มันก็เหมือนกับการที่เราบรรจงเลี้ยงลูกด้วยความรักด้วยความทะนุ-ถนอม เราก็จะคอยเฝ้าสังเกต ระวังรักษากิริยาอาการของลูกเราว่าเขาร้อนไปไหม หนาวไปไหม หิวหรือไม่ แล้วเป็นสุขหรือเปล่าถ้าร้อนไปก็ลดความร้อน เติมเย็น หนาวไปก็เติมความอุ่น หิวก็เติมอาหารถ้ายังเป็นทุกข์ก็หาวิธีผ่อนคลาย
       
       
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจึงเป็นที่มาของคำว่า หลวงปู่พูดเมื่อครู่นี้ว่าผู้ที่สามารถจะเอาธาตุภายในกายไปควบคุมสัมพันธภาพต่อธาตุภายนอกน่ะ ตรงนี้สำคัญตรงนี้ค่อนข้างจะหาได้ยาก หาได้ลำบาก แต่ก็ไม่ใช่ไม่มี ที่มันยากลำบากก็เพราะไม่มีใครคิดจะทำมัน เพราะมันทำยาก ลำบาก แต่จริงๆแล้วมันไม่ยาก ไม่ลำบากถ้าเราเป็นคนจริง ทำมันจริงๆ ศึกษามันจริงๆ ค้นคว้ามันจริงๆแจ่มแจ้งมันจริงๆ
       
       
สมัยก่อนหลวงปู่อยู่ธิเบตเคยรู้จักพระลามะผู้เฒ่าหลายท่าน เขาฝึกโกลัมปะ คือสมาธิขั้นสูง ในถ้ำที่มีน้ำแข็งวิธีของเขาคือ การเอาผ้าที่ทอด้วยขนจามรีชุบน้ำให้เปียกแล้วใช้หุ้มห่อตัวแทนการใส่เสื้อผ้า เสร็จแล้วก็จุดธูปไว้ ๑ ก้านทำอย่างไรให้ภายใน ๑ ชั่วธูป ต้องทำให้ผ้านั้นแห้ง คนที่ทำได้ก็ถือว่าสำเร็จวิชา
       
       
นี่เรียกว่าธรรมชาติในกายคุมสัมพันธภาพต่อธรรมชาตินอกกายทำให้เกิดกระบวนการที่เขากับมันอยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุขนั่นคือกระบวนการความมีสัมพันธภาพระหว่างธรรมชาติของธาตุภายในและภายนอก
       
       
อาหารที่เรากินน้ำที่เราดื่ม ที่ที่เราอยู่ ยาที่เรากิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่เราใช้ที่นอนที่เรานอน สถานที่ที่เราไป บุคคลที่เราไปพบปะ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราจะรู้ว่าอะไรมันเหมาะกับเรา แล้วอะไรไม่เหมาะกับเราสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันจะบอกเรา และเราก็จะบอกมันได้ว่ามันควรจะอยู่กับเราหรือไม่ควรจะอยู่กับเรามันควรจะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูต่อเรา
       
       
แม้แต่กระบวนการของอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อยาก โง่ ขี้เกียจ ขยัน ฉลาด สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติภายในกายซึ่งเราต้องควบคุมและรักษาสมดุลของมันให้ได้ อย่าให้มันเป็นนายเราแล้วเมื่อนั้นเราก็สามารถจะไปมีสัมพันธภาพหรือสร้างสัมพันธภาพกับธรรมชาติรอบกายหรือภายนอกกายเราได้
       
       
การมีชีวิตที่จะเรียนรู้จักธรรมชาติภายในและภายนอกกายมันก็คือการรักษาสมดุลของธรรมชาติแห่งธาตุทั้งสี่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องเป็นสมดุลอยู่ดี เพราะถ้าเรารู้จักว่าเออ..อันนี้น้ำน้อยไปนะ เติมน้ำให้เต็ม ไฟเยอะไปนะ หรี่ไฟลงหน่อย อันนี้ลมมากไปนะลดลมลงนิด อันนี้ดินหนาไป ทำให้บางลงหน่อย อะไรอย่างนี้ชีวิตเราจะดูดี
       
       
หลวงปู่พูดแค่ว่าดูดีเอาแค่ดูดีในสายตาของเราพอแล้ว อย่าไปทำดีเพื่อให้คนอื่นเขาดูแต่จงทำดีเพื่อให้ตัวเราดู และเราดูว่ามันดี เมื่อเราดูว่ามันดีแล้วมันใช้ได้ต่อกระบวนการ คนอื่นเขาหัวเราะ เราหัวเราะด้วย คนอื่นร้องไห้ เรายิ้มคนอื่นเศร้าโศกเสียใจ เรามีเสรีภาพอิสระ คนอื่นเป็นทุกข์เดือดร้อนเรามีความสุขสมบูรณ์ คนอื่นขัดสนอดอยาก อนาถา เราพอดี พอมีพอกิน
       
       
ธรรมชาติสองสิ่งนี้จึงถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพุทธบริษัทหรือผู้คนทั้งหลายที่เกิดและอุบัติในโลกนี้ที่ต้องรู้ ต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้มันเป็นกระบวนการบริหารและการจัดการที่เราปฏิเสธมัน ไม่ใส่ใจมันหนีห่างจากมัน แล้วเราก็ไปหาสิ่งอื่นๆ เรื่องอื่น และก็สรรพสิ่งอื่น สรรพวิญญาณอื่นสรรพวัตถุอื่นที่จะเรียนรู้มัน จะเข้าใจมัน แล้วก็ไปบริหารมันแต่เราละทิ้งหลีกหนีการบริหารธรรมชาติทั้งในและก็นอกกายตน และคิดว่ามันไม่สำคัญดังนั้น ถ้าเราจะมานั่งรอคิดหาฤกษ์ยาม ที่จะมาจัดการกับธรรมชาติภายในกายเพื่อให้เกิดสัมพันธภาพกับธรรมชาตินอกกายอย่างนี้ละก็หลวงปู่คิดว่าที่ผ่านมาชีวิตเราขาดทุน
       
       
ฉะนั้นการมีชีวิตเพื่อมาบริหารธาตุสี่ของเราให้มีศักยภาพให้มีคุณ-ภาพ และรักษาประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประสิทธิผลในการได้ใช้มัน ศักยภาพคุณภาพ ประสิทธิภาพ และก็ประสิทธิผลเหล่านี้นั้นเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีกระบวนการรู้จริง รู้แจ้ง ไม่ใช่รู้จำรู้จริงรู้แจ้งคือต้องรู้จักตัวเราเองที่หลวงปู่บอกว่าขอเพียงเรารู้จักตัวเองแท้ๆเถอะ ครูผู้ใจอารีที่หลับนิ่งนอนเนื่องอยู่ในกมลสัน-ดานและจิตวิญญาณก็จะตื่นขึ้นมาและถ่ายทอดสรรพวิทยาทั้งปวงให้แก่เราได้รับรู้บอกให้เรารู้ว่าเวลานี้เป็นเวลากลางวัน ธาตุอะไรมันจะนำหน้าเราต้องใช้ธาตุอะไรดับธาตุนี้ เพื่อความอยู่สบายเวลานี้เป็นเวลาเช้าธาตุอะไรจะนำหน้า เราจะไม่สบายก็ต้องใช้ธาตุนี้ดับธาตุนี้สำหรับความอยู่สบาย
       
       
อย่างวิชาแพทย์แผนโบราณเวลาเขาจะวางยา เขาจะต้องทำการตรวจสอบว่า ป่วยเป็นอะไร สมุฏฐานของโรคเกิดจากอะไรโดยเฉพาะแพย์จีนนี่ เขามีอยู่ ๔ ประการเท่านั้น มาวิเคราะห์ว่า ธาตุนี้มันหายธาตุนั้นมันบกพร่อง ธาตุนั้นมันหลุดไป ก็ต้องหาอาหาร หายาหรือหาเครื่องที่จะทำให้เกิดธาตุนี้ทดแทนขึ้นมา
       
       
ดังนั้นกระบวนการรักษาและการให้ยาของหมอโบราณส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเสริมสร้างสมดุลของธาตุภายในกายยาทั้งหลายที่หมอโบราณคิดค้น หรือทดลอง ทดสอบ พิสูจน์ สัมผัสทราบ เพื่อนำมาใช้ไม่ได้ถือว่าเป็นทฤษฎี เพราะบางครั้งยาชนิดนี้ใช้กับคนคนนี้หายอีกคนหนึ่งเป็นโรคเดียวกันก็ใช้ยาชนิดนี้หายแต่อีกคนหนึ่งก็เป็นโรคนี้เหมือนกันแต่ใช้ยาชนิดนี้ไม่ได้หรืออีกคนหนึ่งใช้ยาชนิดนี้แล้วตายก็มี หตุผลก็เพราะว่า หมอที่วางยาไม่รู้จริงแล้วก็รู้ไม่แจ่มแจ้ง ไม่เข้าใจลึกซึ้งว่ากระบวนการปรับสมดุลของธาตุในแต่ละคนนั้นมันไม่เท่ากัน
       
