"เจตจำนงจำแลง" -- Artificial will

เจตจำนงแท้หรือจำแลง

"เจตจำนงจำแลง" --- Artificial Will

------------------

เคยสงสัยตัวเองหรือไม่ว่า ร่างกายของเรา (มือ แขน ขา ตัว ศีรษะ) ตอบสนองเราโดยตรงหรือไม่ หรือว่ายังมีแรงขับอย่างอื่นคอยกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เราเคยสงสัยไหมว่า แต่ละวันที่เราเป็นอยู่ กระทำ แสดงออกนั้น มาจากเจตจำนงของตัวเราเองจริงๆ

ในระยะแรกที่เราจุติลงในครรภ์ของแม่ เราคิดเองหรือมีแรงเจตจำนงอะไรหรือไม่ ที่กำหนดเราให้จุติในครรภ์ เมื่ออยู่ในครรภ์ อะไรคือ เป็นแรงขับให้เราเจริญเติบโต จนคลอดออกมา เมื่อคลอดแล้ว เราก็ค่อยๆ เติบโต จนเป็นผู้ใหญ่ แล้วนั่นใครคือ กำหนดให้เราเคลื่อนไหวเจริญเติบโตไปเช่นนั้น

ในขณะเราเป็นอยู่นั้น เราก็ค่อยๆ แก่เฒ่า และดับสิ้นลง น่าสงสัยว่า มีใครกำหนดเราให้เป็นไปเช่นนี้ ในสังคมตะวันตกเชื่อว่า "พระเจ้า" (God) ในตะวันออก (อินเดีย) บอกว่า "พระพรหม" พุทธศาสนาบอกว่า ระบบพฤติกรรม ที่เรียกว่า "กรรม" เราจะเชื่อใคร

ในทางชีววิทยาเขามีคำตอบคือ "ความอยู่รอด" (Survival) โดยการปรับตัว ในกลุ่มของนักจิตนิยมมองว่า มาจากเจตจำนงของจิต ซึ่งเป็นตัวกำหนดให้เกิดการขับเคลื่อน เป็นไปตามกรอบของพลังจิต ความคิด ความต้องการ ถ้าเช่นนั้น ความอยากคือ ตัวกำหนดให้เราเป็นไปหรือไม่

นักมนุษยนิยมมองว่า มนุษย์คือ ผู้กำหนดการกระทำ การตัดสินใจ การเคลื่อนไหว การขยับ การเป็นอยู่ ไปตามเงื่อนไขของโลก ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งต่างจากนักดาราศาสตร์ที่มองว่า ระบบการเป็นอยู่ของเราขึ้นอยู่กับการโคจรของโลก อยู่กับพลังงานแสงอาทิตย์ อยู่กับระบบสุริยะ กาแลกซี่ และทางช้างเผือกของเรา

กระนั้น เราก็เป็นอยู่อย่างไม่รู้ตัวว่า เรามีสิ่งต่างๆ หรือมีสิ่งใด สิ่งหนึ่งผลักดันให้เราเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ เพราะเรามองไม่เห็นโดยตรงจากสายตา ที่แน่นอนคือ เรามีกาย มีชีวิต มีพลังงาน มีอวัยวะ ที่จะตอบสนองเราโดยตรง ตามที่เราต้องการ

นักจิตวิทยายังมองอีกด้วย ชีวิต จิตใจเรา ถูกสัญชาตญาณของเรากำหนดด้วย เช่น ความรัก เพศ ความกลัว ความพอใจ แต่ทั้งหมดนี้ มันมีพลังอำนาจโดยตรงหรือว่า มันมีพลังกลที่มีประสิทธิภาพโดยตรงหรือไม่

ในที่นี้ ขอมองผ่านพุทธทัศน์ที่ว่า ตัวเราคือ ผลผลิตของพ่อแม่ ทางกายภาพ แล้วใครเป็นผู้กำหนดให้เรามาจุติที่ครรภ์แม่ มุมทัศนะนี้มาจากแนวคิดของพุทธว่า ๑) มาจากจิตวิญญาณ เป็นต้นชีวะ ๒) มาจากความพร้อมของแหล่งกำเนิด (แม่) ๓) มาจากพลังกลกรรม ที่แอบแฝง เป็นแรงส่ง กรรมนี้ มี ๒ มิติคือ มิติก่อนกำเนิดและมิติเมื่อเกิดแล้ว

