​หลับใหลเมื่อภัยลาม

หลับใหลเมื่อภัยลาม

โสภณ เปียสนิท

..............................

ตอนที่1

ปลายเดือนเมษายน หลังการสอบปลายภาคเสร็จสิ้น นักศึกษาต่างแยกย้ายกันไปตามที่ตนเองชอบ เรียกว่าไปที่ชอบๆ ก็ว่าได้ คณาจารย์หลายท่านยังคงมาทำงานตามปกติของแต่ละคน บางคนทำหนังสือลาไปสร้างผลงานทางวิชาการ บางคนลาไปฝังตัวกับสถานประกอบการณ์ เพื่อเสริมสร้างความชำนาญการเชิงปฏิบัติยิ่งขึ้น หลายคนทำงานที่ตนเองถนัดในสำนักงานเงียบๆ ตามที่ต้องการ

ผมเลือกอ่านและเขียนหนังสือเตรียมการสอนเทอมต่อไปอยู่ในสำนักงานเงียบๆ เงียบกว่าช่วงเปิดภาคเรียน ตึกหลังใหญ่โตตั้งตระหง่านกลางแดดแรงโดดเด่นเหมือนร้างไร้ผู้คน มองลงไปที่สนามหญ้าด้านหน้าอาคารเห็นนกเขาหลายตัวก้มจิกดอกหญ้ากินเป็นอาหารยามบ่าย สุนัขแก่ตัวเดียวเดินโซเซเข้าซุกนอนหลบร้อนใต้ร่มเฟื้องฟ้า นาฏกรรมแห่งชีวิตยังคงไหลตามสายธารแห่งอาชีพที่ดำเนินมา ค่อยๆ ก้าวไปสู่เป้าหมายสุดท้ายตามกฏเกณฑ์กติกา หลังจากนั้นเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง แบบที่เรายังไม่คุ้นเคย แต่จำเป็นต้องก้าวเดินไปตามแรงผลักดันของกาลเวลา

อ่านข่าวจากสื่อโซเชียล มีข่าวที่ต้องวิเคราะห์หลายข่าว เช่นข่าวการฆ่าข่มขืน การทำร้ายบุพการี การทำแท้งของสาวยุคไซเบอร์ ข่าวการบุกรุกป่าสงวนของเอกชน และหน่วยงานอื่นๆ ข่าวช้างป่าออกหากินตามเรือกสวนไร่นาของชุมชนต่างๆ สร้างความเดือดร้อนทั้งฝ่ายดูแลช้าง และฝ่ายชาวบ้าน ข่าวศาสนาพุทธถูกรุกรานทั้งใต้ดินและบนดิน ข่าวต่างศาสนาพยายามเผยแพร่ยึดครองประเทศไทยด้วยกลยุทธทุกรูปแบบ ข่าวการอ้างหลักศาสนาเอาเปรียบศาสนาอื่น ข่าวอาหารติดตราฮาลาล แล้วเก็บเงิน แต่เงินไม่เข้าเป็นภาษีของรัฐบาลอันเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนทั้งประเทศ ข่าวการไปทำกิจทางศาสนาต่างประเทศของคนไทยแล้วได้เงินช่วยเหลือ และข่าวของคนไทยอีกศาสนาหนึ่งไปทำกิจศาสนาต่างแดนเหมือนกัน แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยข้ออ้างโน่นนี่นั่น ทั้งที่จ่ายภาษีให้รัฐตามกฏหมาย ข่าวงานวิจัยของฝรั่งเรื่องความวุ่นวายของศาสนาที่เผยแพร่ไปสู่ที่ไหนแล้วสร้างความเดือดร้อนให้แก่ศาสนาดั้งเดิม ข่าวการยกพวกทำร้ายกันของคนสองศาสนาในรัฐยะไข่ประเทศเมียนม่าร์ ข่าวรัฐบาลทหารพม่าเข้าจัดการควบคุมการวิวาทระหว่างศาสนา ข่าวการลอยเรืออพยพเข้าประเทศไทยของโรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยในพม่า ข่าวการเพิ่มขึ้นของประชากรต่างศาสนาในประเทศไทยอย่างผิดสังเกต ผิดกฎหมาย ฯลฯ นี่ยังไม่นับรวมข่าวเค้ารางของสงครามโลกครั้งที่สาม มาจากความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากร และอัตตาแบ่งแยกกันเองทั้งที่เป็นคนเหมือนกัน

หลับใหลเมื่อภัยลาม

โสภณ เปียสนิท

..............................

