วิญญาณสวมรอยเทพ

วิญญาณผีหรือองค์เทพที่ประทับทรง

ครั้งก่อนได้บอกไว้ว่า จะมาขยายความเรื่องพวก วิญญาณสวมรอย  ก็เลยจะมาคุยต่อ พร้อมเสริม วิธีขอพรเทพให้ได้ผล

หลายคนคงเคยบนบานสานกล่าวกับเจ้าที่ เจ้าทาง หลวงพ่อ หรือเทพเทวา ใดๆ ที่ได้รับการบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ ให้ผลสมใจนึก แต่บางคนก็ได้ผล บางคนก็ไม่ได้ผล พวกที่ได้ผลก็นำเอาของเซ่นไหว้ไปแก้บน หลากหลายไปตามแต่ที่จะคิดกันขึ้นมาว่า เจ้านั้นๆ ชอบอะไร (ซึ่งก็แปลกว่า มักเป็นไปตามยุคสมัย หลายสิบปีมานี้ก็มักเห็นม้าลายและไก่อยู่ตามศาลเจ้าต่างๆ จนล้นถนนหนทาง) และเมื่อได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็ย่อมต้องมีครั้งต่อๆ ไป ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังยอมรับว่าได้ผล ส่วนพวกที่ไม่ได้ผล ก็ยังไม่วายคิดไปว่า คงเป็นการขอผิดวิธี เซ่นไหว้ไม่ถูกต้อง อย่างนั้นต้องลองใหม่ 

วัฏจักรที่กล่าวมาข้างต้น ดูๆ แล้ว ก็ไม่ต่างไปจากการเล่นหวย แทงดู ไม่ได้ก็แทงใหม่ ได้ก็แทงเพิ่ม ไม่มีจุดจบ ทั้งนี้เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหาความโลภของมนุษย์ อะไรที่ได้มาง่ายๆ ไม่ต้องลงมือลงแรงทำให้มาก ย่อมพอใจจะได้มา 

ลองคิดดูซิว่า องค์พรหม องค์เทพ ที่ไหน จะต้องการให้ผู้คนผูกอยู่กับความโลภโมโทสันเช่นนั้น ท่านมีแต่ต้องการให้มนุษย์ละซึ่งกิเลส... จริงอยู่ที่ท่านไม่ทิ้งมนุษย์ แต่การช่วยของมหาเทพ รวมถึงเทพเทวาอื่นๆ ที่จัดเป็นเทวดาดี ย่อมต้องช่วยเมื่อเห็นว่าสมควรเท่านั้น และไม่ได้หวังของสินบนแลกเปลี่ยน

เทวดาไม่ดีมีด้วยหรือ? 

ศาสนาพุทธสอนว่า เทวดาและมนุษย์ต่างก็เป็นเหล่าสัตว์ในวัฏสงสาร ล้วนมีทั้งดีและไม่ดี เทวดาดีนั้นย่อมคอยช่วยเหลือมนุษย์ เพื่อสั่งสมบารมียิ่งขึ้นไป โดยไม่หวังสินบนตอบแทน แต่การจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของมนุษย์ผู้นั้นด้วย ถ้ามนุษย์ที่ไม่ทำบุญกุศล ไม่พากเพียรช่วยตัวเอง ก็คงไม่อยู่ในสายตาที่เทวดาดีจะช่วย แต่ถ้าเป็นคนดีมีคุณธรรมและทำบุญกุศลไม่ขาด เมื่อถึงคราวอับจนก็มักพบว่ามีคนมาช่วยเหลือ หรือหาทางออกได้ในที่สุด นั่นแหล่ะคือการช่วยของเทวดา โดยที่ไม่ต้องบนบานสานกล่าว

ส่วนเทวดาไม่ดี ก็สามารถให้ผลตามที่มนุษย์ขอได้เช่นกัน แต่ในระดับหนึ่งตามพลังของเทวดานั้น ซึ่งย่อมลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อมาเกลือกกลั้วกับกิเลสแบบมนุษย์ เทวดาเหล่านี้หวังลาภสักการะจากมนุษย์ จึงมักเล่นชักคะเย่อ ลวงล่อให้มนุษย์ต้องให้ลาภสักการะเสมอๆ และยิ่งขึ้นไป 

แต่กระนั้น ก็จะมีคนบอกว่า ไม่เห็นเป็นไร ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ก็น่าจะดีซิ ... 

