เด็กไทยกับการบ้านยุคดิจิทัล


การบ้านในโลกดิจิทัล

                      วันนี้ผ่านหน้าโรงเรียน เห็นเด็กทุกคนหอบหิ้วกระเป๋าใบโตไปโรงเรียนกัน จึงเห็นว่าการเรียนการสอนของการศึกษาไทยในทุกวันนี้ ช่างน่าสงสารเด็กนักเรียนบ้านเราเสียจริง นับแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงเด็กโต เพราะนอกจากจะต้องนั่งเรียนในห้องเรียนวันละไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ของแต่ละสัปดาห์แล้ว หลังเลิกเรียนหรือวันหยุดผู้ปกครองยังสนับสนุนให้เรียนพิเศษกันอย่างบ้าคลั่ง อันที่จริงไม่ได้มีเจตนาที่จะไปตำหนิผู้ปกครองท่านหรอกที่ทำอย่างนั้น เพราะเหตุผลที่แท้จริงของพ่อแม่ล้วนแต่มีเจตนาที่ดีต่อลูกหลานทั้งสิ้น

                     มองย้อนไปเมื่อสัก 30 ปีที่ผ่านมา ในสมัยของผู้เขียนยังอยู่ในวังวนของการเรียนหนังสือในระบบโรงเรียน การเรียนการสอนของการศึกษาไทยในต่างจังหวัดสมัยนั้น ยังไม่มีสื่อการเรียนการสอนมากเหมือนทุกวันนี้ ผู้สอนเมื่อถึงเวลาก็ทำหน้าที่สอนกันไป เปิดตำราสอน อ่านตำรากันไปเป็นเล่ม ๆ จนผู้เขียนอดคิดในใจไม่ได้ว่า "ฉันอ่านเองก็ได้กระมัง" ก็มีเยอะ   และเมื่อสอนจบก็ให้การบ้านผู้เรียน พูดให้ดูดีคือ เพื่อวัดระดับความรู้ว่ารู้แจ้งเห็นจริงเพียงใด วนไปเป็นวัฏจักรอย่างนี้ จนจบการเรียนการสอนวิชานั้น ในบางวิชาก็ดีหน่อย ที่ยังออกแนวให้ค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษากันบ้าง พูดง่าย ๆ คือ ให้ไปค้นคว้ามาตามหัวข้อที่กำหนด แล้วทำเป็นรูปเล่มรายงานมาส่ง เพื่อเปลี่ยนเป็นคะแนน แล้วในอีกหลาย ๆ วิชาที่ต้องเรียนก็ล้วนแต่มีงานมีการบ้านเยอะแยะมากมาย ซึ่งในสมัยโบราณ ต้องกล่าวว่าโบราณ เพราะผู้เขียนย้อนเวลากลับไปตั้ง 30 ปี แหล่งข้อมูลในการค้นคว้าเพื่อการศึกษายังต้องอาศัยห้องสมุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญกว่านั้น ตำราที่ทุกคนแสวงหาที่ว่านี้ มีจำนวนจำกัดสุด ๆ ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้เสพข้อมูลเลยจริง ๆ ไม่มี Social network ในการสืบค้นข้อมูลที่ทันสมัยรวดเร็วทันใจเหมือนในปัจจุบัน (ซึ่งน่าอิจฉาเด็กรุ่นใหม่ที่สุด)   เด็กต่างจังหวัดสมัยนั้น   ยังห่างไกลเทคโนโลยีมากมายเหลือเกิน นี่ยังไม่ได้พูดถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกนะ   ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งสิ้นไม่มีเจตนาใด ๆ ที่จะตำหนิผู้สอนว่าใช้วิธีการสอนไม่ดีอีกเหมือนกัน   แต่ระบบมันเป็นอย่างนั้นตามยุคตามสมัย   ซึ่งทุกวันนี้ผู้เขียนได้ดีมาได้ทุกวันนี้ล้วนแต่อาศัยการเรียนการสอนแบบที่ว่ามานี้แหล่ะ  (แต่ยังไม่มั่นใจเท่าไรว่าได้ดิบได้ดีแล้ว) เมื่อโลกมันเปลี่ยนไปจึงอยากทำให้ระบบความคิดเปลี่ยนตามก็เท่านั้นเอง  

                    ที่สำคัญ....ต้องยอมรับว่าไม่ว่าในยุคสมัยไหน เด็ก ๆ ก็ยังต้องทำการบ้านเยอะอยู่ดี ตราบใดที่ยังอยู่ในระบบการศึกษาของไทย แต่จะทำอย่างไรที่จะปรับเปลี่ยนความคิดเด็ก ๆ ให้ได้ว่า การทำการบ้านเป็นเรื่องเล็ก และเป็นเรื่องสนุก ไม่เครียดเพราะการบ้านท่วมหัว มีแรงบันดาลใจในการทำการบ้าน เลิกคิดว่าไม่รู้จะหาข้อมูลได้จากไหน ก็คงต้องฝากคุณครูรุ่นใหม่ ช่วยปลูกต้นไม้เพื่อการศึกษาของไทยให้ออกมาในรูปแบบที่เจริญเติบโต  และอยู่ในโลกดิจิทัลในปัจจุบันได้อย่างสวยงาม

คำสำคัญ (Tags): #การบ้านเด็กไทย
หมายเลขบันทึก: 639190เขียนเมื่อ 16 ตุลาคม 2017 14:21 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 ตุลาคม 2017 14:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี