ตอนที่ 2 เรามาทำอะไรที่นี่....คาวาอีเจี้ยน

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ตอนที่ 2 เรา (ตรู) มาทำอะไรที่นี่…คาวาอีเจี้ยน

ต่อจากตอนที่แล้ว เล่าไปว่า วิลลี่มามอนิ่งเคาะตอน 5 ทุ่มครึ่ง เพราะเวลานัดคือเที่ยงคืนนั้น พวกเราก็เตรียมตัวกันพร้อมสรรพ ซึ่งก็ค่อนข้างจะเร่งรัดมากเพราะ กว่าจะกินอาหาร และเริ่มนอนกันก็ราวๆ 3 ทุ่มละ เป้าหมายคือ ตื่น 5 ทุ่ม และก็ได้ตามนั้นจริงๆ คุณวิลลี่มาตามเวลานัด พวกเราก็พร้อมตามนัด คราวนี้อุปกรณ์เพียบ ทั้งหน้ากากกันแก๊สพิษ (ซื้อมาจากลาซาด้าอันละ 650 บาท) ไฟฉายติดหัว ซื้อจากโฮมโปร ไม้ trekking pole เสื้อกันหนาว หมวก ถุงมือ ที่ลืมไม่ได้คือ เสบียงกันหิวและน้ำ

ขึ้นรถได้ก็หลับไปอีกรอบ ไม่สนวิวข้างทางเพราะมืดอยู่ ไม่สนถนนหนทางเพราะมั่นใจฝีมือคนขับคือคุณวิลลี่ ตี 1:45 ถึงที่หมายคุณวิลลี่พา local guide มาแนะนำ เค้าชื่อว่า แฮร์รี่ ก่อนเดินขึ้น แฮร์รี่พาพวกเราไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เค้าบอกให้เรารออยู่หน้าประตูทางขึ้น แล้วไปซื้อตั๋วให้พวกเรา เมื่อพร้อมแล้วก็เริ่มเดินประมาณตี 2 พวกเราจกไฟฉายออกมาติดที่หัว แล้วก็เอา trekking pole ออกมายืด

เห็นทางเดินแล้วอึ้งกิมกี่ เพราะว่าชันมาก ภาษาบ้านเราเรียกว่า จิ๊งโคตรๆ (จิ๊ง แปลว่า ชันมาก) ความชันตั้งแต่ 45 องศาอัพ คือนักท่องเที่ยวเดินกันเป็นฝูง และมีฝุ่นตลบเพราะว่าเดินกัน ตอนนั้น mask ไม่มีเพราะคิดว่าเอาหน้ากากแบบเต็มสตีมมาแล้ว คงไม่จำเป็น พลาดอีกรอบ ที่จริงต้องใช้นะ พอเริ่มเดินเหนื่อยๆ ก็เริ่มร้อน เสื้อผ้าที่ใส่มาเต็มสตีมเริ่มหนัก ร้อน เหงื่อออก ซันเป็นคนแรกที่หยุดถอดเสื้อด้านในออก เราก็อยากถอด แต่ทำไม่ได้ ต้องทนร้อนต่อไป แต่ว่า พอหยุดพัก หยุดเดิน ความหนาวก็มาเยือน พอเริ่มเดินใหม่ ก็ร้อนอีก

เราซึ่งเป็นหญิงคนเดียวก็พยายามเดินให้ทันพวก แต่ยังไงก็ไม่ทัน รั้งท้ายตลอด เหนื่อยมั่กๆ พวกเริ่มมาช่วยเอากระเป๋าเป้ไปแบกให้ คงเห็นสภาพแล้วไม่รอดแน่ แถมยังยก trekking pole ให้ใช้เป็นคู่ จะได้ทุ่นแรง นี่ก็พยายามเดินไปประมาณ 1 ใน 3 (เค้าบอกว่าเดินระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร) เริ่มหอบแฮ่กๆ แฮร์รี่บอกพวกว่า ถ้าเราไปให้เร็วหน่อย ถ้าไม่ทันตี 4 อาจจะมองไม่เห็น blue fire

