ค่ายนี้ไม่คิดว่าจะได้ไปตั้งแต่แรก และไม่พร้อมที่จะไปเท่าไรนัก เพราะดูจากการเตรียมงานของ ทีมstaff แล้วไม่โอเคเท่าไร ใช่ว่าผมไม่เคยทำหรือทำพลาดอะไร คุณมีกลุ่มไลน์staff ไว้ทำไมครับ ถ้าไม่คุยผ่านกลุ่มที่ทำขึ้นมาพอคุณพลาดคุณลืมอะไร ใครจะช่วยเตือนกันได้ ใครจะช่วยแก้ปัญหาได้ การเตรียมงานถ้าแต่แค่ว่าผ่านๆไป มันไม่ใช่นะครับ ความรับผิดชอบในส่วนงานแต่ละส่วนมันสำคัญ งานบางส่วน ที่พลาดมีคนทำให้โดยที่เขาไม่ออกตัวก็มี การทำงานเข้าใจว่าตั่งใจทำกัน แต่อย่าเลิกมองในส่วนเล็กๆหน่อยๆ เหมือนตอนผมเตรียมงาน แล้วพวกคุณบ้างคนบอกผมว่าเคยทำแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน ถ้าพูดเรื่องนี้ก็คงจะยาว ขอไม่พูดหละ มาพูดถึงบรรยากาศบนรถไฟดูทุกคนมีความตั้งใจมากแต่ในความตั้งใจมันไม่มีความสนุกหรือความสุขในการไป ไม่มีการทำกิจกรรมละลายพฤติกรรม ไม่มีสันทนาการมีแแต่สมาคมก้มหน้าตั้งแต่ขึ้นรถจนทุกคนหลับไม่มีใครสนใจเพื่อนที่มาคนหละสาขา คณะ หรือ วิทยาเขต สนใจแต่เพื่อนในกลุ่มตัวเองจนลืมไปว่าเรามาด้วยกัน 46 คนถ้าไม่แกล้งถ่ายรูปคนหลับก็จะไม่เห็นใครเริ่มสนใจเพื่อนต่างกลุ่ม ตลอดเวลาขาไปลำปางไม่เห็นใครลุกขึ้นไปคุยกับเพื่อนต่างกลุ่มเลยถ้าไม่เห็นเพื่อนจะโดนถ่ายรูปตอนหลับ บางคนไม่สนใจด้วยว่าเพื่อนจะโดนถ่ายรูปตอนหลับ น้อยคนมากที่สนใจเพื่อนต่างกลุุ่ม ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งก็มีน้องใหม่กลุ่มหนึ่งถามหาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำค่ายอาสากับผม ผมก็ได้เล่าและสอดแทรกคำถามไปในการเล่าประสบการณ์การทำค่ายไปด้วย ผมไม่คิดหรอกว่าน้องใหม่กลุ่มนี้จะสนใจมากน้อยเพียงใด แต่กลับเป็นว่าน้องใหม่กลุ่มนี้สนใจในประสบการณ์ในการทำค่ายที่ผ่านมา ผมก็เล่าไปในทุกค่ายกว่าจะเป็น ค่ายแต่ละค่ายเหนื่อยกันขนาดใหน ทุ่มเทกันมากเพียงใด ทำกันด้วยใจตลอดมาจนเรามาเป็นครอบครัว อาสาคาราวานจนถึงทุกวันนี้ แล้วผมได้พูดถึงคำพูด คำพูดหนึ่ง ที่พี่ชายผม นนทรีผลิดอกได้เคยพูดไว้ให้น้องใหม่กลุ่มนี้ฟัง คำพูดนั้นคือ เส้นทางอาสามันโดดเดี่ยวนะ ถึงต้องเดินคนเดียวก็จะเดิน หลังจากผมได้เล่าให้น้องใหม่กลุ่มนี้ฟังจนหมดก็ใกล้ถึงลำปางพอดี พอไปถึงสิ่งที่ทุกคนเจอคือ เจ้าหน้าที่ SCG ได้มารอรับเราที่สถานีรถไฟตั้งแต่เวลา01.30 น.