“คำนึงถึงเป้าหมายร่วมกันของกลุ่ม เมื่อพลังกลุ่มเพิ่มขึ้น ความเห็นแก่ตัวจะลดลง โดยมองว่าผลสำเร็จที่เกิดของส่วนร่วมจะนำความสำเร็จกลับมาสู่ตนเองเช่นเดียวกัน”
เพราะเหตุใดกิจกรรมดีต่างๆในองค์กรที่เรากำลังทำงานอยู่ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้..................
ทั้งที่เราคิดว่ากิจกรรมต่างๆที่เข้ามาให้เราได้มีส่วนร่วมนั้นต่างก็มีเนื้อหาสาระที่ดีแต่ทำไม่เมื่อนำมาใช้ในองค์กรของเราแล้วมันจึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ต่อเนื่องและไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาสำหรับองค์กรเลย......ทำให้เราคิดว่ามันเกิดเนื่องจากอะไร.........
เราได้อ่านบทความของหน่วยงานหนึ่งที่เค้ารับสอบเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีจิตวิญญาณแบบองค์รวมทำให้เรารู้ว่าองค์กรของเราเองยังขาดอยู่หลายอย่างในการที่จะทำให้เกิดพลังกลุ่มและสิ่งที่จะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนของกิจกรรมต่างๆได้ ลองอ่าน
งาน พลังกลุ่ม และความสุข “สมดุลแห่งการเรียนรู้” |
|
|
พิรัฐ “ชีวิตไร้สาระขนาดไหน... ยังไม่สายเกินที่จะแก้ไขแม้ชีวิตจะเหลือน้อยลงเพียงใด... ก็ยังไม่สายเกินกว่าจะทำดี” วันนี้ทำความดีให้กันหรือยังครับ...
ผมและทีมงานเสมสิกขาลัยได้มีโอกาสจัดกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่อง “งานพลังกลุ่ม และความสุข” เมื่อเดือน กันยายน 2549 ที่ผ่านมา
ด้วยโจทย์ที่ว่าปัจจุบันการทำงานในองค์กรต้องมีการแข่งขันทั้งภายในและภายนอกทำให้คนทำงานอาจมีความไม่เข้าใจ ไม่ไว้วางใจกันขาดการรับฟังและยอมรับกันอย่างลึกซึ้ง ทำให้คนทำงานขาดความสุข ขาดพลังใจในการทำงานนับเป็นเรื่องท้าทายครับ ว่ากระบวนการเรียนรู้ของเสมฯจะสามารถหาทางออกให้กับปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่? และทำให้เกิดพลังในการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร?
เป็นที่ทราบกันดีว่าเสมฯ เป็นองค์กรที่จัดกิจกรรมทางด้านการศึกษาทางเลือกจัดการเรียนรู้ในลักษณะของกระบวนวิชาโดยใช้การฝึกอบรมแบบผ่านประสบการณ์ที่เน้นการเติบโตและเปลี่ยนแปลงจากภายในจิตใจด้วยบรรยากาศของกัลยาณมิตร จึงขอไล่เรียงประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมาเพื่อตอบโจทย์ข้างต้นด้วยบรรยากาศสบายๆ ดังนี้
เสียงใสเย็น ดังกังวานให้ความรู้สึกสงบของระฆังเจริญสติ (ระฆังเซน) คือสัญญาณเริ่มต้นและสิ้นสุดของกระบวนการเรียนรู้ในครั้งนี้ การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ด้วยบรรยากาศของการมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกันแต่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดข้อ คิดที่เป็นประโยชน์และสนุก... เป็นความสนุกที่มีสติและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเรา
เริ่มต้นด้วยกิจกรรมเดินเท้าชิดและกิจกรรมแม่น้ำพิษ ให้ข้อคิดเรื่องการสร้างความสัมพันธ์เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับฟังพร้อมทดลองปฏิบัติจริงในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ อย่างเท่าเทียม หรือจะนั่งคุยกันอย่าง ”เพื่อนสนิท” ยามค่ำคืนด้วยกิจกรรมสายธารชีวิต เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดคุยกันมากขึ้นใช้เวลาที่มีจำกัดในการรับฟังเพื่อนอย่างลึกซึ้ง กิจกรรมกงล้อสี่ทิศเปรียบเทียบนิสัยใจคอของคนผ่านสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ทั้งกระทิง เหยี่ยว หมี และหนูเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างตัวเราและเพื่อน ซึ่งเป็นความต่างที่งดงามหนุนเสริมกันได้ จากนั้นก็มาออกลีลานักแสดงจำเป็นด้วยกิจกรรมละครความไว้วางใจแสดงบทบาทสมมุติความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตและร่วมกันสรุปบทเรียนค้นหาสาเหตุและหาทางออกของการแก้ปัญหาเรียนรู้หลักการทำงานและการสื่อสารภายในร่วมกันด้วย กิจกรรมตัวต่อมหาสนุกสอดแทรกด้วยกิจกรรมการกลับมาบ้านภายในตัวเรา (สมาธิภาวนา)ทำให้รู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดและสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อผ่านกิจกรรมแต่ละช่วงนั่นก็คือ การสรุปบทเรียน... ถึงตรงนี้ผู้เข้าร่วมเริ่มได้คำตอบแล้วว่าพลังแห่งการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเกิดจากอะไร? สังเกตได้จากความเห็นเหล่านี้ครับ

“ต้องถอดตัวตนจากสถานภาพหัวโขนออกลดทิฐิความยึดมั่นถือมั่นของตนเองลง”“คำนึงถึงเป้าหมายร่วมกันของกลุ่ม เมื่อพลังกลุ่มเพิ่มขึ้นความเห็นแก่ตัวจะลดลงโดยมองว่าผลสำเร็จที่เกิดของส่วนร่วมจะนำความสำเร็จกลับมาสู่ตนเองเช่นเดียวกัน”จากบางตัวอย่างของความเห็นอันหลากหลายที่เกิดขึ้นในบรรยากาศการแลกเปลี่ยนแสดงให้เห็นว่าทุกคนเริ่มมองเห็นพลังกลุ่มที่เกิดขึ้นแล้ว ผมขอสรุปให้เห็นถึงพลังแห่งกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอันเป็นแนวทางที่เสมสิกขาลัยตระหนักถึง ความสำคัญมาโดยตลอดซึ่งพื้นฐานหลักของการมีส่วนร่วมที่ว่านี้ แบ่งเป็น 5 ขั้น ดังนี้1. ร่วมคิด => ผู้นำเปิดโอกาสให้กลุ่มสร้างเอกภาพทางความคิด 2. ร่วมตัดสินใจ => เมื่อคิดเสร็จแล้วตัดสินใจร่วมกัน 3. ร่วมทำ => ลงมือทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง 4. ร่วมรับผิดชอบ => รับผลจากการกระทำทั้งผิดและชอบร่วมกัน 5. ร่วมสรุปบทเรียน => ค้นหาเหตุแห่งความผิดพลาดหรือความสำเร็จร่วมกัน
โดยกระบวนการทั้ง 5 ขั้นจำเป็นต้องห่อหุ้มไปด้วยบรรยากาศของการยอมรับซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาแสดงออกถึงความคิดเห็น บนพื้นฐานของความเชื่อใจกัน ศรัทธากัน ไม่มีสถานภาพ ตำแหน่งทางสังคมมากีดกั้นรวมทั้งส่งเสริมโครงสร้างการทำงานที่เป็นระบบเชื่อมโยงให้ชัดเจนยุติธรรมและเท่าเทียมเมื่อทำได้เช่นนั้นก็จะเกิดพลังและความสุข ผมคิดว่าการที่เราจะสามารถสร้างบรรยากาศเช่นนี้ได้เราจำเป็นที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้วยการรับรู้ รับฟังเพื่อนอย่างลึกซึ้งโดยไม่มีอคติ ถอดตัวตนทิ้งไปโดยยึดหลักของการมีสมาธิ สติซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อให้เกิดปัญญาเพื่อพร้อมเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในด้านการพัฒนาศักยภาพคนทำงานนั้นนอกจากการพัฒนาความรู้และทักษะความชำนาญเฉพาะด้านแล้วเราไม่ควรละเลยการพัฒนาให้คนทำงานเรียนรู้และเติบโตทางด้านจิตใจ ไปพร้อมๆกัน โดยส่วนตัวนั้น ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ร่วมกันผสานกับการพัฒนาด้านคุณธรรมสมาธิ และสตินั้น พลังใจอันดีงามจะเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คนในทีมงานส่งผลถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีความสมดุล เป็นการปรับกระบวนทัศน์ (วิธีคิดและวิธีปฏิบัติ) ไปในตัวโดยมองความสำเร็จของงานทั้งทางด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลแต่ทั้งนี้ทีมงานก็ต้องหมั่นทบทวนสร้างสรรค์ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีมงานเป็นประจำด้วย
จากการได้อ่านบทความข้างต้นแล้วจะทำอย่างไรหล่ะให้องค์กรของเราเกิด พลังกลุ่ม และความสุข “สมดุลแห่งการเรียนรู้”
|
ควรศึกษาวัฒนธรรมขององค์กรที่ตนเองอยู่ให้ลึกซึ้งก่อนครับว่าองค์กรต้องการอะไรอย่างแท้จริง...
ความตั้งใจ และ ความมุ่งมั่น เหมือน เสียงกู่จากครูใหญ่ คนที่มีความคิดที่ดีอย่างปอ หลายๆคน จะช่วยกันผลักดันได้ ขอเป็นกำลังใจให้