ประเทศอียิปต์เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานประเทศหนึ่งในโลก  แต่ในเรื่องของการศึกษากฎหมายขัดกันนั้น อาจจะไม่มีผู้ที่ได้ศึกษาในเรื่องราวเหล่านี้ของประเทศอียิปต์มากนัก โดยกฎเกณฑ์ของกฎหมายขัดกันของอียิปต์นั้น  มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญอยู่ใน มาตรา 10 และมาตรา 28 ในประมวลกฎหมายแพ่งปี 1949 โดยกฎเกณฑ์นี้เหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ที่มีความใกล้เคียงกับประเทศที่ใช้กฎหมายในระบบซิวิลลอว์ อย่างไรก็ตาม กฎหมายขัดกันของอียิปต์มีการใช้ภาษาใกล้เคียงกับกฎหมายตะวันตก รวมทั้งเรื่องนิติวิธีต่างๆ แต่รูปแบบของตัวกฎหมายเองนั้นขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และรูปแบบของกฎหมายของอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศอียิปต์ โดยการศึกษากฎหมายขัดกันของประเทศอียิปต์นั้น ในที่นี้จะขอแบ่งการศึกษาตามลำดับดังต่อไปนี้

                 ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

                เมื่อได้มีการศึกษาถึงกฎหมายขัดกันของอียิปต์ สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือมีหลักเกณฑ์พื้นฐานมาจากกฎหมายขัดกันของยุโรป หากศึกษาถึงกฎหมายขัดกันของอิสลามแล้วก็จะพบว่ากฎหมายของอิสลามไม่ได้คำนึงถึงเขตอำนาจในดินแดนของรัฐหรือว่ารูปแบบของจุดเกาะเกี่ยวต่างๆ อย่างเช่นกฎหมายขัดกันอื่นๆ เช่น เชื้อชาติ ภูมิลำเนา แต่จะมีการคำนึงถึงหลักการเพียง 2 เรื่อง คือ “มุสลิม” และ “ไม่ใช่มุสลิม” ซึ่งคำว่า “มุสลิม” ก็คือ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนั่นเอง โดย “ไม่ใช่มุสลิม” นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 3 กรณี คือ 1. ผู้ที่อยู่นอกดินแดนของอิสลาม 2. ผู้ที่อยู่ในดินแดนของอิสลาม และ 3. ชาวต่างชาติที่เข้ามาพักอาศัยอยู่ในดินแดนของอิสลาม โดยกฎหมายอิสลามนั้นถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับสภาพบุคคลที่ใช้บังคับกับมุสลิม ไม่ว่ามุสลิมนั้นจะกำลังเดินทางอยู่หรือว่าอยู่นอกดินแดนของอิสลามหรือไม่ก็ตาม และกับผู้ที่มิใช่มุสลิมก็ กฎหมายอิสลามก็ใช้บังคับกับคนเหล่านั้นด้วย หากบุคคลเหล่านั้นได้เดินทางเข้ามาภายในดินแดนด้วย หรือว่าเข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนนั้นโดยถาวร โดยคำว่าชาวต่างชาติในประเทศอียิปต์ซึ่งถือว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายขัดกันนั้นถือว่าเป็น”ชาวต่างชาติที่มิใช่มุสลิม”เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หากเป็นชาวต่างชาติที่เป็นมุสลิมก็ถือว่าจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับมุสลิมที่อยู่ในประเทศอียิปต์ ซึ่งโดยหลักการแล้ว เรื่องกฎหมายขัดกันนั้นไม่มีอยู่ในกฎหมายอิสลาม เนื่องจากการใช้กฎหมายนั้น ตามหลักการของอิสลามจะแบ่งแยกระหว่างผู้ที่เป็นมุสลิมกับผู้ที่มิใช่มุสลิม โดยศาลที่ตัดสินนั้นก็จะใช้กฎหมายที่เป็นของศาสนาของตนเอง (สำหรับศาลที่มิใช่มุสลิมนั้น จะพิจารณาเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับสถานะของบุคคล แต่ในศาลมุสลิมนั้นจะพิจารณากฎหมายในทุกๆเรื่อง) และเมื่อมีการขัดกันของกฎหมายระหว่างผู้ที่เป็นมุสลิมกับผู้ที่มิใช่มุสลิมเกิดขึ้นนั้น จึงเริ่มมีการนำหลักการของกฎหมายขัดกันมาพิจารณาใช้ในประเทศอียิปต์ โดยหลักการของกฎหมายขัดกันนั้นได้เข้ามาพร้อมกับชาวยุโรปที่ได้เดินทางเข้ามายังประเทศอียิปต์

                    อิทธิพลของประเทศยุโรปที่มีต่อกฎหมายขัดกันของอียิปต์

                    การเข้ามาของพ่อค้าชาวยุโรป ที่เข้ามาติดต่อค้าขายในประเทศอียิปต์ ทำให้มีการนำระบบการแบ่งแยกกฎหมายเข้ามาด้วย โดยพ่อค้าชาวยุโรปได้รับเอกสิทธิ์ในเรื่องกฎหมาย โดยการทำความตกลงในแบบ “bilateral treaties” และต่อมาหลักการเหล่านี้ก็มีการขยายออกไปโดยอัตโนมัติ และเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเริ่มมีการให้ใช้กฎหมายต่างประเทศ (คือ ประเทศที่พ่อค้าเหล่านั้นมีสัญชาติ) โดยเริ่มจากการใช้หลักสัญชาติ โดยเริ่มมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง สำหรับศาลที่เรียกว่า “ Mixed Court” ซึ่งมีขึ้นเพื่อแก้ข้อขัดแย้งของพวกอียิปต์กับพวกชาวต่างชาติ และพวกชาวต่างชาติที่มีสัญชาติต่างกัน และในปีค.ศ.1876 ก็เป็นปีที่กฎหมายขัดกันมีการเสร็จสมบูรณ์ในประมวลกฎหมายแพ่งปี ค.ศ. 1949 โดยกฎหมายขัดกันที่มีอิทธิพลต่อกฎหมายขัดกันของอียิปต์ก็คือ กฎหมายขัดกันของประเทศฝรั่งเศสรวมทั้งกฎหมายขัดกันนของประเทศเยอรมันและประเทศอิตาลีด้วย

                    กฎหมายขัดกันของอียิปต์ : บทบาทของศาสนาและกฎหมายศาสนา

                   โดยส่วนใหญ่แล้ว เรื่องการสมรส ,การหย่า,มรดก ในกฎหมายขัดกันส่วนใหญ่จะใช้หลักสัญชาติเป็นจุดเกาะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ในเรื่องของการสมรสในกฎหมายขัดกันของอียิปต์ได้ใช้ศาสนาเข้ามาเป็นจุดเกาะเกี่ยวใน 3 กรณี คือ เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติอียิปต์ (มาตรา 14) เมื่อคู่สมรสต่างชาติได้ทำพิธีแต่งงานในประเทศอียิปต์ (มาตรา 20) และในกรณีที่กฎหมายของต่างประเทศขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศอียิปต์ (มาตรา 28) โดยศาลอียิปต์จะใช้กฎหมายอิสลามในเรื่องของสภาพบุคคลในกรณีที่คู่สมรสอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นมุสลิม หรือคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมิได้นับถือศาสนาหรือนิกายเดียวกัน แต่ถ้าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายนับถือศาสนาหรือนิกายเดียวกัน ก็จะใช้กฎหมายที่มิใช่กฎหมายอิสลาม ตัวอย่างเช่น กรณีที่ชายชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ต้องการที่จะหย่ากับภรรยาชาวอียิปต์ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกัน โดยทั้งคู่ได้จัดพิธีสมรสกันที่ประเทศฝรั่งเศส จากตัวอย่างนี้ ศาลจะไม่พิพากษาให้ทั้งคู่หย่ากันได้ เนื่องจากกฎหมายคาทอลิกของชาวอียิปต์ไม่อนุญาตให้มีการหย่ากัน เป็นต้น ซึ่งในเรื่องของกฎหมายขัดกันของอียิปต์นั้น มีเรื่องที่น่าสนใจ คือ ไม่มีหลักเกณฑ์ในเรื่องการเลือกใช้กฎหมายโดยความยินยอมของคู่สมรสบัญญัติไว้ ถึงแม้ว่ากฎหมายที่คู่สมรสเลือกนั้นจะเป็นกฎหมายอิสลามก็ตาม ส่วนในเรื่องของหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ในกฎหมายขัดกันของอียิปต์ก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย ซึ่งหลักการในเรื่องของความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีนั้นถือว่าเป็นหลักการที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละประเทศด้วย หลักการในเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศอียิปต์นั้นถือว่ามีหลักการมาจากกฎหมายอิสลาม แต่ก็ยังมีหลักการที่เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยฯที่เป็นหลักการทั่วไป คือ เรื่องศีลธรรมอันดีโดยทั่วไป อันเป็นหลักการที่กฎหมายของอียิปต์ได้รับอิทธิพลมาจากยุโรปด้วย

                   ความมีผลทางกฎหมายของการสมรส

                   ในส่วนของการสมรสตามกฎหมายอิสลามนั้นมีหลายกรณีที่เกี่ยวกับกฎหมายภายใน อย่างเช่นเรื่องการแต่งงานระหว่างคนที่เป็นมุสลิมกับคนที่มิใช่มุสลิม ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องห้าม โดยการห้ามแต่งงานในที่นี้เป็นการห้ามแต่งงานซึ่งมีที่จากกฎหมายอิสลาม  หรือเรื่องการมีคู่สมรสมากกว่าหนึ่งคนนั้น ศาลอียิปต์อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่เป็นมุสลิมนั้นมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน ดังนั้นกฎหมายต่างชาติของชายผู้นั้น(ที่เป็นมุสลิม)ที่ไม่อนุญาตให้มีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคนถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี หรือในเรื่องของการหย่า ซึ่งปรากฎตามมาตรา 13/2 กำหนดให้สามีทำการหย่าได้โดยอาจไม่จำต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ 3 หรือต้องมีคำพิพากษาจากศาล หรือในเรื่องกฎหมายมรดกนั้น โดยหลักการแล้วจะให้มีการนำหลักการของกฎหมายอิสลามมาใช้กับทั้งผู้ที่เป็นมุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมซึ่งเป็นชาวอียิปต์ โดยจะแบ่งหลักการในเรื่องนี้ออกเป็นสองกรณี คือ กรณีที่มีการทำพินัยกรรมไว้ และกรณีที่มิได้มีการทำพินัยกรรมไว้ โดยในกรณีของชาวต่างชาตินั้น มาตรา 17 ได้บัญญัติให้มีการใช้กฎหมายสัญชาติในกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย โดยหลักการตามกฎหมายอิสลามอย่างเช่นในเรื่องของการแบ่งมรดกที่กำหนดให้ฝ่ายชายได้มากกว่าฝ่ายหญิงครึ่งหนึ่ง(อันเนื่องมาจากการกำหนดให้ผู้ชายต้องแต่งงาน และที่ได้รับมรดกมากกว่าก็เพื่อที่จะนำไปเลี้ยงดูครอบครัว) ซึ่งหากกฎหมายต่างชาติได้บัญญัติให้แตกต่างออกไปจากบทบัญญัตินี้ ก็ถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีด้วยเช่นกัน

                   การคำนึงถึงสภาพบุคคลในกฎหมายขัดกันของประเทศอียิปต์นั้นใช้จุดเกาะเกี่ยวทั้งในเรื่องสัญชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายในแถบภาคพื้นยุโรป และในเรื่องศาสนาซึ่งเป็นหลักการตามกฎหมายอิสลาม โดยในเรื่องของความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น แบ่งได้เป็นแบบทั่วไป ซึ่งก็คือมีต้นกำเนิดมาจากยุโรปเช่นเดียวกัน และแบบอิสลาม ซึ่งมีรากฐานมาจากกฎหมายอิสลาม โดยที่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนในรูปแบบของอิสลามนั้นจะต้องนำมาใช้กับมุสลิมทุกคนไม่ว่าผู้นั้นจะมีสัญชาติหรือภูมิลำเนาใดก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเกาะเกี่ยวที่เป็นจุดแข็งมากกว่าจุดเกาะเกี่ยวอื่นๆ โดยถือว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็จะใช้จุดเกาะเกี่ยวนี้เป็นหลักเสมอ แต่ว่าจุดเกาะเกี่ยวในเรื่องศาสนานี้ ก็มีข้อน่าสังเกตที่ว่า การนำหลักการนี้มาใช้เป็นจุดเกาะเกี่ยวที่เป็นหลักในกฎหมายขัดกันนั้นอาจจะประสบปัญหา เนื่องจากการใช้กฎหมายขัดกันอิสลามโดยศาลอาจจะไม่เหมาะกับหลักการการของกฎหมายขัดกันซึ่งได้รับอิทธิพลจากกฎหมายยุโรปเนื่องจากมีรากฐานแนวคิดในทางกฎหมายที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น การใช้กฎหมายขัดกันในประเทศอียิปต์จึงถือว่ายังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆอีกมากมาย และยังคงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปอีก เพื่อให้การใช้กฎหมายขัดกันในประเทศอียิปต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด