จับภาพ R2R : ที่มาที่ไป

เข้าปีที่ 11 ของการขับเคลื่อน R2R Forum แต่ส่วนตัวรู้จัก R2R ตั้งแต่ปี 2548-2549 ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการจัดงานเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ R2R ประเทศไทย

"ถือเป็นความท้าทาย"

และเมื่อย้อนกลับมามองผลงาน จะเห็นว่า R2R ค่อนข้างติดตลาดและมีหลากหลาย เป็นลักษณะงานวิจัยเพียวๆ ที่มีรูปแบบและระเบียบวิธีวิจัยที่ strong มากมากเลยก็มี(วิจัยจ๋า)แต่ก็เรียกว่า R2R จนทำให้หลายคนเกิดความงุนงงสับสน การเปิดหลักสูตรสอน R2R ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาวิจัยมากมาย จนลืมเสน่ห์ของการมี Fa R2R (คุณอำนวย R2R) ไปเลยก็มี คอร์สอบรมก็เกิดขึ้นมากมายแต่เน้นการสอนแบบบอกความรู้ค่อนข้างมาก ในส่วนของการกระตุ้นให้คนเกิดการสร้างความรู้ด้วยตนเองก็ยังคงมีน้อย (Knowledge Construction)

หลายแห่งลืมที่จะทบทวนคุณลักษณะของ R2R 4 ข้อเป็นพื้นฐาน ซึ่งได้แก่

- ปัญหามาจากหน้างานประจำ

- นักวิจัยคือคนที่ทำงานประจำนั้น

- กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มารับบริการจากงานประจำนั้น

- ผลการวิจัยนำกลับมาใช้ประโยชน์ในงานประจำ


จากที่ได้ร่วมสังเคราะห์งานวิจัย พบว่า มีผลงานจำนวนมากที่ไม่ครบใน 4 ลักษณะนี้ ซึ่งก็เป็นผลงานวิจัยที่ค่อนข้างดีก็มีเยอะ จากที่สังเกตจะเห็นว่านักวิจัยมักจะเป็นกลุ่มอาจารย์ที่มาทำวิจัยร่วมกับพื้นที่และชื่ออาจารย์เป็นนักวิจัยคนแรก ลักษณะเนื้อหาและผลการวิจัยที่ได้ออกมาไม่ได้สะท้อนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในงานประจำ 

แต่ในส่วนของงานที่มีครบ 4 ลักษณะ ก็มักจะเป็นผลงานที่อ่อนในวิธีการวิจัย (Research Method) อาทิเช่น ไม่มีคำถามการวิจัย (Research Question) ขาดการทบทวนวรรณกรรมที่เป็นระบบ หรือถ้ามีก็จะเป็นการ copy มากกว่า ยังเป็นจุดอ่อนในเรื่องการสังเคราะห์และเชื่อมโยงมาสู่เนื้อหาการวิจัยของตนเอง 

คำถามการวิจัย --> GAP Analysis ไม่สัมพันธ์กัน ทำให้ส่งผลถึงวัตถุประสงค์การวิจัยและการออกแบบรูปแบบการวิจัยไม่ไปในทางเดียวกัน

จะเห็นได้เลยว่า " Research skill" เราค่อนข้างมีน้อย

ดังนั้น ในการผลักดันหรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญของการใช้เครื่องมือ R2R ก็ยังมองว่า การสร้างคนให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ เริ่มจากวิเคราะห์ปัญหาหน้างาน และการทำ GAP Analysis จนทำให้ได้มาซึ่งคำถามการวิจัย เป็นเรื่องที่สำคัญ และจากประสบการณ์เชื่อว่า กระบวนให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมาจากการทำสุนทรียสนทนา หรือ Dialoge จึงจะเกิดแรงบันดาลใจ หรือ Inspiration บทบาท Facilitator จึงค่อนข้างสำคัญที่จะชวนคิดและชวนคุยให้คนทำงานเกิดการตื่นรู้อย่างเบิกบานในการอยากแก้ปัญหาพัฒนางานของตนเองด้วยเครื่องมือ R2R

#CaptureR2R