ความรู้สึกตอนนั้นคือ นั่งพักหอบหายใจเหนื่อย เอาไม้เท้าค้ำจุนร่างกายไว้ นั่งหมดสภาพอยู่เนินดินข้างทาง ซันถ่ายรูปแม่ตอนหมดสภาพไว้ แต่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ คือ น่าสงสารมาก รู้สึกเหมือนเป็นผู้แพ้ ฉันแพ้แล้ว ยังไงยังงั้น

สุดท้ายเราตัดสินใจใช้บริการ taxi แฮร์ไปหาให้ แล้วก็กลับมาบอกว่า ถ้าจ้างแค่ขาขึ้น ราคา 750.000 idr แต่ถ้า จ้างขาลงด้วย คือ round trip จะได้ราคา 900.000 idr โดย taxi ที่ว่าคือเป็นรถเข็นล้อลาก ยังดีที่มีเบาะให้ด้วย ราตกลงที่ราคาไปกลับ 900.000 idr (เกือบ 2 พันบาทไทย) แฮร์รี่เขาก็ไปเรียก taxi ให้ คือเราว่า แฮร์รี่อ่านขาดตั้งแต่ต้นว่า ยัยนี่ไม่ไหวแน่นอน เพราะเราเห็นตอนที่เดินผ่านประตูทางเข้า เหมือนมีคนยืนรออยู่ 3 คน พอกลุ่มเราที่มีแฮร์รี่เดินผ่าน พวกเขาก็ start การเดินตามมา น่าจะเป็นชุดเดียวกันกับ taxi ของเรา 2 คนลากเราด้านหน้า อีก 1 คนเข็นอยู่ด้านหลัง

มุมมองของเรา ณ ตอนนั้น สองคนนี่ ลากเราอยู่ด้านหน้า เค้ามีผ้าพันเชือกไว้อีกที ออกแรงดึงรถที่เรานั่ง คือ เค้าใช้แรงดึงเราเยอะมาก ทางขึ้นชันมากบางจุดชันมากกว่า 45 องศาเลยนะ แถมมีโค้งหักศอกอีกด้วย มีลื่นด้วย ฝุ่นก็ตลบอบอวล คือพลาดมากกก ต้องจกถุงมือขึ้นมาปิดจมูก ความรู้สึกตอนนั้นคือ งงๆ แบบว่า นี่ตรูมาทำอะไรที่นี่ พวกก็หายไปไหนหมด นี่ก็ใครก็ไม่รู้มาลากรถ พาเราขึ้นไปข้างบน เมื่อไหร่จะถึงซักที

สุดท้าย taxi ก็พาเราขึ้นไปจนถึงจุดจอด และเราก็พลาดอีกรอบ คิดว่า จุดจอดจะอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่จ้า ถึงจุดจอดแล้ว แฮร์รี่ก็มารับเดินไปหาพวกที่รออยู่ แล้วแฮร์รี่ก็ให้เอาหน้ากากขึ้นมา ใส่ หน้ากาก แว่นตา และไฟติดหัว ไม้ พร้อม ขณะกำลังแต่งกายกันอยู่ แฮร์รี่ก็หันมาถามว่า จ่ายตังค์แล้วใช่ป่าว เราบอกป่าว อ้าว แฮร์รี่ท่าทางตกใจ ก็เราไม่รู้นี่นาว่าต้องจ่ายก่อน ตอนขี่ม้ายังจ่ายทีหลังเลย แฮร์รี่บอกมะเป็นไร เอาตังค์มาให้เค้าก็ได้ เดี๋ยวเค้าจะไปจ่ายให้ เราก็เลยจกตังค์ให้แฮร์รี่ไปจัดการ แป้ปเดียวเค้าก็กลับมาเริ่มเดินไต่เขาท่ามกลางความมืด ได้ไฟฉายของแฮร์รี่ช่วย ค่อยๆ ไต่ลงไปเรื่อยๆ ทางเป็นช่องๆ ลงลัดเลาะไป ต่ำลงไปเรื่อยๆ