ในพุทธศาสนา มองว่า จิตของมนุษย์ในเบื้องต้นบริสุทธิ์ หลังจากนั้น เมื่อเกิดมา ก็ถูกโลกครอบงำจนกลายเป็นคุณสมบัติ กลายเป็นแรงส่งให้เราเป็นไปต่างๆ นานา กระบวนการช่วงนี้เองที่เกิดการสะสมการกระทำและเกิดผลผลิตกรรมตามมาด้วย และนี้คือ พลังที่ขับเคลื่อนให้เราเป็นไปส่วนหนึ่ง

กระนั้น ผลกรรมหรือแรงขับจากชาติก่อน ก็ยังส่งผลในชีวิตปัจจุบันก็ผสมผสานไปด้วย ดังนั้น เราจึงอาจพบได้ว่า มีแรงกลที่ผลักดันให้ชีวิตเราเป็นไปอยู่ ๒ อย่างใหญ่ๆ คือ -

๑) เจตจำนง ที่เป็นแรงกรรม ที่ผลักดันให้ชีวิตเราเป็นไป หากคิดเป็นเปอร์เซนต์อาจได้ ๔๐ % ยกเว้นมีพลังกลกรรมที่แรงหรือหนัก อาจมีผลต่อชีวิตในชาติปัจจุบันได้เช่น มีโรค พิการ ออทิสติค หรือผิดปกติตั้งแต่เกิด ฯ

๒) เจตจำนงในชาติปัจจุบัน ที่มีผลในชีวิตในแต่ละวัน ไปจนกระทั่งตาย ในช่วงนี้เอง ที่เกิดผลกรรมหรือเจตจำนงอื่นๆ แทรกเข้ามาเป็นตัวสำรอง เพื่อรองรับกิจกรรมของชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้น เจตจำนงในขณะมีชีวิตนี้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสติ ปัญญา ความสามารถ ความอดทน ความเพียร ที่จะตั้งเจตจำนงให้ตรงกับอุดมคติของสังคมโลกหรือสังคมเฉพาะได้ จุดนี้อาจคิดเป็นเปอร์เซนต์ได้ ๖๐ %

อย่างไรก็ตาม เจตจำนงในขณะมีชีวิตก็ใช่ว่าจะมีความสวยงามหรือมีความถูกต้องดีงามเสมอไป เนื่องจากว่า ยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่แทรกแซงกิจการทางจิตใจหรือสติปัญญาได้กล่าวคือ หากชีวิตนี้ มีเจตจำนงที่ถูกกระตุ้นจากสัญชาตญาณ จากอุดมคติของสังคม (ผิดๆ) ความต้องการ ความชอบ ความจน ความรวย อำนาจ และโอกาสที่จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้

เมื่อเจตจำนงถูกกระตุ้นหรือครอบงำจากอำนาจดังกล่าว อาจส่งผลให้เจตจำนงเดิม แปรเปลี่ยนหรือผันผวนไปตามอำนาจของเจตจำนงใหม่ได้แบบเบ็ดเสร็จก็ได้ เช่น คนหนึ่งเกิดมาแล้วได้เป็นนายกฯ เป็นเศรษฐี เป็นคนจน ฆาตกร นักบวช เป็นหญิง เป็นชาย เพศที่สาม เป็นคนพิการ ฯลฯ

อำนาจเหล่านี้ อาจบอกได้ว่า เจตจำนงของตนเองเดิมๆ คือ อะไร บอกไม่ได้ชัด เนื่องจากมีแรงอำนาจกลกรรมอย่างอื่น คอยแทรกแซงอยู่เสมอ จึงถือว่า เจตจำนงของมนุษย์ไม่แน่นอน ยกเว้นคนที่มุ่งมั่นปั้นแต่งเจตจำนงเสรีอย่างอิสระด้วยตัวเอง ไปจนกระทั่งตาย

