3. อัจฉริยะสร้างได้จากการฝึก Part III

ใน Part III นี้เป็นการแชร์ประสบการณ์จากบุคคลที่ผมได้สอนคณิตศาสตร์ และได้ Feedback กลับมาเพื่อปรับปรุงกระบวนการสอนคณิตศาสตร์จนสามารถทำให้บุคคลเหล่านั้นเข้าใจและเรียนคณิตศาสตร์ด้วยความสุขได้

"ภรรยาของผมเอง"
เป็นคนที่เข้ามาจุดประกายและปรับเปลี่ยนแนวคิดในการสอนคณิตศาสตร์ให้ผม ภรรยาผมเมื่อครั้งเรียนปริญญาตรี เธอเป็นบุคคลที่มีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการเรียน จนสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 เกรดเฉลี่ย 4.00 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มาได้ และปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท MBA มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหลายครั้งที่ภรรยาให้ผมติววิชาคณิตศาสตร์ให้ไม่ว่าจะเป็น ตรรกศาสตร์ สถิติ ความน่าจะเป็น หรือแม้แต่แคลคูลัส ก่อนอื่นขอบอกก่อนนะครับว่าเธอเป็นอัจฉริยะทางด้านการคำนวณที่หาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว เป็นคนที่คิดเลขได้เร็วมากๆ "รายการ 180IQ" สมัยยุค 90s เธอฝึกฝนและดูรายการนี้มาตั้งแต่ประถม แต่มีเหตุการณ์เมื่อสมัยมัธยมปลาย ที่ทำให้เธอไม่อยากเรียนคณิตศาสตร์ ทำให้เส้นใยสมองส่วนการวิเคราะห์โจทย์ทางคณิตศาสตร์ลดลง ผมจึงได้มีโอกาสติวให้ภรรยาครับ 
ครั้งแรกที่ติวผมใช้น้ำเสียงในการสอนที่ดุ แข็งกระด้าง และมีคำพูดลงท้ายด้วยคำว่า "ไง" เช่น ตรรกศาสตร์คือศาสตร์แห่งเหตุและผล "ไง" หรือ Calculus คือการใช้ diff integrate "ไง" เป็นต้น เธองอนผมไปพักใหญ่ ผมเลยเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อภรรยาหายงอนจึงได้บอกว่า เธอไม่ชอบน้ำเสียงในการสอนที่ดุ เพราะทำให้เธอไม่มีความสุขในการเรียน ส่วนคำว่า "ไง" นั้นใช้กับคนที่มีความรู้แล้ว สำหรับคนที่ไม่รู้จะใช้คำว่า "ไง" ไม่ได้ ซึ่งสะกิดใจผมว่าเป็นความจริง หลังจากนั้นก็นำเอามาใช้ในการสอนทั้งกับภรรยาและนักเรียน นักศึกษา

"น้องชาย"
น้องชายคนนี้เป็นน้องชายของภรรยา ปัจจุบันเรียนชั้น ม.6 เมื่อตอนที่เรียนชั้นมัธยมต้น น้องชายคนนี้ได้มีโอกาสเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งน้องได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการเล่นเกม ซึ่งสมัยนั้นเกมที่ฮิตเป็นอันดับ 1 คือ Ragnarok Online เป็นการพัฒนาทักษะทางภาษาผ่านสื่อการเรียนการสอนอีกทางที่ช่วยให้เด็กเพิ่มเส้นใยสมองได้ เมื่อกลับมาเมืองไทย น้องชายขึ้น ม.ปลาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผมย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด พร้อมครอบครัวของผม ทำให้ห่างจากน้องชาย แต่น้องมีความฝันที่อยากเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภรรยาผมจึงชวนน้องมาติวคณิตศาสตร์กกับผมที่จังหวัดร้อยเอ็ดช่วงปิดเทอม สิ่งที่พบคือน้องมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์น้อยมาก ซึ่งผมก็ใช้หลักการเดียวกับที่ปรับปรุงการสอนให้แก่ภรรยา คือใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน เข้าใจผู้เรียนว่าทุกคนไม่ได้มีพื้นฐานคณิตศาสตร์เหมือนกันจนน้องสามารถเข้าใจและมีพื้นฐานที่ดีขึ้น น้องชายคนนี้มีความตั้งใจมาก สามารถเข้าใจและจดจำได้ดี

ผมจึงได้ Model ในการสอนใหม่ คือ การเรียนการสอนไม่ว่าจะวิชาใด ผู้เรียนต้องมีความสุขในการเรียน ไม่เกิดความเครียด แล้วจะทำให้ผู้เรียนมีความรู้และเข้าใจ มีประสิทธิภาพในการเรียนมากยิ่งขึ้น

จบ Part III เท่านี้ก่อนนะครับ ติดตามต่อ Part IV จะแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับลูกๆ ของผมและนักเรียนที่ผมได้ทำการสอน

To Be Continued Part IV

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อัจฉริยะสร้างได้จากการฝึก



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

จริงครับครู ผมเป็นคนนึ่งที่ผมชอบเรียนวิชาที่เรียนแล้วมีความสุขในการเรียน ถ้าวิชาไหนเรียนแล้วมันน่าเบื่อไม่ใช่เพราะวิชาเรียนนะ เพราะจากครูผู้สอนครับ เราต้องมองอีกมุมครับ เช่น ถ้าเราชอบที่จะทำ แม้มันจะยากมันก็ทำต่อไปได้ เหมือนความรัก ถ้ามีรักเราจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อมัน