ขออธิบายว่า การทำเช่นนี้ จะทำให้เทวดาที่ดีเบื่อหน่าย และหนีหายไปจากมนุษย์ผู้นั้นในที่สุด และเมื่อถึงคราวที่เดือดร้อนอับจนขึ้นมา ก็ย่อมขาดเทวดาดีมาช่วย ส่วนจะไปบนบาน หาเจ้าเข้าทรงที่ไหน ก็หาผลแน่นอนหรือความจริงใจจากเทวดาไม่ดีไม่ได้อีก

แล้วคำกล่าวอ้างที่มักพบว่า เทพหรือวิญญาณที่มาประทับ ณ ศาล หรือคนทรงนั้น มีความเมตตา อยากมาช่วยมนุษย์ล่ะ?

ข้อนี้ ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองกันให้มาก มันยากที่จะพิสูจน์ว่า มาประทับอยู่จริงหรือไม่ ถ้าจริง เป็นใคร มาเพื่อจุดประสงค์แท้จริงใด ... การทรงเจ้าเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด เราคงเคยเห็นกันว่ามีลักษณะเช่นไร ท่านคิดว่า เทพชั้นสูงจะมาสิงในร่างมนุษย์ซึ่งหยาบกว่ามาก และแสดงลักษณะเช่นนั้นล่ะหรือ ถ้าจะกล่าวว่า เทวดาหรือวิญญาณชั้นต่ำมาแอบอ้าง ก็จะว่าลบหลู่ไปอีก 

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเทพฮินดูที่กำลังฮิตในสังคมไทย มักเข้าทรงแต่คนไทย ไม่ไปเข้าทรงคนอินเดีย เราเคยเห็นสำนักทรงคนอินเดียในเมืองไทยไหม และแม้กระทั่งในอินเดียเองก็ไม่มีสภาพเช่นนี้ การทรงของอินเดีย มักเป็นเฉพาะในงานเทศกาลสำคัญทางศาสนา และมีลักษณะเหมือนพราหมณ์ที่ทำการทรงเทพในงานนวราตรีของวัดแขกสีลม ซึ่งต้องผ่านพิธีชำระกายใจให้บริสุทธิ์ด้วยศีลตลอดหลายวันก่อนหน้าพิธีเข้าทรง (ทรงเจ้าในเทศกาลกินเจก็คล้ายกัน) ไม่ได้มาทรงเป็นประจำวันหรือสัปดาห์แล้วพูดคุยกับผู้คนเหมือนสำนักทรงที่เราเห็นๆ กันอยู่

คนอ่านอาจคิดว่า ผู้เขียนไม่เชื่อในปาฏิหาริย์ ชวนให้เลิกศรัทธา เลิกสักการระบูชาเทพ

ไม่ใช่เช่นนั้นเลย กลับเห็นว่า การที่ผู้ศรัทธาในเทพและทำการบูชา เป็นเรื่องดี และเทพก็ช่วยได้จริงๆ อย่างปาฏิหาริย์ก็มี !!! 

... หากท่านบูชาเทพด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้ความรักและศรัทธาอย่างแท้จริง โดยไม่ได้หวังให้เทพเป็นเครื่องมือประทานความสำเร็จให้ตามใจชอบ เมื่อถึงคราวที่ท่านเดือดร้อน ต้องการตัวช่วย ให้ไปขอองค์เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็ตามที่ตนนับถือ ระลึกถึงคุณธรรมขององค์เทพนั้นๆ เป็นการบูชาคุณธรรมของเทพ แล้วนึกถึงกุศลผลบุญที่เราได้ทำมา ประกอบกับความพยายามทำในกิจนั้นแล้ว ... ท่านจะได้รับปาฏิหาริย์อย่างคาดไม่ถึง แล้วอย่างเพ่อหลงติดกับ ขอไม่รู้จบนะคะ เพราะเทพจะหนีหายไปจากท่านในที่สุด

หมายเหตุ : 

๑) สามารถอ่านเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ และเทวดา เพิ่มเติมได้ในหนังสือของท่านพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตตฺโต)

๒) เรื่องของพิธีกรรมบูชาเทพ (หรือแม้แต่พิธีของพุทธ) ก็ล้วนมีความหมาย คงจะได้นำมาเล่ากันในโอกาสหน้า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เทพเจ้า



ความเห็น (0)