ตอนที่2

เรียกว่าอ่านกันจนเพลิน เกิดความห่วงใยคนไทยดั้งเดิมที่นับถือพระพุทธศาสนาคู่กับประเทศไทยมาตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ว่าคนไทยดั้งเดิมเหล่านั้น พระฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์และพุทธบริษัท จะยังไม่รู้ว่า ภัยการเข้ายึดครอบครองประเทศในนามของศาสนาใหม่กำลังเดินหน้าเต็มตัวแล้วในตอนนี้ ที่เขียนนี้ ได้มาจากการอ่านและติดตามข้อมูลจากข่าว และข้อมูลจริงในพื้นที่ชนบทในหลายๆ แห่งด้วย

แวบหนึ่งของความคิด ผมคิดถึงเรื่องธรรมชาติของกบที่เล่ากันต่อมาว่า กบนั้นหากเราจับใส่หม้อน้ำธรรมดาแล้วค่อยๆ ต้มให้ร้อนขึ้นทีละน้อย กบจะรู้สึกว่าไม่อันตราย เพราะน้ำร้อนขึ้นทีละน้อยจนไม่รู้ตัวว่าอันตรายกำลังจะมาถึง จึงตายหมดทุกตัว แต่หากเราต้มน้ำให้ร้อนแล้วเทกบเป็นๆ ลงไปในหม้อ กบทุกตัวจะพากันกระโดดหนีน้ำร้อนอย่างแรงและรวดเร็ว หลายตัวอาจรอดชีวิตได้โดยไม่เป็นอันตราย

คิดวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ การที่สองประเทศ หรือสองฝ่ายประกาศสงครามต่อกันต่อสู้กันด้วยวิธีการใด วิธีการหนึ่งอย่างชัดเจน เมื่อข่าวนี้กระจายออกไปหลายคนอาจร่วมสู้ หลายคนอาจเร่งรีบหนีจนรอดปลอดภัยได้ แต่การเข้ายึดครอบครองด้วยวิธีการทางอื่น เช่นวิธีการทางเศรษฐกิจ หรือทางศาสนา หรือทั้งสองอย่าง เหมือนกับการค่อยๆ ต้มกบด้วยการใช้น้ำเย็นธรรมดาก่อนแล้วค่อยๆ เร่งความร้อนมากขึ้นเรื่อยจนกบตายยกฝูงได้

คิดถึงถึงการวิวาทระหว่างคนพม่าดั้งเดิมที่เป็นชาวพุทธกับชาวโรฮิงญาที่อพยพจากที่ใดที่หนึ่งเข้ามาในประเทศพม่า จนถึงกับยกพวกทำร้ายซึ่งกันและกันชนิดฆ่ายกครัว ตายกันไปฝ่ายละไม่น้อย แรกๆ รัฐบาลมองว่าเป็นการขัดแย้งกันในกลุ่มประชาชนต่างศาสนา แต่เมื่อพิจารณาแล้วกลายเป็นว่า เป็นความขัดแย้งของคนพม่าที่นับถือศาสนาพุทธดั้งเดิม กับคนโรฮิงญาต่างศาสนาที่อพยพเข้ามาอาศัยแล้วก่อปัญหาขึ้นในประเทศที่เข้าไปอาศัย การจัดการปัญหานี้จึงไม่ยากนักที่จะตัดสินใจ รัฐบาลเมียนม่าร์หรือ พม่าจึงใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามจนชาวโรฮิงญาต้องอพยพหนีตายสู่ประเทศอื่นต่อไป และคาดว่าจำนวนไม่น้อยหลบเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลชาวบ้านมีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก สังเกตแรงงานชาวพม่าที่นับถือศาสนามุสลิม และมัสยิดเพิ่มขึ้นราวดอกเห็ด แม้ข้างบ้านผมเองก็มีมัสยิดเกิดขึ้นแล้ว และผู้นับถือจำนวนไม่น้อยเลย แต่ข้อมูลทางรัฐยังเก็บงำเงียบๆ ในสายลมเย็น

หลับใหลเมื่อภัยลาม

โสภณ เปียสนิท

..............................

