บทที่ 2 อาหารสร้างประวัติศาสตร์
หลายคนคงรู้จัก Marco Polo (มาร์โค โปโล) พ่อค้าชาวเมืองเวนิส อิตาลีในศัตรวรรธ์ที่ 13 ที่หลงไหลจะไปเมืองจีนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น กองทัพของจีนนำโดยเจง กิส ข่านได้เคยบุกมาถึงยุโรปและครอบครองเมืองบูดาเปส เมืองหลวงของฮังการีได้ มาร์โค โปโลจึงตัดสินใจเดินทางไปเมืองจีนกับบิดาและลุงของเขาตามเส้นทางสายไหม (Silk Road) โดยผ่านไปทางตะวันออกกลาง อินเดีย และประเทศอื่นๆก่อนมาถึงจีนในปี คศ 1271 ได้เห็นศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องเทศที่ประเทศเหล่านี้ใช้ในการประกอบอาหาร เส้นทางที่มาร์โค โปโลเดินทางไปเมืองจีนเป็นเส้นทางที่ได้รับสมญาว่าเป็น Silk Road ตามความเจริญของจีนที่ผลิตผ้าไหมสวยสดออกตลาดโลกได้เป็นประเทศแรก และได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิคุปไล ข่าน หลานปู่ของเจง กิส ข่าน ความฉลาดเฉลียว ของมาร์โค โปโล เป็นที่โปรดปรานของท่านจักรพรรดิมาก ท่านจึงขอให้มาร์โค โปโล ช่วยงานของประเทศจีนต่อ ทำให้ท่านต้องอยู่ช่วยงานที่นั่นถึง 17 ปีกว่าจะเดินทางกลับเมืองเวนิส
เวนิส บ้านเกิดของ Marco Polo ผู้นำเครื่องเทศมาเผยแพร่ในยุโรป ปัจจุบันเวนิสเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของอิตาลี
มาร์โค โปโลนำเอาเครื่องเทศที่สะสมไว้หลายชนิดติดกลับมาอิตาลี แล้วเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รู้สรรพคุณของเครื่องเทศในการปรุงอาหาร ทำให้อาหารมีรสชาติน่ากินอีกมาก ชาวอิตาลีและยุโรปที่ไม่เคยเห็นหรือสัมผัสรสชาติของเครื่องเทศมาก่อนต่างตื่นเต้นหลงใหลและต้องการเครื่องเทศมาปรุงอาหารของตน การค้าเครื่องเทศทางเรือระหว่างจีน อินเดีย อาหรับ และอิตาลี จึงเกิดขึ้น สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับเมืองเวนิสที่เป็นเมืองท่าที่ริเริ่มการค้าด้านนี้เป็นครั้งแรกในยุโรป
ระหว่างที่มาร์โค โปโลอยู่ในจีน เขาได้กินอาหารพื้นเมืองของจีนโดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยว และเกี๊ยวเป็นประจำ เป็นที่รู้ดีว่าชาวจีนใช้แป้งข้าวเจ้าในการผลิตก๋วยเตี๋ยวและเกี๊ยว เมื่อกลับมาอิตาลีซึ่งไม่มีแป้งข้าวเจ้า มีแต่แป้งสาลี ความอยากกินก๋วยเตี๋ยวและเกี๊ยวทำให้มาร์โค โปโล คิดทำเส้นก๋วยเตี๋ยวและเกี๊ยวโดยใช้แป้งสาลีแทน ผลที่ได้ก็คือเส้นสปาเก็ตตี้ ซึ่งเมื่อนำมาหุงต้มกับซอสมะเขือเทศที่มีแพร่หลายในอิตาลี จึงเป็นต้นกำเนิดของสปาเกตตี้ให้เราได้กินจนถึงทุกวันนี้ ส่วนเกี๊ยวทีทำด้วยแป้งสาลี ใส่เนยแข็งและเนื้อหมูก็กลายเป็น ราวิโอรี่ อาหารประจำชาติอิตาลีอีกอย่างหนึ่ง
ชาวยุโรปตื่นเต้นมากเมื่อเห็นผ้าไหมจีนที่มาร์โค โปโลนำติดมา เวนิสจึงกลายเป็นเมืองท่าแห่งแรกของยุโรปที่สั่งไหมจากจีนมาขาย ต่อมาเมื่อชาวอิตาลีรู้ว่าใยไหมได้มาจากแมลง (silk worm) และแมลงเส้นไหมต้องกินใบหม่อนเป็นประจำ ชาวเมืองเวนิสและเมืองข้างเคียงจึงหันมาปลูกต้นหม่อน และนำแมลงเส้นไหมมาจากจีน การผลิตผ้าไหมในยุโรปจึงเกิดขึ้นที่อิตาลี ไหมของอิตาลีมีออกมาขายทั่วยุโรปจนถึงทุกวันนี้ สร้างความร่ำรวยให้กับชาวอิตาลีและเมืองเวนิสอีกมาก
ผ้าไหมอิตาลีที่มีถิ่นกำเนิดจากจีน
ประเทศยุโรปออกล่าเมืองขึ้น
