อ้างอิงจาก บทละครเรื่องรามเกียรติ์(ฉบับสยามรัฐ) สมุดไทยเล่มที่ ๗๕ ในครั้งที่ทศกัณฐ์ทำศึกกับพระรามจนสายคันศรของตนถูกศรพรหมมาศของพระรามยิงขาดนั้น ทศกัณฐ์รำพึงรำพันกับตัวเอง ดังนี้

๏ ครั้นถ้วนคำรบจบมนต์

ลูบลงทั่วตนยักษา

แผลนั้นก็หายดั่งจินดา

ด้วยอานุภาพอันเกรียงไกร

จึ่งคิดว่าสายธนูทรง

คันนี้มั่นคงไม่หวาดไหว

กูทำสงครามล้วนมีชัย

แต่ชันษาได้พันปี

จนอายุษม์ถึงสามโกฏิปลาย

สิ่งใดไม่ระคายศรศรี

เมื่อสายศิลป์มาขาดเสียดั่งนี้

มิรู้ที่จะต่อฤทธา

ทั้งกำลังพลังก็หิวโหย

อิดโรยบอบช้ำลงหนักหนา

อันหมู่ทหารที่ยกมา

ก็ตายกลาดดาษดาเปลืองไป

จำเป็นตัวกูจะเลิกทัพ

พรุ่งนี้จะกลับออกมาใหม่

คิดแล้วก็เลิกพลไกร

คืนเข้าพิชัยธานี ฯ

จากการรำพึงรำพันของทศกัณฐ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ในครั้งที่เกิดศึกกับพระรามนี้ ทศกัณฐ์ก็มีอายุราว “สามโกฏิปลาย” เข้าไปแล้ว ซึ่งศรของทศกัณฐ์ที่ถูกยิงสายขาดไปนี้ ทศกัณฐ์ใช้มาตั้งแต่ตัวเองอายุได้พันปี จึงคะเนได้ว่า ตอนอายุพันปีนี้ คือช่วงแรกที่ทศกัณฐ์เริ่มแผ่ขยายอำนาจตัวเอง กระทั่งยึดครองได้ทั่วหล้าแล้ว ทศกัณฐ์ก็มัวแต่เสวยสุขอยู่กับความประมาท ละเลยกิจการดูแลรักษาของวิเศษทั้งหลายที่ช่วยให้ตนได้เป็นใหญ่ ทำให้ของวิเศษทั้งหลายถูกปล่อยทิ้งไว้ตามกรุเก็บของตามยถากรรมจนฝุ่นจับ จึงเสื่อมฤทธานุภาพลงตามกาลเวลากลายเป็นโบราณวัตถุไปในที่สุด(จนต้องเอามานั่งทำพิธีปลุกทีละชิ้นๆเพื่อใช้ในสงครามกับพระราม)

สรุปคร่าวๆ ทศกัณฐ์แผ่ขยายอิทธิพลการปกครองมาได้นานขนาดไหนก็ลองคิดกันดูละกัน

๑โกฏิ เท่ากับ ๑๐ล้าน ทศกัณฐ์มีอายุ ราว๓โกฏิปลาย ก็เท่ากับ ๓๐ล้านปีปลายๆ การที่บรรดาของวิเศษที่ทศกัณฐ์และเหล่าญาติมิตรเคยใช้เมื่อครั้งแผ่ขยายอำนาจไปทั่วหล้าเสื่อมแค่ฤทธิ์นี่ก็นับว่าเป็นโชคดีมากๆแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น หอกโมกขศักดิ์ที่หลังจากถูกนำไปใช้ขยายเขตอิทธิพลให้กับทศกัณฐ์แล้ว ก็คงถูกทิ้งไว้ในกรุนานมาก(น่าจะสักหลักล้านปีขึ้น) แต่กลับมีแค่สนิมกินจนต้องเอาไปทำพิธีลับใหม่และยังนำกลับมาใช้ได้อยู่อีก ก็นับว่าบุุญโขแล้วสำหรับศัสตราวุธดึกดำบรรพ์ชิ้นนี้