ตอนที่3

เคยปรารภเรื่อง คนนอกศาสนาพุทธ หรือ ประเทศนอกศาสนาพุทธวางแผนอย่างแยบยลเพื่อยึดครองประเทศไทยกับเพื่อนหลายคน ต่างมีความคิดเห็นแตกต่างกันเพราะยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ หรือแม้จะมีข้อมูลเพียงพอแต่เขาก็พร้อมใจที่จะไม่เชื่อ ทำให้ดูเหมือนว่าขัดแย้งกันเอง จนไร้เอกภาพที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ชาวพุทธในเมืองไทยจึงอยู่ในภาวะพายเรือในอ่าง มดไต่ขอบโอ่ง หรือ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทำนองนั้นเลยทีเดียว

หลายคนพยายามส่งข้อมูลให้ทางคณะสงฆ์ ชั้นปกครองเรื่อยขึ้นไปตามลำดับ ส่วนมากรับข้อมูลแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก บางรูปถึงกับลั่นกุญแจลิ้นชักนั้นอย่างแน่นหนา คิดในแง่บวกว่า ท่านคงกำลังฝึก อุเบกขาธรรม การวางเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง พระสงฆ์ในชนบท หัวเมืองต่างๆ พูดคล้ายๆ กันว่า เป็นหน้าที่ของทางมหาเถระสมาคมจะจัดการดำเนินการ หรือสั่งการ ตอบพระตามหัวเมืองว่า เห็นมหาเถระสมาคมยังนิ่งอยู่ พระอาจารย์หลายรูปที่ได้สนทนากัน ตอบคล้ายกันว่า นั่นซิ ขนาดพระผู้ใหญ่ยังเฉยๆ เลย เราจะทำอย่างไรได้ ท่านว่าของท่านอย่างนั้น

ความนิ่งเฉยของพระเถราจารย์ ทำให้ฝ่ายที่มีข้อมูลความพยายามของคนนอกศาสนา พยายามเข้ายึดครองด้วยความรุนแรง ด้วยการรวมมือกันหลายประเทศ ด้วยการยึดครองผู้ถืออำนาจในบ้านเมือง โดยให้ออกเป็นกฎหมายตามหลักการทางศาสนาของเขา เพื่อนำมาใช้กับคนนอกศาสนาด้วย ถือได้ว่าอันตรายสูงสุดแล้ว เหมือนไฟไหม้ลามจุดนั้น จุดนี้หลายจุด แต่คนในบ้านกลับเห็นว่า ควรวางเฉยต่อไป หลายคนมองว่า ไม่สมควรกับฐานะของพุทธบุตร พุทธศาสนิกชน อยู่ใต้ร่มเงาของพระศาสนา ผู้รู้ค่าแห่งพระศาสนา

เพื่อนพุทธบริษัทส่วนมากรับทราบแล้วนิ่งเงียบ ถือคติว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง หลายคนไม่เชื่อว่าข้อมูลที่แจ้งนั้นไม่เป็นความจริง หลายคนเห็นว่า อาจจะเป็นความจริงแต่ ไม่ใช่เรื่องของแต่ละคนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบแต่อย่างไร บางคนถึงกับมองว่า คนเอาข้อมูลเหล่านี้มาส่งข่าวแจ้งบอกกันนั้นเป็นพวกสร้างความวุ่นวายไม่รู้จักความสามัคคี ทั้งที่ข้อมูลจากสื่อต่างๆ เขามีให้เราติดตามได้อย่างเพียงพอ เพราะเขาไม่ได้ปิดบังอะไรเท่าไร เพียงแต่ฝ่ายเราไม่ได้สนใจติด เหมือนธุระไม่ใช่มากกว่า

หลายคนอ้างหลักธรรมทางพระศาสนา เช่น “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาย ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” บ้างก็ว่า “อ่อ มันเป็นไปตามคำสอนของพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า เป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา มิใช่ตัวตนยึดถือมิได้” ว่าไปนั่นเลย ฟังดูแล้วคำสอนเหล่านี้ ถูกต้องเป็นอมตะ ทำเอาผู้ฟังเห็นดีไปด้วยชั่วขณะหนึ่งเหมือนกัน เพราะเป็นพุทธพจน์ ที่ปฏิบัติตามกันมา

หลับใหลเมื่อภัยลาม

โสภณ เปียสนิท

..............................