       
มีคนสงสัยว่ามหาประธานอิทธิบาทสี่ยังให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมีอายุยืนยาวอยู่ได้เป็นร้อยเป็นพันปีใช่ไหมในมหาประธานอิทธิบาทสี่นั้นใจความสำคัญก็คือว่า มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือพอใจ รักใคร่ เอาใจจดจ่อ ความขยันหมั่นเพียรและใช้ปัญญาใคร่ครวญในการที่จะรักษาสมดุลแห่งธาตุทั้งสี่นี้ให้คงรูป คงลักษณ์อยู่ถาวร ถึงมันจะไม่ตลอดกาล ตลอดสมัย แต่ก็ให้มันใช้สมรรถนะ สมรรถภาพของมันจนครบอายุขัยแห่งเซลล์ทั้งหลายในกายนี้ ตามสภาพ สภาวะในภาษาธรรมะเรียกว่าสภาวะธรรม แค่นี้แหละ อายุขัยเราก็จะยืนยาวได้ ชีวิตเราจิตวิญญาณเรา ร่างกายเรา ผิวหนังก็จะสด-ใส แช่มชื่นได้สดชื่นได้
       
       
จึงสรุปได้ว่าการที่ท่านทั้งหลายจะเพียรพยายามรักษาสมดุลของธาตุสี่หรือรักษาสัมพันธภาพระหว่างธาตุภายในกายและภายนอกกายให้ได้นั้นก็ต้องเริ่มต้นมาจากการเป็นคนรู้จริง ไม่ใช่รู้จำ และก็จริงจัง ตั้งใจ จดจ่อและจับจ้องในการที่จะเรียนรู้ ทำความรู้จักตัวเอง ในขณะเดียวกันสิ่งที่เราทำคำที่เราพูด สูตรที่เราคิด เรื่องทั้งหลายในชีวิตต้องผ่านการใคร่ครวญ กลั่นกรองพินิจ พิจารณาที่เราเรียกกันว่าต้องมีสติ
       
       
เมื่อเรามีสติในการใคร่ครวญพิจารณา กลั่นกรอง และวิเคราะห์ พินิจ พิจารณา เราก็จะรู้ได้ว่าเวลานี้ร่างกายเราขาดธาตุอะไร เราต้องการเสริมธาตุอะไรเพื่อให้ร่างกายต้องการครบสมบูรณ์องค์ประกอบ เวลานี้ร่างกายเรามากไปด้วยธาตุอะไรเกินไปด้วยธาตุอะไร เราต้องใช้ธาตุอะไรมาทำลายมัน เพื่อให้คงไว้ซึ่งสมดุลของมันการมีชีวิตอย่างนี้หลวงปู่เรียกมันว่าศิลปะถือว่ามันเป็นศิลปะในการดำรงชีวิต
       
       
มันไม่มีคัมภีร์เล่มใดตำราเล่มใด หรือครูบาอาจารย์ เรื่องห้องเรียนห้องไหนเขาสอนกันนอกจากการที่เราต้องไปสำเหนียก พิสูจน์ทราบและสร้างสำนึกต่อความรับผิดชอบในการมีชีวิตของเราว่า เราเกิดมาแล้วเราต้องรับผิดชอบมัน บริหารมัน จัดการมัน พัฒนามัน แล้วก็ให้ประโยชน์ต่อมันได้ประโยชน์กับมัน และท้ายที่สุดอย่ายึดติดในมัน
       
       
ที่หลวงปู่เขียนบทโศลกสอนลูกหลานไว้ว่า
       
       ”
ลูกรักใช้สมมติให้เกียรติในสมมติ ยอมรับสมมติ ได้ประโยชน์จากสมมติ ให้ประโยชน์กับสมมติและสุดท้ายอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมติ เพราะเราก็เป็นเพียงแค่ธาตุทั้งสี่เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเมาทั้งหลาย ความตะกละทั้งหลาย ความตะกรามทั้งหลายความขาดตกบกพร่อง ความตกหลุมตกร่อง ความไม่ถูกต้องทั้งปวง มันจะลดน้อย ถดถอยและหดหายลงไป
       