การพยายามเดินในความมืด และเส้นทางแบบนี้ ไม่มีกะใจจะจกกล้องออกมาถ่ายรูป คิดแต่ว่า นี่ต้องเดินไปถึงไหนฟระ ยังไม่ถึงอีกเหรอ แถมยังต้องคอยหลบคนงานเหมืองที่หาบกระบุง 2 ข้างไปด้วย แฮร์รี่บอกว่า เค้าหาบก้อนกำมะถันขึ้นไปขาย หนักข้างละ 75-90 กิโลกรัมเลยนะ โอ้แม่จ้าว

เดินจนถึงจุดที่แฮร์รี่บอกว่า พอละ อยู่ตรงนี้แหละ แล้วชี้ให้ดู blue fire เราใช้ iphone ถ่ายรูปในระยะนั้น ได้มาเหมือนไฟเตาแก๊ส

เค้าบอกว่าจะมีประมาณ 3 จุดที่เห็น blue fire แฮร์รี่ช่วยเอา iphone ไปถ่าย blue fire ในระยะใกล้มาให้ เค้าบอกว่าห่างระยะแค่ 1 เมตร เท่านั้น อันนี้เป็นภาพที่แฮร์รี่ถ่ายมาให้

ภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว และยังแถมวีดีโอมาอีกไฟล์นึงด้วย
ยืนอยู่นานเหมือนกัน ฟ้าเริ่มสว่างๆ เราเริ่มเห็นหน้ากันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมืดอยู่ เวลาเท่าใด กี่โมงกี่ยาม ไม่อาจรู้ได้

เริ่มเห็นทะเลสาบสี Turquoise มันอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง เพราะตะกี้อยู่ในความมืดก็เลยไม่รู้ สวยจนบรรยายไม่ถูก บางจุดเห็นคนงานเหมืองกำลังจัดการกับก้อนกำมะถัน โดยมีเหล่านักท่องเที่ยวรุมมองอยู่

ฟ้าเริ่มสว่างมาทีละนิดๆ

นี่แต่งตัวกันเต็มยศมาก ตอนแรกเราจะสั่งหน้ากากอันละร้อยกว่าบาท ซันมาท้วงว่า โหยแม่ ความปลอดภัยเชียวนะ แม่ลงทุนหน่อยเถอะ ถ้าเราไปเป็นอะไรที่นั่น ไม่คุ้มหรอก งี้ แต่ๆๆๆ นางเป็นคนแรกที่ถอดหน้ากากกันแก๊สพิษเลย พร้อมกับบอกว่า ไม่เห็นได้กลิ่นอะไร เอิ่มมมมจ้า

ถ่ายรูปกันอยู่ตรงนั้น ยืนดื่มด่ำความงดงามของทะเลสาบนั่น สีนี้ไม่เคยเห็น สวย ไม่มีคำใดบรรยายได้

แบบว่า นี่เรามาถึงได้ด้วยจริงเหรอ มายืนมองด้วยตาตัวเองเนี่ยนะ อ่อนๆ แบบเราก็มาได้ด้วย

นั่นไง ถอดหน้ากาก

ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ยังคงถ่ายรูปต่อไป มายากนักใช่ไหม ถ่ายเยอะๆ กลับมาแล้วยังแอบคิดว่า น่าจะเดินลงไปใกล้ๆ เหมือนพวกนั้น ขอไปดมกลิ่นน้ำหน่อย ว่ากลิ่นเป็นยังไง ไม่ทันละ

หันมาอีกฝั่ง ก็เป็นวิวนี่

วิวเดิมดีกว่า แดดเริ่มมา พระอาทิตย์ขึ้น เห็นแต่แสง มองไม่เห็นพระอาทิตย์

นักท่องเที่ยวบางคนเพิ่งมาถึง คือบางพวกก็มาดู blue fire อย่างเดียว ดูเสร็จแล้วก็กลับ บางพวกก็มาดูทะเลสาบ แต่พวกเรา เหมาหมด