ตอนที่4

ตอนหลังมาไตรตรองอยู่นานแล้ว นึกถึงเรื่องเล่าของหลวงปู่ชา ครั้งหนึ่งท่านเดินตรวจรอบวัดของท่าน ซึ่งเป็นกิจวัตรของท่าน เดินมาถึงกุฏิหลังเล็กๆ หลังหนึ่งอยู่ห่างออกไปทางหลังวัดเงียบสงบดี แต่หลังคารั่วอยู่สองแห่ง ท่านจึงสอบถามหลวงตาเจ้าของกุฏิว่า “หลังคากุฏิรั่ว เห็นไหมนั่น” หลวงตาตอบอย่างภูมิใจว่า “เห็นครับ” หลวงปู่ถามว่า “อ้าว แล้วทำไมไม่ซ่อมให้อยู่ในสภาพดีเล่าท่าน” “อ่อ ผมกำลังฝึกเรื่องการปล่อยวางครับ” หลวงปู่รับฟังแล้วท่านยิ้มๆ แล้วเดินจากไปเงียบๆ หลวงตาเห็นแล้วนึกภูมิใจว่า ตนเองได้แสดงภูมิธรรมข้อวัตรปฏิบัติอันตรงตามหลักการทางพระศาสนาจนหลวงปู่ท่านพอใจ

วันหนึ่งหลังทำวัตรเย็นบนศาลาใหญ่ พระเณรทุกรูปทุกองค์ต่างมารวมกันปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว หลวงปู่ชามักกล่าวสอนธรรมยาวบ้าง สั้นบ้างตามแต่ท่านจะเห็นควร ท่านกล่าวสอนขึ้นลอยๆ ว่า การที่เราพักอาศัยอยู่ในวัดต้องช่วยกันดูแลวัด พักอยู่กุฏิไหนก็ต้องดูแลกุฏินั้นด้วย เพราะกุฏิเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ หากพระสงฆ์องค์เณรคนใด อ้างเอาหลักธรรมของพระพุทธมาใช้เพื่อไม่กระทำหน้าที่นี้ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ ผิดวัตถุประสงค์ของคำสอนในพระศาสนา “เป็นกัมมัฏฐานควาย” หลายรูปหลายองค์ฟังแล้วถึงกับต้องกลับไปทำหน้าที่ของตน ปัดกวาดเช็ดถูซ่อมแซมเสนาสนะของสงฆ์อย่างดี

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใช้หลักธรรมทางพระศาสนานั้นต้องให้ถูกต้องเที่ยงตรงตามวัตถุประสงค์ของคำสอน มิใช่เอาหลักธรรมบังหน้า แล้วซ่อนความไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ของตนเอง ตามที่ควรกระทำ หรือต้องกระทำไว้เบื้องหลัง เขียนเรื่องนี้มาเพื่อเตือนจิตสะกิดใจชาวพุทธที่ยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่รักหวงใยพระศาสนาว่า หน้าที่ของชาวพุทธคือต้องเอาใจใส่ในพระศาสนาของตน

ปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่า ปัจจุบันนี้ชาวพุทธในประเทศของเรา มีความซาบซึ้งเข้าใจในหลักการทางพระศาสนาเพียงใด ได้ศึกษาคำสอนเพียงใด ปฏิบัติตามคำสอน หลักแห่งทาน หลักแห่งศีล หลักแห่งภาวนามากน้อยเพียงใด หากห่างเหินไม่ค่อยได้ศึกษา ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ ขาดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ย่อมไม่เห็นประโยชน์ และคุณค่าอันสูงยิ่งของพระศาสนา เหมือนไก่ได้พลอย ลิงได้แก้ว หัวล้านได้หวี ตามภาษิตไทยและย่อมไม่รักหวงใยพระศาสนา ไม่มีความคิดในการรักษาดูแลพระศาสนาไว้ให้คนรุ่นหลัง ส่วนผู้ที่มีความรักอยากให้พระศาสนาดำรงอยู่และพยายามอนุรักษ์ดำรงพระศาสนาไว้ให้ยืนนานถือว่าได้ทำกุศลแห่งโพธิสัตว์อันสูงสุดในชาตินี้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ผมขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

หลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ของเรา ไม่ได้มากมายอะไรเลย เพียงทำความเข้าใจ

กับคำว่า " ทำดี ละเว้นชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส"

ไม่ต้องนำไปตีความอะไรให้มากมาย

ก็จะเข้าถึงศาสนาได้....ก็นั่นแหละนะ

มันก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของจิตใจของแต่ละคน

เช่นกัน.......

sr
IP: xxx.158.57.76
เขียนเมื่อ 

Thank you.

Yes, Thais say they have faith in Buddhism (นับถือพระพุทธศาสนา - แต่ ส่วนมาก ถือ โดยไม่ได้ นับ ก่อน). They would do better to uphold Buddhism now!