       
กระบวนการทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ถ้าเราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเราจะรู้ซึ้งถึงการมีชีวิตว่า ชีวิตนี้ช่างเป็นทุกข์เดือดร้อนการบริหารกายนี้ช่างเป็นภาระอย่างยิ่งการมีชีวิตอยู่ในกายนี้ช่างมีความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง แล้วเราก็จะไม่มัวเมาไม่หลงใหล ไม่งมงาย ไม่ตกเป็นทาสของสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ หรือสรรพ-วัตถุ สรรพรูปสรรพรส สรรพเสียง สรรพกลิ่นใดๆ ทุกอย่างมันก็จะกลายเป็นความพอดีความสมดุล
       
       
สิ่งที่พูดคุยให้ฟังนี้มันเป็นการจัดการกับชีวิตที่ต้องมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดประสิทธิผลชีวิตที่แท้จริงไม่ได้มาจากการขวนขวาย ไขว่คว้า ทะเยอทะยานและต้องการตะกละแต่กับสิ่งนอกกาย ชีวิตที่แท้จริงมันก็คือการเรียนรู้ การศึกษาการสะสม การส่งเสริมและการสร้างสรรค์
       
       
หลวงปู่อยากบอกไว้ท้ายนี้ว่า เมื่อสิ่งต่างๆเอื้ออาทรและเกื้อกูลกันดั่งนี้ เราเป็นผู้อาศัยสิ่งต่างๆ แต่กลับมาจ้องทำร้ายทำลายล้างสิ่งต่างๆ ด้วยความคิดด้วยความเข้าใจ ด้วยวิถีคิด วิถีเข้าใจ แบบวิถีซาตานคือเข้าข้างตัวเอง แล้วปฏิเสธคนอื่นเข้าข้างสิ่งที่ถูกแล้วปฏิเสธสิ่งที่ผิด
       
       
หลวงปู่เคยเขียนบทโศลกสอนลูกหลานไว้บทหนึ่งว่า
       
       
ลูกรักสำหรับคนฉลาด และมีปัญญา น้ำครำหนึ่งแก้วก็เอามากลั่นเป็นน้ำดีได้ตั้งหลายหยด
       
       
นั่นคือคนฉลาด คนมีปัญญาคนที่มีวิถีคิดอย่างนี้ คนที่มีวิถีชีวิตอย่างนี้ต่างหากจึงควรจะเป็นคนที่เห็นวิถีนิพพาน วิถีนิพพาน คือความดับและเย็น คนดีก็ตายคนชั่วก็ตาย ต่างคนต่างตาย และวิถีนิพพานมันเป็นเครื่องแสดงออก บอกให้เรารู้ว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะโง่ก็ตาม ฉลาดก็ตาม จะดีก็ตาม จะชั่วก็ตาม จะได้ก็ตามจะเสียก็ตาม จะอยู่ก็ตาม จะตายก็ตาม ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของกรรมกรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ ดี ชั่ว เลว หยาบ เขาเข้าใจถูกก็ตาม เข้าใจผิดก็ตามมันเป็นอำนาจแห่งกรรม
       
       
วิถีของคนที่รู้เห็นพระนิพพานเขาจะมองว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรมเขาจะบอกว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกระบวนการแห่งการกระทำ และพฤติกรรมที่ตัวเองนำเสนอออกมา และก็จะมองสัตว์โลกด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้อภัยเห็นอกเห็นใจ ใครที่ทำผิดก็ให้อภัย เมตตา การุณย์ และช่วยเหลือเจือจุน ให้มีวิถีคิดวิถีชีวิต วิถีงาน วิถีจิต ที่เป็นวิถีของความแก้ไขได้ ก็คิดจะต้องช่วยกันทำช่วยกันแก้ไข เหล่านี้ต่างหากคือคนที่เห็นหนทางแห่งพระนิพพานเหล่านี้ต่างหากคือวิถีของคนที่เห็นนิพพาน
       
       
หมายเหตุ*** ถอดความจากเทปชุด การแต่งสมดุลธาตุ ๔ ในร่างกาย