สำหรับสัปดาห์นี้ ผมได้มีโอกาสอ่านข่าวเก่าเมื่อช่วงต้นปี 2549 จำนวน 2 เรื่อง มีความต่อเนื่องกัน กล่าวถึงการตีความกฎหมายเรื่องการเสียภาษีของบริษัทชินคอร์ป ซึ่งมีการเบี่ยงเบนเจตนาของกฎหมายออกไปจากเดิม ผมเห็นว่าน่าสนใจเชิญอ่านครับ
ข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่16 มกราคม พ.ศ.2549 ชื่อเรื่อง ย้อนรอยกรณีโอนหุ้นไม่เสียภาษี ?เมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต วุฒิสภาได้พิจารณาแล้วสรุปว่า กรมสรรพากรมีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ กรณี นายเรืองไกรลีกิจวัฒนะ ซื้อหุ้นจากบิดาในราคาต่ำกว่าราคาตลาด กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษี ขณะที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ขายหุ้นให้พี่บุญธรรม นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ในราคาพาร์ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดแต่กลับไม่เก็บภาษีจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ พบว่ากรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรโดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีลักษณะเดียวกับนายเรืองไกร จำนวน 2,000,000 หุ้นในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะนั้นราคาตลาดอยู่ที่ 150 บาทต่อหุ้นนางสาวยิ่งลักษณ์ก็ไม่ไปจ่ายภาษี กรมสรรพากรก็ไม่เรียกเก็บภาษีกรณีคุณหญิงพจมานชินวัตร ขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์หรือกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้วเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรไม่ประเมินและไม่เรียกเก็บภาษีจากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ และเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้กรมสรรพากรและประชาชนเสียหาย เป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 82
ส่วนคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่อ้างว่าจะเก็บภาษีก็ต่อเมื่อผู้รับโอนหุ้นได้ขายหุ้นนั้นออกไปทางคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วว่าเป็นคำเลี่ยงของกรมสรรพากรในความเป็นจริงจะต้องเรียกเก็บภาษีทั้งหมดเพราะเคยมีคำวินิจฉัยถือเป็นรายได้พึงประเมิน เพราะหากไม่เรียกเก็บในกรณีนี้ผู้ที่รับหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าก็จะมีทางหลีกเลี่ยงออกไปได้อีกโดยซื้อขายกันนอกตลาดหลักทรัพย์ฯในราคาที่ต่ำ ไม่มีการเสียภาษีก็จะขายราคาต่ำไปเรื่อยๆ ไม่มีใครยอมเสียภาษีในระบบก็ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯยิ่งจะเสียหายนอกจากนี้จากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ในกรณีของคุณหญิงพจมาน ได้โอนหุ้นให้นายบรรณพจน์ดามาพงศ์ จำนวน 4,500,000 หุ้น แต่อ้างว่าเป็นการโอนให้โดยธรรมจรรยาน้องให้พี่ในลักษณะนี้กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตว่าในกรณีนี้กรมสรรพากรสมควรที่จะปฏิบัติหน้าที่เสียก่อน เพราะคำว่าธรรมจรรยากรมสรรพากรชี้แจงเองว่า ไม่ได้มีระบุไว้ชัดเจนว่าวงเงินเท่าไหร่เพราะฉะนั้นศาลภาษีน่าจะเป็นผู้ตัดสินได้ว่า การให้ในลักษณะที่มูลค่า 600-700 ล้านบาท เป็นการให้แบบธรรมจรรยา น้องให้พี่เหมาะสมหรือไม่ข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2549
สรรพากรอุ้มซื้อขาย"ชิน" พลิกคำวินิจฉัย"ส่วนต่าง"หุ้น ไม่ใช่เงินได้พึงประเมิน
