วิวัฒนาการการบริหาร

วิวัฒนาการของการบริหาร วิวัฒนาการของการบริหาร มี 4 ยุค  

 คือยุคที่ 1   วิวัฒนาการของการบริหารยุคก่อน Classical เป็นระยะเวลาก่อนการคิดค้นการบริหารที่มีหลักเกณฑ์  เริ่มต้นตั้งแต่คนรู้จักรวมกำลังทำงานเรื่อยมา  จนถึงประมาณ ค.ศ. 1880  เป็นครั้งแรกที่คาเริ่มหาวิธีการบริหารที่มีหลักเกณฑ์  

สาะสำคัญในยุคที่ 11. คนงานอยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าผู้ควบคุมหรือนายจ้าง2. ความสัมพันธ์ระหว่างกันมีพื้นฐานจากระบบเจ้าขุนมูลนาย3. ใช้ระบบเผด็จการ4. สังคมชาวเยอรมันมีการแบ่งแยกบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่า5. มีระบบศักดินา  พื้นฐานความคิดของการบริหารในยุคนี้ยังไม่เกิด บุคคลใดอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจแล้ว  ก็จะมีอำนาจควบคุมระบบสังคมและเศรษฐกิจ  คนเมื่อเกิดที่แห่งใดแล้วก็จะจำกัดเฉพาะที่นั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขฐานะของตนได้  ในยุคนี้ ช่างฝีมือทำงานอย่างเดียวกัน มีการรวมกลุ่มกัน กลุ่มนั้นคือการเกิดสหบาลกรรมกร เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 องค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น การผลิตเปลี่ยนจากครัวเรือนมาเป็นโรงงาน  และในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 องค์การธุรกิจรูปแบบบริษัทก็เกิดขึ้น               

 สรุปวิวัฒนาการของการบริหารในยุคก่อน Classical1. เริ่มจากคนรู้จักรวมกลุ่มกันทำงานประมาณ ค.ศ. 18802. บุคคลทำหน้าที่บริหารจัดการขึ้นอยู่กับลักษณะของกลุ่มนั้น3. ไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ เป็นยุคเผด็จการ มีอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ 

ยุคที่ 2   วิวัฒนาการของการบริหารยุค Classical  เป็นยุคการบริหารทีมีหลักเกณฑ์  อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1880 – 1930 

สาระสำคัญของยุคที่ 21. มีการรปฏิวัติอุตสาหกรรม2. มีการจ่ายค่าจ้างให้คนงานอย่างเพียงพอ3. มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว4. มีความก้าวหน้าทางวิชาการ5. เกิดศาสตร์ทางการบริหาร พื้นฐานความคิดของการบริหารยุคนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรม  คือพยายามศึกษาวิธีการผลิต พยายามบอกวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพ  และมีมาตรฐานที่สุด ขจัดความไม่ยุติธรรม  

 นักคิดในทางบริหารFrederick W. Taylor  ( บิดาแห่งการจัดการทางวิทยาศาสตร์ ) เป็นชาวเยอรมัน  ได้พัฒนาหลักการ การบริหารไว้ 4 ข้อ ดังนี้1. งานทุกงานต้องกำหนดวิธีการอ่าน และทุกคนต้องปฏิบัติตาม2. มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกคนงาน3. ทุกคนต้องได้รับการอบรม4. ฝ่ายบริหารต้องร่วมมือกับพนักงานTaylor  ใช้เทคนิคการบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Time – and – motion Study ( 1. เวลาที่จะใช้มนุษย์ทำงาน 2. หลักการกำหนดค่าจ้าง กำหนดตามลักษณะงาน 3. การแยกการวางแผนออกจากการปฏิบัติงาน )Henri Faylo นักอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศส บิดาแห่งทฤษฎีการบริหาร  ได้กำหนดขั้นตอนของการบริหารไว้ คือ 1. การวางแผน ( Planning )2. การจัดองค์การ( Organizing )3. การบัญชาการ( Commanding )4. การประสานงาน( Coordinate )5. การควบคุม( Control )Faylo เสนอหลักการบริหาร 14 หลัก ดังนี้  

 1. แบ่งงานกันทำ               

 2. อำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชา 

 3. การมีระเบียบวินัย              

4. ความเป็นเอกสารในการบังคับบัญชา    

 5. หลักผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นรอง  องค์การเป็นหลัก

6. หลักความเอกภาพในทิศทาง                

7. ผู้บริหารมีอำนาจตัดสินใจ 

8. ความยุติธรรมต่อนายจ้าง และลูกจ้าง   

9. หลักการมีสายบังคับบัญชา  

  10. หลักความเป็นระเบียบแบบแผน 

11. ความเสมอภาค             

 12. ความมั่นคงในการทำงาน            

13. หลักความริเริ่มสร้างสรรค์              

  14. หลักความสามัคคีหรือมีน้ำใจ

Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ( บิดาแห่งราชการ )  เป็นนักคิดการบริหารแบบระบบราชการ  นำไปใช้บริหารองค์กรได้ดี 7 ประการ ดังนี้                

