โสภณ เปียสนิท
นาย โสภณ เปียสนิท ตึ๋ง เปียสนิท

ปลายทางที่สถานีหัวหิน


โสภณ เปียสนิท

........................................................

        หัวรุ่งก่อนตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า หมอกขมุกขมัวคลุมทั่วเมืองหัวหิน “เฮ้ย นั่นใครนอนข้างทางรถไฟ” ชายหนุ่มสองคนนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ข้ามทางรถไฟก่อนถึงสถานีหัวหินหากวิ่งมาจากกรุงเทพฯ เขาร้องบอกเสียงดังลั่นเกินปกติเพราะความตกใจที่เห็นภาพผิดปกติ เพื่อนผู้นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์มองตาม “เออ คนนี่หว่า คนจริงๆ ด้วย” ร่างของใครบางคนนอนตะคุ่มๆ ห่างจากรางรถไฟออกมาราวหนึ่งวา “เมาหนักละซิท่า หมอนี่” คนขับรถขับเลยทางรถไฟนิดหน่อยแล้วจอดรถไว้ ก่อนชวนเพื่อน “ไปดูเขาหน่อย เผื่อจะช่วยเขาได้บ้าง” เขาพูดจากสำนึกดีงามโดยไม่ได้เตรียมการณ์ไว้ก่อน คนนั่งซ้อนท้ายไม่ได้กล่าวคำใด แต่ยกขาวาดกลับข้ามเบาะนั่งก้าวตามเพื่อนกลับไปที่ร่างตะคุ่มนั้น

            “เฮ้ย! มันไม่มีหัว” คนขับรถมอเตอร์ไซด์เดินไปถึงก่อนอุทานลั่นตกใจแทบสิ้นสติ คนเดินตามหลังหยุดยืนนิ่งเหมือนหุ่นยนตร์ตาโตเท่าไข่ห่าน เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ เวลาผ่านไปไม่นาน แต่ภาพฝันร้ายเหมือนคงอยู่ชั่วกัปกัลป์ คนหน้าตั้งสติได้ ค่อยขยับเข้าใกล้เพื่อดูให้ชัดว่าเป็นร่างของคนตายหัวขาดจริง ไม่ใช่ภาพที่เกิดจากวิญญาณของปีศาจร้ายหลอกหลอน กลิ่นอายของความตายสยดสยองน่าสะพรึงกลัว คาวเลือดคละคลุ้ง เศษซากชิ้นส่วนเล็กๆ กระจัดกระจาย สายตาของเขามองหาบางอย่างที่ขาดหายไป มองข้ามเลยรางรถไฟไปอีกฟาก เงาดำเป็นก้อนกองนิ่งอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ ขาของเขาพาร่างก้าวเข้าใกล้เหมือนไม่ได้ตั้งใจ ตามองไปที่ก้อนดำๆนั้นไม่กระพริบ ยิ่งใกล้ยิ่งเห็นรายละเอียดของซากอสุภะชัดเจนยิ่งขึ้น คนซ้อนท้ายที่เดินตามมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ขาของเขาตายเหมือนติดตรึงอยู่กับไม้หมอนรถไฟจนยกไม่ขึ้น จนคนแรกหันกลับมาเห็น “แจ้งตำรวจเลยดีกว่า” คำพูดของคนแรกเรียกสติคนขาตายคืนมา “เออจริง ไปกันเลย” “ไปไหน” คนแรกถามงงๆ “ไปสถานีตำรวจซิ” “เฮ้ย สติๆ โทรเลย ไม่ต้องไป” “เออ จริง” เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรมากไปกว่านี้

                                                ..............................................................................

           

             เขานั่งบนม้านั่งพักผู้โดยสารใต้ร่มเฟื่องฟ้าห่างออกมาจากอาคารสถานีรถไฟเก่าแก่เกินร้อยปีของเมืองหัวหิน มองรางรถไฟว่างเปล่า และเศษพลาสติก ถุงขนมหลายชิ้นเคลื่อนพลิกไปมาตามแรงลม หลายครั้งที่เขาหันมองผ่านพลับพลาที่ประทับสีเด่นแดง มองเลยไปยังอาคารสถานีที่ผู้คนพลุกพล่านอยู่เป็นระยะ เสียงเอะอะโหวกเหวกโวยวายเรียกหากันดังมาเป็นครั้งคราว รถไฟขึ้นและล่องหลายขบวนแวะจอดรับส่งผู้โดยสาร ก่อให้เกิดความวุ่นวายอยู่ชั่วขณะ เสียงร้อยขายอาหารเครื่องดื่ม ขายของฝากของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ดังมาจากต้นขบวนถึงปลายขบวน เสียงร้องเรียกขานญาติมิตรและคนอันเป็นที่รัก เสียงการสั่งลาและการนัดหมายบ้างอย่างในวันข้างหน้า ไม่นานก็สงบลง สถานีรถไฟกลับมาอยู่ในความเงียบงัน เหมือนกำลังรอคอยความคึกคักที่กำลังจะมาถึงคราวต่อไปอย่างเคยชิน