ยังมีคำถามค้างคาใจว่า การที่ครอบครัวชินวัตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน 1,157 ล้านหุ้น (เฉพาะในส่วนที่มีชื่อในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ไม่รวมในนอมินี)ให้แก่กองทุนเทมาเสกของสิงคโปร์ในราคาหุ้นละกว่า 50 บาท มูลค่ารวมประมาณ 70,000 ล้านบาทนั้นผู้ที่เคยซื้อหุ้นมาราคาพาร์เพียงหุ้นละ 1 บาท จากพ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน ได้แก่ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมานจำนวน 268 ล้านหุ้น (แตกพาร์แล้ว) นายพานทองแท้ ชินวัตร 733 ล้านหุ้น, นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น หรือแม้แต่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตรซื้อหุ้นต่อมาจากนายพานทองแท้ 367 ล้านหุ้น ในราคา 1 บาท จะต้องเสียภาษี "ส่วนต่าง"ราคาหุ้นที่ซื้อต่ำกว่า ราคาตลาดหรือไม่เมื่อปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวขึ้นมา กรมสรรพากรได้ยืนยันหลายครั้งว่าการซื้อขายหุ้นกันระหว่างเครือญาติชินวัตรในราคาต่ำกว่าราคาตลาดนั้นไม่ต้องเสียภาษีดังนี้
ครั้งแรก นายวิชัย จึงรักเกียรติ รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร (นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล-ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงการคลัง) ทำหนังสือ ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 (ที่ กค.0811/6312) ระบุว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าว ถือไม่ได้ว่า ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากการโอนหุ้นซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ตามประมวลรัษฎากร เนื่องจากยังมิได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ซื้อแต่ประการใด จนกว่าผู้ซื้อจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุน
ต่อมาเมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักบัญชีหุ้น บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ ซื้อจากบิดาในราคา 10 บาท จากราคาตลาด 21 บาท มีส่วนต่างประมาณ 55,000 บาทปรากฏว่าถูกกรมสรรพากรคำนวณเป็นภาษีเงินได้ จึงมีการร้องเรียนว่ากรมสรรพากรเลือกปฏิบัติ ไม่ยอมเก็บภาษี "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นชิน ทำให้นายวราเทพรัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 ว่าเป็นความผิดพลาดและเข้าใจผิดกรมสรรพากรพร้อมที่จะคืนเงินภาษีที่เก็บไปจากนายเรืองไกรไปนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กรมสรรพากรคืนเงินให้ผู้เสียภาษีโดยผู้เสียภาษีมิได้ขอคืน
ครั้งที่สอง บันทึกคำให้การของนายเรืองไกร (ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2548) ที่นายพิชเยนทร์ กองทอง นิติกร 8 กรมสรรพากรเขียนขึ้นระบุว่าสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นผลประโยชน์จากการซื้อหุ้นยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเพราะเงินได้ในส่วนนี้ยังมิได้มีการก่อให้เกิดรายได้ต่อท่าน (นายเรืองไกร)ท่านจะเสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อท่านได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุนทั้งนี้ ตามมาตรา 40 (4) (ช)
ครั้งที่สาม นายสุเทพ พงษ์พิทักษ์ สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ทำหนังสือ ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 (ที่ กค.0709.03 (ภค.) / 12123) ถึงนายเรืองไกรเรื่องแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2546 โดยระบุว่า ในกรณีดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าท่านมีเงินได้พึงประเมินเพราะเป็นเพียงขั้นลงทุนหาใช่ผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ท่าน (นายเรืองไกร)จึงยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับตัวเลขผลประโยชน์จากการซื้อหุ้นจนกว่าท่านจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน
สรุปแล้วทั้ง 3 ครั้งกรมสรรพากรยืนยันว่า การที่บุคคลธรรมดาซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ยังไม่ต้องเสียภาษีที่เกิดขึ้นจาก "ส่วนต่าง" ราคาดังกล่าว จนกว่า บุคคลผู้นั้นจะขายหุ้นออกไปในราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อมา จึงจะนำ "ส่วนต่าง" ดังกล่าวมาคำนวณภาษี
ซึ่งคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรนั้นใช้ทั้งกับกรณีนายเรืองไกรที่ซื้อหุ้นมาจากบิดามูลค่ากว่า 50,000 บาทหรือกรณีครอบครัวชินวัตรซื้อหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท (ราคาหุ้นชินหุ้นละ 1 บาท)
ดังนั้นนายเรืองไกรขายหุ้นไปได้กำไร 50,000 บาท ก็ต้องนำ "ส่วนต่าง" 50,000 บาทดังกล่าวมาคำนวณเป็นภาษีเงินได้ประจำปีเช่นเดียวกับถ้าครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์นำหุ้นชินที่ซื้อมาในราคาหุ้นละ 1 บาทไปขายให้กองทุนเทมาเสกได้ในราคาหุ้นละกว่า 50 บาท เป็นเงินรวมเกือบ 70,000 ล้านบาท หรือมีส่วนต่างกว่า 60,000 ล้านบาท ก็ต้องนำ "ส่วนต่าง" กว่า 60,000 ล้านบาท ไปคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี ซึ่งแน่นอนว่าต้องเสียภาษีสูงสุดร้อยละ 37 ซึ่งเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท
การที่ทั้งนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางไพฑูรย์ เกสรรองอธิบดีกรมสรรพากร รีบออกมารับหน้าว่าการขายหุ้นชินของครอบครัวชินวัตรให้กองทุนเทมาเสกครั้งนี้ ไม่ต้องเสียภาษีใน "ส่วนต่าง" ที่เกิดขึ้น (จากที่ซื้อมาราคาหุ้นละ 1 บาท)ด้วยเหตุผลเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นการรักษาผลประโยชน์ของใครกันแน่และให้ดูกันต่อไปว่าจะมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังรายใดจะได้รับการปูนบำเหน็จเหมือนที่ผ่านๆมา
แต่ดูเหมือนว่ากรมสรรพากรจะยังไม่แน่ใจว่าจะปิดช่องการเสียภาษีของการซื้อขายหุ้นชินหมดหรือยังจึงมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 29 ธันวาคม 2548 (ที่ กค. 0709.31/18325 ลงนามโดยนางจิตรมณี สุวรรณพูล สรรพากรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร)ชี้แจงเรื่องนี้ต่อนายเรืองไกรซึ่งเป็นการพลิกคำวินิจฉัยเดิมทั้งหมดว่าการซื้อขายทรัพย์สิน (หุ้น) ราคาต่ำกว่าราคาตลาด "ส่วนต่าง" ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 ของประมวลรัษฎากรตั้งแต่ต้น
หนังสือดังกล่าวพยายามอธิบายว่าการซื้อทรัพย์สินโดยปกติจะมีราคาตลาดสำหรับซื้อทรัพย์สินนั้นโดยราคาตลาดจะมีหลายราคา หากเป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้เองหรือเป็นผู้บริโภคผู้ซื้อจะซื้อตามราคาของผู้ขายปลีกหากเป็นการซื้อเพื่อนำไปขายซึ่งต้องซื้อเป็นจำนวนมากผู้ซื้อจะต้องซื้อในราคาต่ำโดยอาจซื้อราคาตลาดที่เป็นของผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง
ดังนั้นทรัพย์สินชนิดเดียวกัน อาจมีราคาซื้อแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ซื้อซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ราคาซื้อดังกล่าวถูกกว่าราคาตลาด เช่นการส่งเสริมการขาย สินค้าตกรุ่น เลหลังสินค้า เลิกกิจการ ขายทอดตลาด ความพอใจความสัมพันธ์ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไป ตามมาตรา 453 ป.พ.พ.
"การซื้อทรัพย์สินในลักษณะดังกล่าวจะเป็นเรื่องของทุนซึ่งกระทบต่อจำนวนเงินของผู้ซื้อที่มีอยู่ทั้งจำนวนเงินที่เหลืออยู่และที่ได้จ่ายไป ดังนั้นไม่ว่าการซื้อทรัพย์สินผู้ซื้อจะซื้อตามราคาตลาดหรือซื้อในราคาถูกกว่าตลาดผู้ซื้อต้องเสียเงินสำหรับการซื้อตามจำนวนมากน้อยตามราคาที่ตกลงกัน..การที่ซื้อทรัพย์สินราคาถูกจะทำให้เหลือเงินมากกว่าซื้อทรัพย์สินในราคาปกติเงินที่เหลือดังกล่าวไม่ว่าจะเหลือมากน้อยเท่าใด ก็เป็นเงินของผู้ซื้อเองเป็นเรื่องของทุนมิใช่เงินที่ผู้ซื้อได้รับหรือเข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับจากผู้อื่นแต่อย่างใดด้วยเหตุผลข้างต้น การซื้อทรัพย์สินในราคาถูกไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 เช่นเดียวกับส่วนลดปกติและส่วนลดพิเศษที่จะลดให้ทันทีเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด" หนังสือของกรมสรรพากรระบุจากนั้นสรุปว่า กรณีของนายเรืองไกรซึ่งซื้อหุ้นบริษัททางด่วนกรุงเทพจากบิดาต่ำกว่าราคาตลาดที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นการซื้อขายทรัพย์สินกันระหว่างนายเรืองไกรกับบิดาซึ่งเป็นการซื้อขายอันเป็นเรื่องปกติในทางการค้าส่วนราคาที่ตกลงซื้อขายกันต่ำกว่าราคาตลาดผู้ขายและผู้ซื้อมีสิทธิตกลงกันได้โดยผู้ซื้อต้องใช้ราคาทรัพย์สินตามที่ตกลงกันนั้นตามมาตรา 453 แห่ง ป.พ.พ. "ดังนั้นกรณีท่าน (นายเรืองไกร) ซึ่งเป็นผู้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาดส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาดไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 39 ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น"หนังสือระบุ
แยกเป็นหลายบันทึกก็ได้ค่ะ ตอนท้าย ข้อความหายไปนะคะ
เพิ่มเติมข้อความส่วนท้ายที่หายไปครับ
จากคำชี้แจงดังกล่าวสรุปได้ว่า การซื้อขายหุ้นต่ำกว่า ราคาตลาด “ส่วนต่าง”ที่เกิดขึ้น มิได้เป็นผลประโยชน์ที่ได้รับมาตั้งแต่ต้นจึงไม่เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินมาตั้งแต่ต้นเพราะเป็นการซื้อขายทรัพย์สินตามปกติ โดยมีเงื่อนไข เช่นความสัมพันธ์ส่วนตัวความพอใจ ดังนั้นต่อไปไม่ว่า ผู้ซื้อจะขายหุ้นนั้นไปในราคาสูงเท่าใดก็ไม่ต้องเสียภาษีที่เกิดขึ้นจาก “ส่วนต่าง” มาตั้งแต่ต้น เป็นการพลิกแนวคำวินิจฉัย 3 ครั้งแรก ที่ระบุว่า ถ้าขายหุ้นไปแล้วมีกำไรเกิด “ส่วนต่าง” เกินกว่าที่ได้ลงทุน (ซื้อมา) ต้องเสียภาษี “ส่วนต่าง”ดังกล่าว การที่กรมสรรพากรเปลี่ยนคำวินิจฉัยดังกล่าวแบบกลับหลังหันช่างสอดคล้องกับห้วงเวลาการขายหุ้นชินให้กับกองทุนเทมาเสกมูลค่าเกือบ 70,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนต่างกว่า 60,000 ล้านบาท เป็นการปิดทางเรียกร้องมิให้เก็บภาษี “ส่วนต่าง” ดังกล่าวกว่า 25,000 ล้านบาท!!