1. การมีกฎระบียบข้อบังคับ                2. ไม่ยึกติดตัวบุคคล ไม่มีลักษณะเป็นส่วนตัว                3. หลักแบ่งงานกันทำ                4. มีโครงสร้างสายบังคับบัญชา                5. ความเป็นรอาชีพที่มั่นคง                6. มีอำนาจในการตัดสินใจ.                7. มีเหตุผล

ยุคที่ 3  วิวัฒนาการของการบริหารยุคมนุษยสัมพันธ์ ( Human Relation )    เป็นแนวคิดทางการบริหารที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1974  มาจนถึง ค.ศ. 1950   พื้นฐานความคิดทางการบริหารกล่าวได้ว่าElton  Mayo เป็นบุคคลแรกที่มำให้แนวความคิดทางการบริหารเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์เป็นสังคม มีความต้องการให้ความคิดของตัวเองเป็นจริง  เน้นการจูงใจElton  Mayo ได้ทำการทดลอง ที่เป็นที่รู้จักในนาม ฮอธอร์น  ศึกษาที่โรงงานฮอธอร์น ของบริษัท เวสเทอร์น อิเล็กตริก เริ่มในปี พ.ศ. 1924 – 1927 ผลการศึกษา

1. สถานที่ของห้องทำงาน เรื่องของแสงสว่างที่มีมีผลต่อการเพิ่มผลผลิต

2. กลุ่มมีผลต่อการปฏิบัติงานของคน   

3. ระบบสังคมหรือสภาพแวดล้อมในที่ทำงานมีผลกระทบต่อผลงานของคน

4. ทัศนคติของพนักงานมีผลต่อการผลิตของงาน

ข้อเสนอแนะของ Mayo               

 1. หาทางแก้ไขด้านบริหาร              

  2. ใช้ประโยชน์จากวิชาความรู้สาขาต่าง ๆ ทางด้านสังคมศาสตร์           

     3. นำวิธีการทางมนุษยสัมพันธ์มาใช้อย่างถูกต้อง              

  4. มีการจูงใจพนักงาน             

   5. มีการสื่อสารที่ดีในองค์การ

แนวความคิดกลุ่มมนุษยสัมพันธ์  เน้นเรื่อง

1. ภาวะผู้นำ ( Leadership )        

  2. ทัศนคติในงาน ( Job attitudes)      

 3. พลวัตรของกลุ่ม ( Group dynamic )ในยุคนี้ให้ความสำคัญกับคนและกลุ่มทำงาน

ยุคที่ 4   ยุค Behavioral Organization หรือ ยุคพฤติกรรมศาสตร์       เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มปี 1958 -  ปัจจุบัน (10 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ) เป็นการผนวกความสำคัญของคนกับระบบเข้าด้วยกัน คือเป็นการบริหารที่ให้ความสำคัญทั้งงานและคนตามสถานการณ์   เชสเตอร์  ไอ บาร์นาร์ด ( Chester I Barnard ) ชาวอเมริกัน ซี่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดพฤติกรรมศาสตร์ เชื่อว่า องค์การเป็นระบบของการร่วมแรงร่วมใจกันของบุคคล ตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ บาร์นาร์ดเชื่อว่าการโน้มน้าวจิตใจมี 2 ลักษณะเฉพาะเจาะจง คือเรื่องของแรงจูงใจด้านวัตถุ และลักษณะทั่วไป คือเรื่องความรู้สึก  ดักกลาส  แมกเกอเกอร์ ( Douglas McGregor s ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ว่ามี 2 แบบ คือ                

 1. Theory  x  ทฤษฎีเอกซ์ เป็นสมมติฐานในทางลบของบุคคล      

    2. Theory  y ทฤษฎีวาย เป็นสมมติฐานทางบวก

การบริหารแบบพฤติกรรมศาสตร์มีอิทธิพลต่อการบริหารการศึกษา คือ        

1. ทำให้ผู้บริหารหันมาสนใจกับการพัฒนาระบบการทำงานและการส่งเสริม สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรในโรงเรียน    

 2. ผู้บริหารโรงเรียนควรนำหลักวิทยาศาสตร์ สังคม และจิตวิทยา มาใช้ในการบริหารอย่างเหมาะสมผสมผสานอย่างกลมกลืน             

   3. ผู้บริหารโรงเรียนควรนำกรอบความคิด นำสรุปที่ได้จากทฤษฎีการบริหารมาเป็นแนวทางในการบริหารและประยุกต์ใช้หลักการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ...........................................                                         

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ສັງລວມບົດຮຽນ



ความเห็น (0)