ของวันที่ 19 ตุลาคม ซึ่งทำให้น้องใหม่กลุ่มนี้ยิ่งเห็นความสำคัญและเชื่อในสิ่งที่ได้เล่าไปว่าทาง SCG เขาดูแล และต้อนรับคณะเราอย่างดี พอพวกเราขึ้นรถตู้ครบทุกคนแล้ว ก็เดินทางเข้าไปที่โรงปูนเพื่อพักผ่อน และรอทานอาหารเช้า ที่ทางSCG ได้จัดเตรียมไว้ให้กับคณะพวกเรา หลังจากทานอาหารเสร็จ ก็ถึงเวลาฟังการบรรยายในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพราะอะไร จนฟังบรรยายจนดูน้องสนใจสอบถามในส่วนที่สงสัย หรือ สนใจ (อันนี้ทำตามที่ อ.เอก บอก หรือสงสัย สนใจจริงนะ) หลังจากสอบถามเสร็จก็ทานของว่าง แล้วขึ้นรถ เดินทางเข้าหมู่บ้านต่อไประยะทางจากโรงปูนถึงหมู่บ้านประมาณ 37 กม. พอถึงหมู่บ้านก็ได้รับการตอนรับเป็นอย่างดีจากหมู่บ้านส่วนภาระกิจแรกที่ถึงหมู่บ้านคือ ทำความสะอาดวัด ภาระกิจที่ 2 คือ ปลูกต้นไผ่ ช่วงทำความสะอาดวัดอยู่นั้นชาวบ้านได้นำเอาน้ำและขนมมาให้  หลังทำความสะอาดเสร็จ เจ้าอาวาส ก็ได้มอบพระให้คนละองค์ และก็ไปสู่ภาระกิจที่สองคือปลูกต้นไผ่ยิ่งทำให้เห็นว่าน้องใหม่ยังไม่ค่อยใส่ใจเพื่อนต่างกลุ่มเท่าไรนัก เนื่องด้วยงานไม่เสร็จยังมีกลุ่มคนไปเล่นน้ำก่อน แต่อันนี้พอเข้าใจว่าเหลือไม่กี่ต้น คนทำก็พอสมควรอยู่ เสร็จแล้วก็ถึงเวลาจัดแยกตามบ้าน แต่staff ลืมคำสั่งของ อ.เอกที่ให้เก็บโทรศัพน้องๆทุกคนจนเลยไปถึงตอนกินข้าวเย็นก็ยังไม่เก็บ พอทำกิจกรรมเสร็จแยกย้ายกันกลับบ้ามผมเห็นน้องเล่นโทรศัพท์เลยถามว่า Staffไม่เก็บโทรศัพท์ น้องๆบอกว่า พี่Staffบอกว่า อ.เอก ไม่ให้เก็บแล้ว ทำให้เกิดความวุ่นวาย และต้องมีคำสั่งให้ไปเก็บโทรศัพท์ตามบ้านที่น้องอยู่ แต่ก็มีStaffบ้างคนจะไม่เก็บโทรศัพท์น้องบ้างคน จนผมต้องบอกไปว่าผมจำได้หมดว่าใครเอาโทรศัพท์ออกมาเล่นบนรถไฟ และมีกี่เครื่อง และอ.เอกให้รายงานผลผ่านทางไลน์กลุ่ม staff ว่าแต่ละสีเก็บได้กี่เครื่อง ผมรู้ ยอดรวมต้องมีกี่เครื่องและในคืนแรกก็มีเหตุการณ์น้องที่นอนบ้านเดียวกันกับผมได้ไปกินเหล้าเมาแล้วคุมสติไม่ได้ที่บ้านผู้ใหญ่ (พ่อหลวง) จนทำให้ Staff ต้องออกไปตามหา และต้องตัดสิ้นใจให้นอนบ้านพ่อหลวงไปก่อนหนึ่งคืน ส่วนตัวผมอยากออกไปนะแต่ พี่ห้ามไม่ให้ไป 