อย่างคนนี้ เค้าเพนท์หน้ามาด้วย สงสัยรับเทศกาลฮาโลวีน

สักพักแฮร์รี่ก็นำพวกเราไต่กลับขึ้นไป หันกลับไปมองทางที่เราลงมา โอ้ นี่เราลงมาได้จะใดนิ

เดินไต่กลับขึ้นไป ลำบากพอๆ กับตอนลงมา ดีหน่อยที่มันสว่างละ เห็นโดยรอบก็ดีกว่าไม่เห็น ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูป ซันบอกว่า แม่ต้องถ่ายรูปให้เห็นความลำบากของเราหนาแม่ มากันได้ยังไงเนี่ย

คนนี้เป็นคนงานเหมืองกำมะถัน เค้าทำตุ๊กตาตัวเล็กๆ เป็นรูปต่างๆ วางขาย แต่ไม่เห็นมีใครซื้อ เพราะถึงซื้อเราก็ไม่สามารถเอาออกนอกประเทศได้

ยังคงปีนป่ายกันขึ้นมา บ่าถึงซักที

เร็วๆ สิแม่ มีหันมาเรียกด้วย

หันไปมองวิวด้านหลังเป็นระยะๆ

ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ

บ้างก็ถ่ายรูปแหลก

แฮร์รี่ คอยดูแลพวกเราตลอดเวลา เรียก ซัน ซัน ติดปาก

เจอคนงานเหมือนกำมะถันเป็นระยะ เค้ากำลังหยุดพัก

ในที่สุดก็เดินกันมาถึงด้านบน มองจากด้านบน เห็นเป็นวิวนี้ เป็นทะเลสาบที่ใหญ่มากๆ ธรรมชาตินี่ยิ่งใหญ่จริงๆ

นักท่องเที่ยงทะยอยเดินกลับกัน เราก็เดินตามพวกไปเรื่อยๆ

ขึ้นมาถึงด้านบน แฮร์รี่ก็บอกว่า This is your taxi ใช่สิ นั่งกลับ จ่ายตังค์แล้วด้วย

ขากลับคนงานเค้าดึงอยู่ข้างหน้า1 คน และหลัง 1 คน แต่คิดว่าเค้าคงผลัดกันทั้งทีม ก็เลยนั่งสวยๆ ลงมา มีเอานมในกระเป๋าออกมากินขณะนั่งกลับด้วย

taxi หยุดรอพวกเป็นระยะ จะได้เดินไปพร้อมๆ กัน ซันพยายามสาธิตวิธีการเดินลงเนินว่า ต้องเดินขาถ่างแบบเป็ดแบบนี้นะแม่

จุดนี้ พักระหว่างทาง รอพวก

ถึงข้างล่างก่อนใคร ลง taxi แล้วก็นั่งรอพวกกลับมากันครบแล้วก็ถึงเวลากลับไปที่รถ ซันลื่นไป 1 ยก มือเปื้อนดินเปื้อนฝุ่นเต็มไปหมด ต้องมาล้างที่ห้องน้ำข้างล่างอีกครั้ง

ก่อนกลับ เรายกหน้ากากกันแก๊สพิษของเราให้แฮร์รี่ไป ดูเค้าดีใจมาก

ขึ้นไปอยู่ในรถได้ก็หลับอีกครั้ง ตื่นอีกทีก็ถึงใกล้ถึงโรงแรม กลับมาถึงประมาณ 9 โมงกว่าๆ พวกเรากินอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วก็อาบน้ำเก็บของกัน เพื่อเดินทางไป Surabaya

และก็ดึกแล้วเช่นเคย พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อถึงการผจญภัยในต่างแดน รอติดตามนะจ๊ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel

คำสำคัญ (Tags)#ijen#คาวาอีเจี้ยน#kawhaijen

หมายเลขบันทึก: 656806, เขียน: 30 Oct 2018 @ 21:37 (), แก้ไข: 30 Oct 2018 @ 22:57 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)