ความหลงใหลในรสชาติของเครื่องเทศที่มีมากในประเทศในตะวันออกกลาง อินเดีย และหลายประเทศในเอเชีย ทำให้ประเทศยุโรปที่มีความสมรรถภาพทางการเดินเรือ และมีกองทัพเรือที่มีแสนยานุภาพ เริ่มใช้อิทธิพลล่าเมืองขึ้น เริ่มตั้งแต่ประเทศในตะวันออกกลาง ตามมาถึงอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา พม่า มาลายาหรือมาเลเซีย ที่ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ปอร์ตุเกสมายึดเมืองกัว (Goa) ในประเทศอินเดีย และมาเก๊าจากจีน เนเธอร์แลนด์ยึดประเทศอินโดนีเซีย ฝรั่งเศสมายึดเวียตนาม กัมพูชา ลาว ฯลฯ
ประวัติศาสตร์ของไทยได้อ้างถึง พ่อค้าชาวปอร์ตุเกสที่เดินเรือมาเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวง และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นกษัตริย์ ไม่ทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงของชาวปอร์คุเกสที่มาเมืองไทยเพราะอะไร จะเป็นเพราะตามล่าหาเครื่องเทศหรือไม่ แต่เป็นเพราะพระปรีชาสามารถของพระเจ้านารายณ์ฯที่เจรจาเกลี้ยกล่อมชาวปอร์ตุเกสให้มาช่วยราชการของไทย โดยแต่งตั้งให้พ่อค้าเหล่านี้มีตำแหน่งใหญ่โตช่วยบริหารราชการให้ไทย จนไทยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และได้อาศัยพ่อค้าเหล่านั้นทำสัมพันธไมตรีทางการทูตกับปอร์ตุเกสเป็นประเทศแรกของกลุ่มประเทศตะวันตกเมื่อกว่า 500 ปีมาแล้ว ทำให้ไทยกับปอร์ตุเกสมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่นั้นมา อาหารไทยบางชนิดก็ได้สืบสานมาจากวัฒนธรรมอาหารปอร์ตุเกส เช่น ฝอยทอง และฝรั่งเศสก็นำศัพท์ภาษาไทยไปใช้ในบ้านของเขา เช่นคำว่า ศาลา ปอร์ตุเกสใช้คำว่า Sala กับห้องโถง หรือห้องใหญ่ที่มีหลังคาครอบ
จากการต้องการล่าเมืองขึ้นและเครื่องเทศ ฝรั่งเศสส่งเรือรบหลายลำเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อหวังจะยึดประเทศไทยหรือส่วนหนึ่งของไทยด้วย มีการสู้รบกับเรือรบของไทย (ลำเล็กๆ) ที่สามารถจมเรือรบของฝรั่งเศสได้ 1 ลำ สร้างความเจ็บแค้นให้ฝรั่งเศส จึงนำเรือรบใหญ่เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา และตั้งปืนใหญ่ของเรือเล็งไปที่พระบรมมหาราชวังที่เป็นที่ประทับของกษัตริย์ไทย คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของเรา แล้วสั่งให้ไทยเอาทองคำจำนวน 2 ตันมาเป็นค่าชดเชยที่จมเรือรบฝรั่งเศสไป 1 ลำ รายละเอียดเรื่องนี้สมควรที่คนไทยทุกคนจะต้องเรียนรู้ แต่ด้วยพระบารมีและพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ที่ตัดสินพระไทยกดินแดนของไทยบางส่วนด้านตะวันออกของแม่น้ำโขง ให้กับกัมพูชาและลาวที่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการยึดครองประเทศไทยทั้งหมด พระองค์ท่านจึงตัดสินพระไทเสด็จประพาสยุโรปทันทีหลังจากที่เจรจายุติกับฝรั่งเศส ทำให้หลายประเทศในยุโรปรู้จักและเข้าใจประเทศไทยดีขึ้นและไม่คิดรุกราน
(ขออ้างถึงประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นความรู้ของคนรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาก่อน เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ที่ทรงทราบความเจริญของประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษ ท่านจึงมีพระราชบัญชาให้หาชาวอังกฤษมาสอนภาษาให้กับพระโอรสและพระธิดาของท่าน ผู้ที่ได้รับการติดต่อให้มาสอนภาษาเป็นแหม่มชื่อ Anna Leonowens ทำให้พระราชโอรสและพระธิดาสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว มีชาวอังกฤษเอาเรื่องนี้ไปเขียนหนังสือชื่อ The King and I บรรยายถึงชีวิตของแหม่ม Anna ที่ได้มารับงานสอนภาษาให้กับราชวงศ์ของไทย และมีการเขียนเป็นละครเพลง (เพลงแต่งโดย Rogers & Hammerstein นักแต่งเพลงชื่อดัง) ออกแสดงที่ลอนดอน ทำให้ชาวอังกฤษรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ในปี 1956 Hollywood ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นโดยยังคงชื่อเดิม The King and I แสดงนำโดย Yul Brynner ในบทรัชกาลที่ 4 ภาพยนตร์เรื่องได้ได้รับตุ๊กตาทอง และ Yul Brynner ก็ได้รับตุ๊กตาทองผู้แสดงยอดเยี่ยมอีกด้วย น่าเสียดานที่คนไทยไม่มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ห้ามนำมาฉายในประเทศไทยโดยอ้างว่าหมิ่นพระบรมราชานุภาพ