ในทางพุทธศาสนามองได้ว่า เนื่องจาก มนุษย์เกิดมามีเยื่อใยทางเจตจำนงเดิมคือ มิได้บรรลุหรือสำเร็จเป็นผู้ทำลายตนอย่างถาวร (อรหันต์) เจตจำนงเดิมนี้เอง ที่แฝงด้วยเชื้ออะตอมของเจตจำนงอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา หรือแตกหน่อ แตกยอดตามมาอีกมากมาย เพราะเจตจำนงนี้ อุดมไปด้วยความไม่รู้ มีเยื่อใยอวิชชาอยู่ ผสมกับรากเหง้า เคล้ากับชาตินี้ จึงเกิดผสมกันปั้นแต่งสร้างเจตจำนงจำแลงขึ้นมาจำนวนมาก

เจตจำนงจำแลงเหล่านี้คือ จุดบอดให้เจตจำนงเดิมตาบอด เช่น สัญชาตญาณ เพื่อปกป้องตนเอง (รา่งกาย) ที่มันสร้างอวัยวะต่างๆมากมาย เพื่อรับรองร่างนี้ให้อยู่รอด ส่วนความรัก จะนำไปสู่การเสพสุข เสพกาม การมีครอบครัว มีลูก มีหลานสืบมา นี่คือ เจตจำนงตาบอด เพราะไม่รู้ความจริงของสัจธรรมชีวิต เลยไหลไปตามอุดมคติของโลก

แนวคิดนี้ มีนักคิดชาวเยอรมันที่ชื่อ โชเป็นฮาวเออร์มองว่า ร่างกายของเราคือ ตัวแทนหรือตัวรับรองเจตจำนงของจิต ที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยความอยาก ความฝัน ความต้องการ ไม่สิ้นสุดหรือความอยู่รอดตามสัญชาตญาณ เจตจำนงตัวเองที่เราเรียกว่า "เจตนาตาบอด" (Blind will)

ทางที่จะรอดจากจากการไม่รับรองหรือสนองเจตจำนงตัวคือนี้ หยุดอยาก และพอเพียงกับชีวิตเท่าที่ต้องการของร่างกาย (อยู่ด้วยสิ่งที่จำเป็น) ไม่ขวนขวาย เพราะยิ่งหา ก็ยิ่งมีเจตจำนงอีกมากมาย ที่จะเกิดตามมา

ซึ่งตรงกับหลักการของพุทธที่ว่า กรรม ที่จะเป็นกรรมต้องอยู่บนเจตนาหรือความตั้งใจ จุดที่เป็นพลังของพุทธคือ ก่อนจะเป็นเจตจำนงหรือเจตนานั้น เจตนาหรือจิตที่คิดนั้น สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจาก โลภ โกรธ หลงเพียงใด หากมีพลังกลเหล่านี้อยู่ การกระทำนั้น ย่อมจะมีผลเป็นพลังที่จะได้รับผลแรงเช่น นายน๊อต ที่บังคับให้นายบอยกราบรถเขา และบันดาลโทสะ ตบเขาด้วย

นี่คือ พลังเจตจำนงที่แอบแฝงด้วยความโกรธ โทษจึงแสดงออกมาผ่านกายภาพ ลักษณะหน้าตา อารมณ์ รูปร่าง กิจการ งาน กิจกรรม เพื่อน สังคม ฯ เพราะขาดการฝึกฝนเรื่อง การรู้เจตนาหรือเจตจำนงที่จำแลง แอบแฝงในใจเราทุกคน มันจึงรอคอยที่จะแสดงพลังออกมาในเวลาใด เวลาหนึ่ง เมื่อร่างทรง (กาย) และเจตนา (ตั้งใจ) ขาดสติ ขาดการควบคุมและรู้ไม่ทันเจตจำนงจอมปลอมที่คอยทำลายเรา ในเวลาใด เวลาหนึ่ง

pic. from cr: sky news

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ค้นหาตัว



ความเห็น (0)