            ชายหนุ่มวัยไม่น่าจะเกิน 25 ปี สีหน้านิ่งงันเฉยเมยไม่ยินดียินร้ายต่อความว่างเปล่าเดียวดายรอบกาย หรือความอึกทึกช่วงรถไฟจอดรับส่งผู้โดยสาร ไม่สนใจแม้ผู้ผ่านทางจะเดินผ่านหรือนั่งบนม้านั่งใกล้ๆ ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับความทรงจำเก่าๆ ของตนเอง ถึงคนรอบกายตั้งแต่ชีวิตวัยเยาว์ จนถึงปัจจุบัน

            เขาเคยมาวิ่งเล่นบริเวณสถานีรถไฟแห่งนี้ด้วยความเคยชิน สมัยความรักของพ่อกับแม่ยังหวานฉ่ำ พ่อคริสต์ ชาวสวิส กับแม่อังคณา ชาวร้อยเอ็ด ตามที่เขารู้ โชคชะตาพาแม่เดินทางออกจากบ้านมาหางานทำที่หัวหินตั้งแต่ยังสาว พ่อคริสต์นักท่องเทียววัยกลางคนพบแม่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองหัวหิน ตอนนั้นแม่ทำงานเป็นพนักงานในร้าน แม่เป็นคนขยันทำงานทุกอย่าง จัดร้าน ทำความสะอาดภาชนะ บริการลูกค้า ซื้อของเครื่องใช้ภายในร้านตามแต่เจ้านายจะสั่ง เป็นแม่ครัวยามที่แม่ครัวมือหนึ่งลางานหรือ ในยามที่งานครัวล้นมือ พ่อคริสต์มากินอาหารที่ร้านบ่อยๆ จึงได้รู้จักทักทายกัน เริ่มจากรอยยิ้ม พูดคุยกันผ่านล่าม ภาษากาย และภาษาอังกฤษในระยะหลังๆ ต่อมา ภาษาอังกฤษของแม่พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะความสนใจใคร่รู้ของแม่ หรือความรักเป็นแรงผลักดันอยู่ข้างหลังก็เป็นได้ พ่อคริสต์มาเมืองไทยหลายครั้งจนความรักสุกงอม จึงขอแม่แต่งงานโดยเดินทางไปเข้าพิธีแต่งงานที่เมืองร้อยเอ็ดบ้านแม่ ถือว่าเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้านชายขอบแถวนั้น จนร่ำลือไปทั้งจังหวัด สร้างความภาคภูมิใจให้กับญาติพี่น้องของแม่

            หลังจากแม่มีน้องสาวแล้วพ่อไม่ค่อยมาเมืองไทย นานๆ จึงจะได้พบกับพ่อ น้องสาวอายุราว 8 ขวบเขาไม่ได้พบพ่ออีกเลย อยู่กับแม่และน้อง ชีวิตก็ก้าวเดินผ่านกาลเวลามาได้อย่างดี เขาเคยถามแม่ว่า “ทำไมพ่อไม่มาหาผมบ้างครับแม่” แม่นิ่งเงียบไม่ตอบเรื่องนี้อีกเลย มีเพียงบ้างครั้งบางครา ที่แม่ฟังคำถามแล้ว เหลือบมองภาพพ่อข้างฝาเรือนนิ่งๆ แต่ยังไม่มีคำตอบใดๆ ออกจากปากของแม่ให้ได้ยิน ก่อนเข้าเรียนระดับปริญญาตรีไม่นาน แม่ของเขาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและตายจากไปอีกคน ทิ้งสมบัติไว้ให้เขาและน้องสาวพอใช้จ่ายอย่างประหยัด เป็นค่ากิน ค่าเล่าเรียนไปได้จนกว่าจะจบปริญญาตรี

            หลายปีต่อมา เมื่อเขาจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จึงเดินทางกลับมาหัวหิน พร้อมกับภรรยาที่รักกันตั้งแต่เรียนปีที่สองของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น แต่ทั้งสองไม่ได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ เพียงแค่จัดทำบุญที่บ้านเจ้าสาวให้พ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวรับรู้รับทราบ และจดทะเบียนกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ด้วยความรัก สองคนพร้อมใจกันซื้อดาวน์บ้านหลังหนึ่งไว้ที่หัวหิน แล้วทั้งสองคนช่วยกันค่อยๆ ผ่อนเป็นรายเดือนไปภรรยาทำงานกรุงเทพฯ ส่วนเขาเข้าทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง สองปีกว่าต่อมาโครงการสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย เขาเข้าอยู่อาศัยบ้านหลังนี้อย่างเป็นทางการ ภรรยาเดินทางกลับมาพักในคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์ เย็นวันอาทิตย์จึงเดินทางกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยมีแผนว่า จะมาอยู่ร่วมกันเมื่อหางานทำที่หัวหินได้แล้ว

            เขาคิดถึงภรรยาสุดที่รักของเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ตอนงานรับน้องใหม่ของสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล หนิงสาวสวยขาวหมวยน่ารัก ในสายตาของเขาแล้วไม่มีใครน่ารักเกินกว่าเธอ “น้องหนิง” พ่อของเธอเป็นพลเอกแห่งกองทัพบก แม่ออกจากงานมาทำหน้าที่แม่บ้านและรับส่งลูกสาวคนเดียวให้เล่าเรียนเล่นกีฬาปิงปองที่เธอรัก เรียกว่าประคบประหงมเหมือนไข่ในหิน ยุงไม่ให้ไต่ไรมิให้ตอมเลยทีเดียว

            ด้วยความรักของทั้งสองคน ทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคขวากหนามจากพ่อที่หวงลูกสาวจนถึงขนาดให้ลูกหัดดื่มเหล้ากับพ่อ เพื่อมิให้ใครมามอมเมาลูกสาวตัวเองได้ แม่ผู้คอยเฝ้าลูกดุจเงาตามตัว ปีสามปีสี่ที่เล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น เขาทำให้พ่อแม่ของเธอมั่นใจว่า เขาจะไม่ทิ้งขว้างลูกสาวคนนี้แน่ ท่านทั้งสองจึงตัดสินใจให้แต่งงานกันแบบที่สองคนตั้งใจ พร้อมกับคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่า “เขาจะต้องไม่ทิ้งน้องหนิงจะรักน้องหนิง” ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เขารับคำว่าจะรักษาสัญญาไว้ด้วยชีวิต

            ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับเรื่องระหว่างเขากับน้องหนิง จากเพื่อนเรียนกลายมาเป็นเพื่อนสนิท จากเพื่อนสนิทกลายมาเป็นเพื่อนรัก จากเพื่อนรักกลายมาเป็นภรรยาสุดที่รัก มิใช่ความรักแบบธรรมดา เป็นความรักที่มีพันธะสัญญาว่าจะรักกันจนวันตายจากกัน ร่างของเขายังคงนั่งนิ่งมองไปที่รางรถไฟเหม่อลอยไร้จุดมุ่งหมายใด ความคิดของเขายังคงทำงานอย่างหนัก หนักเกินกว่าใครจะเข้าใจได้ เขาคิดถึงน้องที่กำลังเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งของเมืองหัวหิน  เขาคิดถึงพ่อที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลยนานกว่าสิบปี เขาคิดถึงแม่ที่ตายจากไป คิดถึงน้องสาวว่าจะอยู่อย่างไร หากไม่มีเขาอยู่เป็นเพื่อน เพราะในหัวหินมีเขากับน้องเท่านั้นที่เป็นญาติ

                                     ..............................................................

            ณ หมู่บ้านแสนสุข คืนก่อนเหตุการณ์พบศพชายหนุ่มถูกรถไฟทับคอขาดกระเด็นนั้น เพื่อนบ้านใกล้เคียงเห็นรถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่งซึ่งไม่คุ้นเคยมาจอดภายในบ้าน ยามหัวค่ำเพื่อนบ้านได้ยินเสียงคนทะเลาะวิวาทกันเสียงดังเล็ดลอดออกมา แต่ชาวบ้านจับใจความได้บ้างไม่ได้บ้าง ต้องอาศัยการปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองแบบภาพจิ๊กซอ ตามความสามารถของแต่ละคน บางคนสรุปเรื่องให้เพื่อนบ้านฟังว่า

