…. เฉพาะธาตุละเอียดของรูปขันธ์ ขยายส่วนหยาบออกมาเป็น “ดวงกาย” ที่เรียกว่า “ดวงธรรมที่ทำใหเป็นกายมนุษย์” หรือ “ดวงปฐมมรรค” หรือ “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน” อันประกอบด้วยธาตุละเอียดของมหาภูตรูป ๔ รวมทั้งอากาศธาตุและวิญญาณธาตุดังกล่าวแล้ว เจริญเติบโตเป็น “กาย” คือ “รูปะรรมและ “ใจ” ก็คือ “นามธรรม” <p> ในส่วนของ “ใจ” นั้น ก็ขยายส่วนหยาบออกมาจากธาตุละเอียดของเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ (วิญญาณธาตุ) เป็น “ดวงเห็น” (ธาตุเห็นอยู่ในท่ามกลางดวงนี้ป ขนาดประมาณเท่าเบ้าตาของผุ้เป็นเจ้าของ “ดวงจำ” ขนาดเท่าดวงตาทั้งหมด “ดวงคิด” เท่าดวงตาดำ ใสบริสทุะิ์ ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ ประมาณเท่า ๑ ชองมือของผุ้เป็นเจ้าของ และ “ดวงรู้” ขยายส่วนหยาบออกมาจากวิญญาณธาตุ ขนาดเท่าแววตา ในสว่าง นี้คือส่วน “นามธรรม” </p><p> สำหรับผุ้ที่ยังิได้เรียนหลักปริยัติมาก่อน ก็อาจจะยังไม่สามารถวิเคราะห์แยกแยะธรรมที่ตนปฏิบัติได้รู้เห็นนี้ ชัดเจน ตามหลักปริยัติหรือตามภาษาพระได้แต่พระโยคาวจรผุ้มีพื้นความรุ้ในหลักปริยัติ ก็จะทราบความรู้เห็นนีว่า กำลังผ่าน และดำเนินไปตามอนุปัสสนาญาณโดยลำดับ กล่าวคือ</p><p> เมื่อพิจารณาเห็นธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ คือ ธาตุละเอียดของรุปขันธ์ขยายสวนหยาบออกมาเป็น “ดวงกาย” อันประกอบด้วยมหาภูมิตรูป ๔ ซึ่งเจริญเติบโตเป็นกาย คือ “รูปะรรม” กับะาตุละเอียดของ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งขยายส่วหยาบออกมาเป็น ดวยเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ อันรวมเรียกว่า “ใจ” คือ “นามธรรม” ว่า หมดทั้งเบญจขันธ์ เมื่อย่อลงก็เป็น ๒ คือ นามธรรม กับรูปธรรม หรือกล่าวโดยย่อ นิยมเรียกว่า “นามรูป”</p><p> การพิจารณาเห็นนามรู ดังนี้ ก็คือ “นามรูปปริจเฉทญาณ” และเมื่อพิจารณาเห็นเหตุปัจจัยแห่งนามรูปว่า อวิชชา ตัณหา อุปสทาน กรร อาหาร และผัสสะ เป็นต้น เหล่านี้เองที่เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ความรุ้เห็นนี้ ก็คือ “นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ” และ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดดับแห่งนามรุป ทั้งจากส่วนละเอียด ตั้งแต่ธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ที่ขยายส่วนหบาบออกมาเป็นดวงกายและใจ (วงเห็น จำ คิด รู้) และทั้งส่วยหยาบ คือที่เจริญเติบโตเป็นกาย และใจ จิต วิญญาณ อันแสดงสามัญญลักณะคือความเป็นของไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) เป็นทุกข์ (ทุกฺขํ) เพราะแปรปรวนไป (วิปริณามธมฺมโต) และเป็นของมิใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้แน่นอนของมคร (อนตฺตาป ก็คือ “สัมมสนญาณ” และอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” นั่นเอง</p><p> แงะนี้ก็คือ การมีสติพิจารราเห็นกายในกาย ณ ภายใน (ของตนเองป ได้แก่ การมีสติพิจารณากเห็นลมหายใจเข้าออก จนลมละเอียดและหยุด (ระงับกายสังขาร) ในข้อ “อานาปานปัพพะ” และมีสติพิจารณาเห้นอุปาทินนกสังขาร ได้แก่ เห็นสังขารร่างกายของเรานี้ เป็นสักว่าเป็นธาตุ (น้ำ ดิน ไฟ ลมป ในข้อ “ธาตุปัพพะ” นั่นเอง…“หลักและวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนาเบื้องต้น ถึงธรรมกาย”</p>
เห็นกายในกาย ถึง ธรรมกาย ตอนที่ ๓
1 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Prof. Vicharn Panich · 10 พ.ค. 2561
บุษยมาศ · 10 พ.ค. 2561
เพชรน้ำหนึ่ง · 10 พ.ค. 2561
บุษยมาศ · 10 พ.ค. 2561

สาธุครับท่านอาจารย์