    วันที่ 2 ของการลงพื้นที่วันนี้ พี่ใหญ่ของกลุ่ม หรือ อาจารย์ท่านหนึ่งต้องเดินทางกลับก่อนด้วยสาเหตุที่จำเป็น และมีอาจารย์อีกท่านเดินทางมาแทนแต่จะมาถึงสายๆ เค้ามีนามแฝงว่า สายน้ำ ฉ่ำเย็น แต่ไม่มีใครในค่ายรู้นอกจากผมว่า พี่ใหญ่จะไม่อยู่ทุกคนทานอาหารเช้ากันตามปกติ ก่อนออกเดินทางไปทำฝาย  พี่ใหญ่ หรือ อาจารย์ท่านนี้ได้สั่งไว้ว่า ก่อนเข้าไปทำฝายเช็คยอดแล้วไปพร้อมกันทั้งทีม  ก่อนออกจากป่าที่ทำฝายให้เช็คยอดให้ครบแต่ละทีมแล้วออกมาพร้อมกันทั้งทีมตอนที่บอกแลดูทุกคนฟังกันดีพอขึ้นรถเดินทางไปพื้นที่ทำฝายได้มีคนสงสัยว่าทำไม staff ถึงใช้โทรศัพท์ได้ และก็ดูเหมือน staff จะเริ่มลืมสิ่งที่ อ.ท่านหนึ่งบอกไว้ เตือนกันเป็นช่วงๆพอนั่งรถมาถึงจุดหนึ่งแล้วก็ต้องลงรถและแบกอุปกรณ์แล้วเดินไปอีกประมาณเกือบ 500 เมตรได้แต่เส้นทางในการเดินไปนั้นมันไม่ง่ายเลยเวลาลงไม่เท่าไรแต่เวลาขึ้นนี้สิที่ผมคิดไว้หนักเอาการแน่พอลงถึงจุดทำฝายก็แยกกันเป็นสองทีมออกไปตามเส้นทางน้ำสาขา ซ้าย ขวาสีแดง สีส้ม ไปด้วยกัน สีเขียว สีเหลือง ไปด้วยกัน ทุกคนดูทำงานมีความสุขมาเพราะในขณะนั้นทุกคนไม่มีโทรศัพท์เล่น จึงช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ ทางสีแดง สีส้ม ก็ได้แสดงให้เห็นถึงช้างเผือก ออกมาสีละคน สองคน ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือในการทำฝาย ส่วนสีเหลือง สีเขียว ผมได้เดินไปดูแต่สิ่งที่เห็นคือ กระเป๋ายาโดนว่าไว้ ณ จุดแรกที่ทั้งสองสีทำกันไว้ อุปกรณ์บางอย่างเราจำเป็นต้องใช้เมื่อจำเป็น เราไม่สามารถใช้มือป่าวทำได้ ก็เหมือนประเป๋ายาต้องเอาไว้ใกล้ตัวคนที่รับผิดชอบ เราทุกคนมีหน้าที่แตกกันไปพอถึเวลาทานข้าวทุกคนทานข้าวร่วมกันในแต่ละสี พร้อมชาวบ้าน สอบถามสาระทุกสุขดิบกัน เหนื่อยไหม ไหวไหม เห็นแล้วภูมิใจ พอบ่ายเราก็มาเริ่มทำฝายกล่องกันในการทำดูทุกคนมีความสุขดี แต่มีน้องคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุเท้าพลิก มีอาการเหมือนกระดูกผิดรูป บวกกับเอ็นร้อยหวายอักเสบ ในการช่วยเหลือพาขึ้นไปผมคิดไว้หมดแล้วต้องทำไงแต่สุดท้ายสิ่งที่คิดไว้ทำไม่ได้เลย เพราะพี่ Staff ในสีสั่งให้น้องขึ้นไปหมดเหลือไว้กับคนที่ไม่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ในกันเอาคนเจ็บขึ้นมาจุดรับส่งขึ้นรถ นั้น ในเวลานะทำได้ 3 วิธี 1ทำไม้คล้ำ แต่ไม้คล้ำที่ให้ Staff ไปทำมานั้นไม่มีที่คล้ำ รักแร้ เลยใช้งานไม่ได้  วิธี ที่ 2 ทำแปลสนามแต่ต้องใช้กำลังคนอย่างน้อย 6 คน เสื้อ หนาๆ 6 ตัว เพื่อทำพื้น แปลในการลำเลียงคนเจ็บขึ้นมาแต่ในตอนนั้นมีคนที่ช่วยได้แค่ 3 คน ทำให้วิธีนี้ต้องตัดไป วิธีที่ 3 เป็นวิธีที่เสียงพอควร ให้คนเจ็บขี่หลังทางที่ลาดชั้นให้คนเจ็บขี่หลังเป็นอะไรที่อันตรายพอสมควรถ้าพลาดมาสิ่งที่คนเจ็บจะได้รับคือการบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นและมากขึ้นในระหว่างทางยังมีคนเหนื่อยไม่ไหวยืนพักข้างทางหนึ่งในนั้นเป็นคนตัวใหญ่มาก แต่มีคนบอกให้เพื่อนที่รอเค้าไปพอกันไปก่อนคนรูปร่างน้ำหนัก เกือบ 150 กิโล ถ้าเกิดพลาดมาคนๆเดียวช่วยเค้าได้หรือป่าว ทุกคนชอบคิดว่ามันไม่เกิดไม่เห็นเป็นไร แต่ถ้ามันเกิดมา คุณจะทำยังไง ทำไมคนเราชอบทำเป็นเหมือน วัวหายล้อมคอก เหตุไม่เกิด ไม่ป้องกันกันหรอ มันทำให้ผมคิดตัังแต่ Staff คนนั้นสั่งให้น้องไปจากเพื่อนที่พักเหนื่อยเป็นครั้งที่สอง ต่อ จากคนเจ็บขา จนผมคิดว่าถ้าทำไรไปผลจะไปยังไง ผมยังยอมรับผลที่ทำไปได้ไหม ผมเดินไปคิดไป ถ้าไม่ทำมันอาจจะมีเหตุการ วัวหายล้อมคอก สู้ทำและยอมรับผลที่ตามมาดีกว่าปล่อยแล้วเกิดเป็น เหตุการวัวหายล้อมคอก ทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมทีม ดีกว่าเสียไปแล้วถึงมาเห็น ยอมให้ทุกคนเกลียดผม แต่ทุกคนรักกันมากขึ้นเอาใจใส่กันมากขึ้น แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว ถึงแม้คืนนี้เปิดใจผมจะโดนเยอะแค่ใหนผมก็ยินดีรับทุกคำพูด เพราะผมถือว่าตัดสินใจที่จะทำก็ต้องการยอมรับผลที่ตามมา พอถึงเวลาทานข้าวเย็นทางทีมงาน SCG คนหนึ่ง ได้พูดมาสองประโยค คือ มาทำให้พ่อ แม่รอแบบนี้มันถูกมันดีแล้วหรอ และเพื่อนเจ็บมีคนไปรับเพื่อนกี่คน ทำให้ผมตกใจเหมือนกันเพราะตั้งแต่ที่เคยมาไม่เคยเจอทางทีมงาน SCG กล่าวแบบนี้มาก่อนแต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคนที่ช้าคือคนเจ็บทั้งที่ตอนทีมงานพูด ขาดไปสามคน หนึ่งคน ไม่ได้ไปโรงบาลด้วยเลยแต่กับมาช้าแต่ก็ผ่านไปด้วยดีพอทานข้าวเสร็จ ก็มีการแสดงของท้องถิ่น  และการแสดงของคณะนักศึกษา ปิดทางด้วยการร้องรำทำเพลง พอจบจากการร้องรำทำเพลงก็ถึงพิธีสำคัญและศักสิทธิ์ ของชาวค่าย พิธีนี้ ใครมีอะไรไม่พอใจใครพูดได้หมดทุกเรื่องใครมีอะไรพูดกันในวงพิธีพูดให้จบ และไม่มีสิทโกรธ โมโห กันหลังจบพิธี และพิธีก็เริ่มขึ้น เป็นไปอย่างที่คิดผมได้บอกไปข้างต้นแล้วว่าผมคิดแล้วที่ทำ รู้ถึงผลที่จะเกิด และยอมรับผลที่ตามมาคนที่โดนเยอะคือผมตามที่คิดไว้ตามผลที่ตามมา แต่ผมยอมรับผลนั้นและก็จบด้วยคำพูดสรุปของ นนทรีผลิดอก ที่ผมรู้แล้วว่าจะจบลงที่ผม ผมแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ใครทำอะไรต้องยอมรับสิ่งที่ทำให้ได้เท่านั้นพอ