            “ไอ้หนึ่ง มันรู้จักยัยคนนี้ทางเฟสบุ๊คไม่นาน แล้วไปมีอะไรกัน จนในที่สุดไอ้หนึ่งมันป่วยร่างกายอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ จึงไปหาหมอ แล้วพบว่า ตัวเองเป็นโรคเอดส์ จึงไม่กล้ามีอะไรกับเมียมัน เมียมันก็สงสัยว่ามันต้องมีอะไรแน่ที่ทำให้มันผิดปกติไปอย่างนี้ พยายามบีบคั้นสอบถามเอาความจริงจากปากสามีให้ได้ เมื่อคืนยังได้ยินมันเถียงกันเรื่องนี้ “เอ็งเป็นโรคเอดส์ทำไมไม่บอกข้า” อะไรทำนองนี้อยู่เลย” เพื่อนบ้านอีกคนสอบถาม “แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่าไอ้หนึ่งเป็นเอดส์” “ข้าถามน้องสาวมันวันก่อน ไอ้หนึ่งมันรักน้องสาวมาก มันไม่ปกปิดกันหรอก” “แหม แค่เป็นโรคแค่นี้ไม่น่าจะฆ่าตัวตายนะ” ใครคนหนึ่งรำพึงเบาๆ “ยังมีอีก นอกจากเรื่องที่มันทะเลาะกับน้อง เพราะไปติดต่อกับสาวเฟสบุ๊ค น้องมันรู้ขู่ว่าจะไปบอกเมียมัน และยังมีเรื่องที่มันใช้เงินไปรักษาตัวจนหมด ไม่มีเงินผ่อนบ้านผ่อนรถ” “ก็แค่นี้เอง” อีกคนพูดเหมือนไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไร “ว่าไปแล้ว เท่าที่รู้มามีข่าวว่า เจ้านายที่ทำงานเริ่มระแคะระคายที่มันขาดงานบ่อยๆ ใช้สิทธิลากิจลาป่วยจนหมด แถมยังขาดงานโดยไม่มีสาเหตุอีกหลายครั้ง จึงมีการว่ากล่าวตักเตือนกันไปสองสามครั้งแล้วเช่นกัน”

            รถไฟชีวิตขบวนหนึ่ง ออกจากสถานีหัวหินวิ่งไปตามเส้นทางของตน วิ่งข้ามประเทศไปถึงประเทศสวิสเซอร์แลนด์ วกกลับมาถึงกรุงเทพฯ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง วิ่งย้อนกลับเส้นทางเดิมสู่บ้านเกิดเมืองนอนตามเดิม ด้วยอัตราความเร็วไม่คงที่ บางแห่งชะลอลง บางแห่งใช้ความเร็วสูงมองแทบไม่ทันว่าผ่านมาแล้วหรือยัง ในที่สุด รถไฟขบวนนั้นวิ่งกลับมาสู่สถานีต้นทาง วิ่งวกวนไปมาอยู่อีกระยะหนึ่ง และจอดนิ่งสนิททับไม้หมอนบนรางรถไฟเก่าแก่นั้น โดยไม่มีวันที่จะกลับมาโลดแล่นไปไหนอีกแล้ว เพราะนี่คือรถไฟชีวิต

หมายเลขบันทึก: 656937เขียนเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2018 09:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2018 09:43 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (3)

เรียน อาจารย์ สังคมไทย เลือกที่จะปรับตัวรับกระแสทุนนิยมอย่างบ้าคลั่ง และก็มาถึงจุดที่ สถิติการฆ่าตัวตาย ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล ถ้าพิจารณาเรื่องราวของแต่ละกรณี ดูเหมือนว่า มีคำถาม…คนไทยมีสิ่งใดเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจหรือไม่? ก่อนคิดสั้น ในขณะที่ผู้บริหารประเทศก็ไม่แสดงความใส่ใจในเรื่องนี้ ยังคงเดินหน้าต่อๆไป… เรื่องราวที่อาจารย์นำเสนอนั้น นับว่ามีคุณค่าเชิงสังคมในปัจจุบันยิ่งนัก เป็นหลักฐานและข้อมูล ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนัก เพียงแต่จะเป็นเพียงความรู้สึกสะเทือนใจร่วม หรือต่อยอดถึงการกระทำที่จะช่วยโอบอุ้มสังคมไทยให้แข็งแรงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง…

ขอแสดงความนับถือคุณลิขิต

ลิขิตขอบคุณครับ จริงดั่งว่า สังคมเราซับซ้อนมากขึ้นเทคโนโลยีเจริญขึ้นคนเราคุณภาพชีวิตแย่ลงต้องเลือกทางเดินมากขึ้น

โลกนี้คือ ละคร.. บทบาท บางตอน.. ยอกย้อน ยับเยิน…

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี