให้ดีขึ้น

ว่าไปตามรัฐธรรมนูญ ท้องถิ่นต้องถอยกลับไปทำโครงการที่ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นโดยผู้กำกับดูแล กฎหมายถอยเรื่องมาให้นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแลมากขึ้น ร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่นฯ และร่าง พรบ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายท้องถิ่นฯ คงไม่ต้องตราออกมาอีก เพราะในเมื่อ ร่าง พรบ.จัดตั้ง อปท.ฯ ก็ได้แก้ไขแล้ว จะตรากฎหมายใหม่ให้มันซ้ำซ้อนไปอีกทำไม เป็นเกมส์ตลกหลวงที่หลอกล่อมวลชนที่สวนทางกับยุทธศาสตร์ชาติโดยสิ้นเชิง

เสรีนิยมใหม่ลดทอนสิทธิเสรีชาวบ้านหรือไม่

ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องดี แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยในมุมตรงข้ามอาจมีประเด็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพการใช้บังคับประชาชนที่อาจแย่กว่าเดิม เพราะในขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมให้เกิดอภิสิทธิชนนายทุนเสรีมากขึ้น สิทธิชาวบ้านเจ้าของพื้นที่พื้นถิ่นถูกตัดตอนลงแย่กว่าระบบทุนสามานที่ผ่านมาก็ได้ ด้วยกระแสแนวทางของระบบทุนนิยมเสรี หรือที่เรียกใหม่ว่า “เสรีนิยมใหม่” (Neoliberalism) [11] ที่มาพร้อมกับการจัดระเบียบโลกใหม่โลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่รัฐเลิกการแทรกแซงตามแนวทางสังคมนิยม (ไม่ว่าจะทางดีหรือไม่ดี) โดยเฉพาะการเปิดเสรีการสัมปทานของระบบทุนนิยมที่กดทับภูมิปัญญาชาวบ้าน (Local Wisdom) [12] ที่ส่งเสริมเพียงรูปลักษณ์แค่ผิวเปลือกไม่จริงจัง เช่น การรักษามะเร็งด้วยพืชสมุนไพร กัญชา กฎ อย. ผ่านเฉพาะนายทุนเครื่องดื่มรายใหญ่ ส่วนน้ำมะตูม น้ำมะนาว น้ำกระเจี๊ยบ ของชาวบ้านไม่ผ่าน โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของชาวบ้านขัดแย้งกับกลุ่มนายทุนปุ๋ยเคมีอาหารสัตว์ ฯลฯ แนวทางพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือที่บัญญัติศัพท์เรียกว่า “ศาสตร์พระราชา” (Sufficiency Thinking) [13] ที่ทรงวางรากฐานไว้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” สอนให้ชาวบ้านทำเองได้ มีภูมิคุ้มกัน ดูจะสวนทางกับกระแสโลก เพราะชาวบ้านขายไม่ออก และสวนทางกับแนวทางข้อเสนอการปฏิรูปประเทศ เพราะความหลากหลายแตกต่างในพื้นที่ท้องถิ่น (Localism) ถูกตัดทอนหายจากชาวบ้านกลับไปตกแก่นายทุนที่ไม่ต้องออกแรง

การพัฒนาตำบลหมู่บ้านเต็มไปด้วยกลไกซ้ำซ้อน

นักวิชาการด้านท้องถิ่นกล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาตำบลหมู่บ้านเต็มไปด้วยกลไกซ้ำซ้อน [14]ยกตัวอย่างเช่น ชาวบ้านมีอาชีพมาประชุมประชาคมแผนพัฒนาท้องถิ่นหรือประชาคมอื่นใดคนหนึ่งมักสวมหมวกอาสาหลายใบ ชาวบ้านจึงเป็นเพียงพิธีการหรือเป็นกลไกที่ไว้จัดฉากว่า การใช้งบประมาณในแต่ละโครงการชอบแล้ว ผลประโยชน์ที่จะลงถึงมือชาวบ้านจริงมีเพียงใด เช่น ร้านค้าร่วม โอทอป (OTOP) ที่จัดตั้งขึ้นมาก็ถือโอกาสขายสินค้าโก่งราคาสูง ทำให้ไม่ยั่งยืน และไม่สนองตอบปัญหาชุมชนได้อย่างแท้จริง และความเหมาะสมคุ้มค่างบประมาณ ว่ากันว่าหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัติวิถี (กรมการพัฒนาชุมชน) ใช้งบประมาณเพื่อจัดทำป้ายชื่อหมู่บ้านด้วยงบประมาณถึง  4 แสนบาท ปัญหายาเสพติดยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะคนตกงาน เดี๋ยวนี้แม้จะมีท้องถิ่นเป็นหลักในพื้นที่ แต่ชาวบ้านเขาพัฒนาและป้องกันภัยไม่รอ อปท. ไม่ว่าการดับไฟ ตัดไม้ ถางป่า ทำความสะอาดทาง ร่องเหมือง วางท่อส่งน้ำ รักษาเวรยาม ฯลฯ แม้แต่เกิดภัยแล้ง หรือน้ำท่วม ชาวบ้านก็ต้องช่วยกันเอง เพราะมีขั้นตอนเยอะ ระเบียบมาก เงินช่วยเหลือเยียวยาก็มาล่าช้า นอกจากนี้บุคลากรคนใน อปท.ถูกดึงไปใช้งานราชการอำเภอจน อปท.ขาดระบบบริหาร  

          มีแถมต่อตอนจบอีกนิด

[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 66 ฉบับที่ 8 วันศุกร์ที่ 2  -  วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561, เจาะประเด็นร้อน อปท.หน้า 66 

[2]ตาม ปพพ.มาตรา 1304บัญญัติว่า “สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์”    

[3]ดูหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0310.1/ว 0003 ลงวันที่ 3 มกราคม 2561  เรื่อง ซักซ้อมแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ในอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานเกี่ยวข้องกับที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และหนังสือกรมที่ดินที่ มท 0511.3/ว 29466 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2558  เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจการดำเนินโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล

[4]กรณี หจก.วรเจตน์ ฟ้อง อบต.คลองกระจัง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ. 697/2557 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1269/2560 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560

ให้จ่ายค่าจ้างทำงานโครงการจ้างเหมาปรับปรุงซ่อมแซมถนนลูกรังภายในหมู่บ้าน ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ งบประมาณ 1,997,000 บาท 

[5]ไอลอว์-ภาคี ชวนคนไทยเข้าชื่อ เสนอร่างพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่งคสช.33 ฉบับ, 12 มกราคม 2561, https://www.isranews.org/isranews-news/62669-ilaw.html     

[6]การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 46 “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟู จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

[7]พรบ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอน 79 ก วันที่  31 กรกฎาคม 2560, https://www.ldd.go.th/www/files/81731.pdf    

[8]ประกาศเรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580), 13 ตุลาคม 2561, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/082/T_0001.PDF      

[9]ดู ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คืออะไร? เข้าใจกันแบบย่อๆ, iLaw.or.th, 19 กรกฎาคม 2560 , https://ilaw.or.th/node/4570& ยุทธศาสตร์ชาติ' ฉบับชาวบ้าน, เปลวสีเงิน, 15 ตุลาคม 2561, https://www.thaipost.net/main/category/2

[10]รัฐบาลหน้า ถ้าไม่ทำตามประยุทธ์ อาจโดนคุก 10 ปี, YouTube, 22 ตุลาคม 2561, https://www.youtube.com/watch?v=f34n2Cqu7OE    

[11]รุ้งตะวัน อ่วมอินทร์, มองเสรีนิยมใหม่ในมุมมองมานุษยวิทยา, จดหมายข่าว ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) ปีที่ 17 ฉบับที่ 84 เดือนมกราคม-มีนาคม 2558, http://www.sac.or.th/th/wp-content/uploads/2016/05/17-84-2558.pdf

เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ในอังกฤษ ช่วงปี ค.ศ.1970 โดยรัฐบาลของนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เป็นผู้นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยเริ่มจากการทำลายรัฐสวัสดิการ การทำลายสหภาพแรงงานและแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้อยู่ภายใต้กลไกตลาด รวมไปถึงการตัดงบประมาณในส่วนของสาธารณสุขและการศึกษา การลดภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี

“Capitalism never solves its crisis problems; it moves them around geographically”

ระบบทุนนิยมไม่เคยเลยที่จะแก้ปัญหาวิกฤติใดๆ ได้ มีเพียงแต่การเคลื่อนย้ายปัญหาให้ออกไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ต่อไปเท่านั้นเอง

เดวิด ฮาร์วี่ (David Harvey)นักภูมิศาสตร์และนักทฤษฎีสังคมชาวอังกฤษ

& ทุนนิยมเสรี : แนวคิดกับความจริง, OK Nation, 25 พฤษภาคม 2553, http://oknation.nationtv.tv/blog/SouthernFamilyActivists/2010/05/25/entry-6 

& ดูจดหมายเปิดผนึก จาก อลงกรณ์ พลบุตร ถึงคุณธนินท์ ซีพี, 2 พฤศจิกายน 2561 

[12]“ภูมิปัญญาท้องถิ่น” (Local Wisdom) หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (Indigenous Knowledge)  คือ ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตของคนเราที่ผ่านกระบวนการศึกษา สังเกต คิดวิเคราะห์ จนเกิดปัญญาและตกผลึกมาเป็นองค์ความรู้ที่ประกอบขึ้นมาจากความรู้เฉพาะเรื่อง ไม่ได้แยกย่อยออกมาให้เห็นเป็นศาสตร์เฉพาะสาขาวิชาต่าง ๆ จึงจัดเป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ใหม่ ที่จะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การจัดการ และการปรับตัวในการดำเนินชีวิต (กรมวิชาการ. 2538)

[13]Sufficiency Thinking : Thailand s gift to an unsustainable world, edited by Dr.Gayle C. Avery and Harald Bergsteiner, มูลนิธิมั่นพัฒนา (Thailand Sustainable Development Foundation), May 25, 2016, http://www.tsdf.or.th/th/seminar-event/10502/sufficiency-thinking-thailands-gift-to-an-unsusta     

[14]ดู โกวิทย์ พวงงาม, การพัฒนาตำบลหมู่บ้านเต็มไปด้วยกลไกซ้ำซ้อน, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 66 ฉบับที่ 6 วันศุกร์ที่ 19  -  วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม2561, คอลัมน์ประชาคมท้องถิ่น, หน้า 65