ในช่วงที่รัชกาลที่ 4-5 ประเทศรัสเซียยังมีกษัตริย์(Czar) ปกครอง รัสเซียต้องการมีสัมพันธไมตรีกับไทย (Siam) พระเจ้า Czar จึงส่งมกุฎราชกุมารขื่อ Nicholas มาประพาสประเทศสยาม บังเอิญ Nicholas อายุรุ่นราวคราวเดียวกับรัชกาลที่ 5 ที่ยังเป็นพระมกุฎราชกุมารในขณะนั้นและได้รับพระราชบัญชาให้เป็นผู้ต้อนรับ Nicholas ทั้ง 2 พระองค์จึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วเหมือนพระสหายสนิท หลังจากนั้นอีกไม่นาน Nicholas ก็ได้เป็น Czar ปกครองประเทศรัสเซียต่อจากพระบิดาที่สิ้นพระชนม์
เมื่อรัชกาลที่ 5 ตัดสินพระไทเสด็จประพาสยุโรปเนื่องจากรันทดประไทที่ถูกประเทศตะวันตกโดยเฉพาะฝรั่งเศส บีบบังคับทำให้ไทยต้องเสียดินแดนส่วนหนึ่งไป พระองค์ท่านเสด็จประพาสประเทศรัสเซียเป็นประเทศแรก และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากพระสหาย Czar Nicholas พระฉายาของพระองค์ท่านที่ถ่ายเคียงคู่พระสหาย Czar Nicholas เป็นข่าวใหญ่แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆในยุโรป ทำให้ประเทศอื่นๆโดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสที่รู้จักศักดิ์ศรีและแสนยานุภาพของประเทศรัสเซียดี ต้องจัดการต้อนรับพระองค์ท่านอย่างสมพระเกียรติ และฉงนในกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่พูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว และมีสำเนียงชาวอังกฤษจากที่ได้เรียนกับแหม่ม Anna Leonowens พระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศกลุ่มตะวันตก
(ต้องขอโทษที่ออกนอกเรื่องอาหารไปบ้าง เพราะต้องการให้คนไทยรุ่นหลังได้รู้ประวัติศาสตร์)
นอกจากประเทศในเอเชียที่ถูกกลุ่มประเทศตะวันตกยึดเป็นเมืองขึ้นเพื่อส่งส่วยเครื่องเทศและสินค้าอื่นๆ ประเทศในอาฟริกาและอเมริกาใต้มากมายที่มีเครื่องเทศมากก็ถูกยึดเป็นเมืองขึ้น ตั้งแต่ฝรั่งเศสที่ยึดหลายประเทศในอาฟริกาเหนือ เช่น อัลจีเรีย ทูนิเซีย มอร็อคโค และอาฟริกาตอนใต้ เช่น มาดากาสก้า ไอเวอรรี่โคส นิเจอร์ ไซอิเรีย มาสาวี สินิกัลฯลฯ ปอร์ตุเกตยึดประเทศบราซิล โมซามบิค อังกฤษยึดไนจีเรีย กาน่า แซมเบีย เคนยา ฯลฯ
เครื่องเทศจึงมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ประเทศมหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการยึดครองประเทศอื่นๆที่มีความสามารถทางทหารน้อยกว่า เพราะเมื่อประเทศมหาอำนาจได้รู้จักรสชาตของเครื่องเทศแล้วก็หลงใหล ต้องหาทางเอามากินให้ได้ สมกับคำกล่าวของ George Bernard Shaw ภายหลังว่า “There is no love more sincere than that of food”


I think 'people believe that Marco Polo' brought various "pasta" technologies from China with him when he returned. It should be mentioned that there is 'no historical evidence' to support this popular history. In facts many Italians would say the opposite -- noodles and wantons were made for Marco Polo!