เครื่องชี้วัดเเนวโน้มเศรษฐกิจที่สำคัญ

1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP

GDPเป็นตัวชี้วัดที่กว้างที่สุดในเศรษฐกิจของรัฐ GDP คือค่าเงินรวมของทุกสินค้าและการบริการที่ถูกผลิตออกมาในเศรษฐกิจในแต่ละช่วงไตรมาศ (ไม่รวมกิจกรรมระหว่างประเทศ)ตัวเลขที่สำคัญนั้นดูจากอัตราการเติบโตของGDP โดยทั่วไปแล้วการเบี่ยงเบนไปจากระดับปกติสามารถพิสูจน์ได้ถึงความมีอิทธิพล การเจริญเติบโตเหนือระดับนี้มักจะถูกคิดว่าไม่ยั่งยืนและเป็นตัวบ่งบอกถึงการเกิดอัตราเงินเฟ้อสูง หากการเติบโตต่ำกว่าช่วงนี้แล้ว(โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตในเชิงลบ)ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตช้าซึ่งจะนำไปสู่การว่างงานเพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายที่ต่ำกว่าปกติ

2.ดัชนีราคาผู้บริโภค CPI

CPI เป็นตัวชี้วัดในการวัดภาวะเงินเฟ้อที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด เป็นตัวเลขที่แสดงระดับราคาในตะกร้าตลาดของสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจากผู้ประกอบการรวมถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่อาหารไปจนถึงพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาแพง ราคาจะถูกวัดโดยตัวอย่างของราคาสินค้าจากร้านที่แตกต่างกัน นอกเหนือจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวมแล้วรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานก็เป็นสิ่งสำคัญซึ่งไม่รวมสินค้าที่มีความผันผวน เช่น อาหารและพลังงาน โดยจะให้ผลของการวัดอัตราเงินเฟ้อที่ใกล้เคียงที่สุด รายงานของตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคส่วนใหญ่แล้วจะรวมถึงตัวเลขทั้งหมดและตัวเลขหลัก

3.ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI

ดัชนีราคาผู้ผลิต เป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อดัชนีราคาขายส่งเป็นดัชนีราคาที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาขายส่งสินค้าดังนั้นขณะที่ดัชนีราคารผู้บริโภคติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิตจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยเฉลี่ยที่ผู้ผลิตได้รับช่วงเวลาหนึ่งประเภทของดัชนีราคาผู้ผลิตในการวัดราคาของสินค้ามี 3 ประเภทคือน้ำมันดิบ




สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าสำเร็จรูป น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าบางชนิด สินค้ากึ่งสำเร็จรูปคือส่วนประกอบของสินค้าขนาดใหญ่และสินค้าสำเร็จรูปคือสินค้าที่ขายให้กับตัวแทนจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปเป็นสินค้าที่ถูกจับตามองมากที่สุดเพราะเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุดเพราะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเป็นผู้จับจ่ายเพื่อนำมาใช้สอยหลักของ ดัชนีราคาผู้ผลิต คือในการวัดราคาสินค้าซึ่งจะถูกประเมินโดยผู้ผลิตสินค้าและบริการซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน


4.ดัชนีการวัดการจ้างงาน

ดัชนีการวัดการจ้างงาน คือ อัตราการว่างงานซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของแรงงานที่ว่างงานภายในช่วงเวลา 18 ปีในความสัมพันธ์ของกำลังแรงงานโดยรวม จากการสำรวจความคิดเห็นโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างกว่า 60,000 ครัวเรือนและโรงงาน 375,000 แห่ง อัตราการว่างงานนั้นคำนวณโดยนำจำนวนของผู้ว่างงานหารกับจำนวนผู้ใช้แรงงานโดยจำนวนของแรงงานคือผลรวมของผู้ตกงานและลูกจ้าง อัตราการว่างงานโดยทั่วไปแล้วคิดเป็นประมาณ 4-5% ของกำลังแรงงานทั้งหมดซึ่งจะถือว่าเป็นตัวบ่งชี้ความกดดันของเงินเฟ้อที่เป็นไปได้จากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง รายได้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับมีอัตราการว่างงานน้อยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อัตราเร่งของอัตราเงินเฟ้อนั้นเป็นไปตามที่คาดหวัง

5.ดุลการค้า

ดุลการค้า คือ ความแตกต่างระหว่างการนำเข้าและการส่งออกของสินค้า การขาดดุลการค้าระบุถึงการนำเข้าสินค้ามีมากขึ้นกว่าการส่งออก เมื่อการส่งออกมากกว่าการนำเข้าจึงเกิดการเกินดุลการค้า การเกินดุลการค้านั้นระบุว่าเงินที่กำลังจะเข้ามาในประเทศคือเงินจากการแลกเปลี่ยนกับสินค้าส่งออก สมดุลของการค้าเกิดได้จากการแบ่งแยกระหว่างสินค้าและการบริการที่มีความสมดุลดุลการค้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีเดินสะพัด

เเหล่งอ้างอิง https://www.instaforex.com/th/macroeconomics


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การเงิน



ความเห็น (0)