พระราชพรหมยาน (วีระ ภาวโร) หรือรู้จักกันโดยทั่วไปว่า กลวงพ่อฤาษีลิงดำ เป็นพระภิกษุนิกายเถรวาทฝ่ายมหานิกาย เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซูง) จังหวัดอุทัยธานี มีชื่อเสียงด้านการบำเพ็ยวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชา มโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ)

           หลังการมรณภาพ สังขารร่างกายของท่านมิได้เน่าเปื่อยอย่างศพของคนทั่วไป และได้มีการเก็ยรักษาไว้ที่วัดท่าซุงจนถึงปัจจุบัน

            เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๙ ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุร ในครอบครัวของชาวนาซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี บิดาชื่อ นายควง สังข์สุวรรณ มารดาชื่อนางสมบุญ สังข์สุวรรณ ท่านเป็นบุตคนที่ ๓ จากพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน ๕ คน

             อ่กนที่พระราชพรหมยานจะเกิดนั้น มารดาของท่านฝันว่ เห็นพระพรหมมีสีเหลืองเป็นทองคำเหมือนพระพุทธรูป นอนลอยไปในอากาศ มีเพชรประดับแพรวราวทั้งตัว เข้าทางหัวจั่วด้านทิสเหนือ เข้ามานั่งที่ตักท่าน มารดาก็กอดไว้ แล้วก็หายเข้าไปในกาย เมื่อเกิดมาใหม่ๆ หลวงพ่อเล็ก เกสโร ซึ่งมีฐานะเป็นลุง ได้กล่าวว่า  เจ้าเด็กคนนี้มาจากพรหม ดังนั้นจึงให้ชื่อว่ “พรหม” และต่อมาภายหลัง คนที่จดสำมะโนครัวเขามาเปลี่ยนชื่อให้เป็น “สังเวียน” ท่านยายกับชาวบ้านเรียกว่า “เล็ก” ส่วนท่านมารดาและพี่ๆ น้องๆ เรียกว่า “พ่อกลาง”

            พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๒๐ ปี อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่พัทธสีมาวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ , พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค เป็นพระอนุสาวนาจารย์

             คำสั่งพระอุปัชฌาย์ ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน ท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่ เจ้านี้หัวแข็งมากต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงะรรมเหมือนหลวงพ่อ(ปาน) กลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า “๓ องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชให่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน ๒ องค์นี้พอครบ ๑๐ พรรษาต้องเข้าป่า  เมื่อเป้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ (หมายถึงฉัน) จงเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมาก ต้องอยุ่สอนบริวารจนตาย พอครอบ ๒๐ พรรษาจงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มในเท่าบวชพวกเธอ”

           ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๐ –๒๔๘๓ ได้ศึกษาพระกัมมัฎฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น พระครูวหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโค หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เสาโร วัดบางนมโค พระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพนพระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียมวัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ

           พ.ศ.๒๔๘๓ อายุ ๒๔ ปี มาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี จากนั้ย้ายมาอยู่ทีวัดอนงคารามในช่วงออกพรรษาในสมัยสมเด็จพระพุทฌาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) อยุ่วัดช่างเหล็กใช่วงเข้าพรรษา ระหว่างนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมกรรมฐานกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ และพบพระสุปฏิปันโนอีกมาก เช่น สมเด็นพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโรทโย) เป็นต้น          พ.ศ.๒๔๘๖ อายุ ๒๗ ปี สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค เปลี่ยนชื่อจาก “พระมหาสังเวียน” เป็น “พระมหาวีระ” เพื่อไม่ให้คล้ายกับ พระมหาสำเนียง ที่อยู่วัดช่างเหล็ก ที่เดียวกัน

           พ.ศ.๒๔๘๘ อายุ ๒๙ ปี  สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค ย้ายมาอยู่วัดประยูรวงศาวาสวรวิหารได้เป็นรองเจ้าคณะ ๔ วัดประยูรวงศาวาส และฝึกหัดการเป็นนักเทศน์

           พ.ศ.๒๔๙๒ อายุ ๓๓ ปี จำพรรษาที่วัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

           พ.ศ.๒๔๙๔ อายุ ๓๕ ปี จึงกลับไปอยู่วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค

           พ.ศ.๒๕๐๐ อายุ ๔๑ ปี อาพาธหนักเข้าโรงพยาบาลกรมแพทย์ทหารเรือ

           พ.ศ.๒๕๐๒  อายุ ๔๓ ปี พักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม กรุงเทพฯ จากนั้นจึงได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ภาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ซึ่งขฯนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์ ได้ลูกศิษย์รุ่นแรก ๖ คน

           พ.ศ.๒๕๐๕ อายุ ๔๖ ปี ไปจำพรรษาที่วัดพรวน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเวลา ๑ พรรษา

           พ.ศ. ๒๕๐๖ อายุ ๔๗ ปี กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ภาวนาราม พอกลางเดือนมิถุนายน ก็ได้ลาพุทธภูมิ

           พ.ศ. ๒๕๐๘ อายุ ๔๙ ปี จำพรรษาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แล้วเริ่มไป-กลับวัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เพื่อสอนพระกรรมฐาน

           พ.ศ.๒๕๑๐ อายุ ๕๑ ปี ได้สอนวิชามโนมยิทธิ แล้วจึงจำพรรษาที่วัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท

            พ.ศ. ๒๕๑๑ อายุ ๕๒ ปี ในวันที่ ๑๑ มีนาคม จึงมาอยุ่วัดจันทาราม (ท่าซุงป ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำบูรณะ สร้างและขยายัด จาเดิมมีพื้นที่ ๖ ไร่ ๒ งาน กระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ ๒๘๙ ไร่ ๑ งาน มีอาคารและถาวรวัตถุต่างๆ จำนวน ๑๔๔ รายการ ในวัด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งในและนอกวัด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น หกร้อยสิบเอ็ดล้าน..บาท สิ่งก่อนสร้างทั้งในและนอกวัน อาทิ เช่น หอสวดมนต์, พระพุทธรูป, อาคารปฏิบัติกรรมฐาน, ศาลาการเปรียญ, วิหาร ๑๐๐ เมตร, ...โรงพยาบาลศูนย์แม่และเด็ก ชนบทที่ ๖ , พระจุฬามณี, มณฑปท้ายมหาราชทั้ง ๔ พระบรมราชานุสาวรีย์ ๖ พระองค์ พระชำระหนี้สงฆ์, โรงไฟฟ้า, โรงเรียนพระสุธรรมบยานเถระวิทยา, ศูน์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ เป็นต้น

          พ.ศ.๒๕๒๐ อายุ ๖๐ ปี ตั้งศนูญืสงเคราห์ผุ้ยกาจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๙) เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม

          พ.ศ. ๒๕๒๖ อายุ ๖๗ สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กชนบทที่ ๖๑ และมอบให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

          พ.ศ. ๒๕๒๘ อายุ ๖๙ ปี สร้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา

          พ.ศ. ๒๕๓๕ อายุ ๖๗ ปี ได้อาพาธด้วยโรคปอดบวมอยางแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่ดรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่ดรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ปัจจุบัศพของพลวงพ่อได้บรรจุไว้ในโลงแก้วบนบุษบกทองคำที่ประดับด้วยอัญมนีอันวิจิตรงดงาม ณ วัดจันทาราม ตำบลนำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี