เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

  1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน (Hearing Impaired Children)
  2. ความรู้ทั่วไปสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ประวัติความเป็นมาด้านการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน การศึกษาสาหรับเด็กหูหนวกในประเทศไทย เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2494 โดย ม.ร.ว.เสริมศรี เกษมศรี ซึ่งสาเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยกอลอเดท (GallaudetCollege) วิทยาลัยทางศิลปศาสตร์แห่งแรก และแห่งเดียวสาหรับคนหูหนวก ได้เปิดหน่วยทดลองสอนคนหูหนวกขึ้นเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนวัดโสมนัส การสอนคนหูหนวกในตอนนั้นเป็นการสอนพูดโดยใช้ท่าภาษามือประกอบ ต่อมาคุณหญิงกมลา ไกรฤกษ์ ได้สาเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเดียวกันมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนสอนคนหูหนวกดุสิต (ปัจจุบันคือโรงเรียนเศรษฐเสถียร) ได้รวบรวมภาษามือขึ้นเป็นหนังสือภาษามือไทยขึ้น เพื่อใช้สอนคนหูหนวกในประเทศไทย โดยให้มีการสอนพูดรวมกับการใช้ภาษามือและการสะกดนิ้วมือร่วมกับการอ่านและการเขียนตามปกติ
  3. ความหมาย เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึงเด็กหูหนวก และ เด็กหูตึงเด็กหูหนวก เป็นเด็กที่สามารถได้ยินเสียงคนพูดน้อยมาก ใช้เครื่องช่วยฟังก็ไม่ได้ผล ซึ่งเด็กหูตึงเป็นเด็ก ที่สามารถได้ยินเสียงพูดบ้าง แต่ต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง ช่วยขยายเสียงให้ชัดเจนขึ้น
  4. สาเหตุที่ทาให้หูพิการมาตั้งแต่เด็กขณะที่แม่ตั้งครรภ์อาจได้รับเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และซิฟิลิสขณะที่แม่ตั้งครรภ์อาจได้รับสารหรือยาที่เป็นอันตรายกรรมพันธุ์เด็กขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ในขณะทาคลอดเด็กที่ต้องคลอดก่อนกาหนด
  5. ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่ องทางการได้ ยน ิ เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน 90 เดซิเบลขึ้นไป วัดด้วยเสียงบริสุทธิ์ ณ ความถี่ 500,1000 และ2,000เฮิร์ท ในหูข้างที่ดีกว่า เด็กไม่สามารถใช้การได้ยินให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาจเป็นผู้ทสูนเสียการได้ยินมาแต่กาเนิดหรือ ี่สูญเสียการได้ยินภายหลังก็ตาม เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สญเสียการได้ยินระหว่าง 26-89 ูเดซิเบล วัดด้วยเสียงบริสุทธิ์ ณ ความถี่ 500,1000 และ2,000 เฮิร์ทเป็นเด็กที่สูญเสียการได้ยินเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียการได้ยินขั้นรุนแรง
  6. ระดับการได้ยิน ระดับที่ 1 หูปกติ (ไม่เกิน 25 เดซิเบล)ได้ยินเสียงพูดกระซิบเบา ๆ ระดับที่ 2 หูตึงเล็กน้อย (26-40 เดซิเบล)ไม่ได้ยินเสียงพูดเบา ๆ แต่ได้ยินเสียงพูดปกติ อาจใช้เครื่องช่วยฟังบางโอกาส เช่น เรียนหนังสือ ระดับที่ 3 หูตึงปานกลาง (41-55 เดซิเบล)ไม่ได้ยินเสียงปกติ ต้องพูดดังกว่าปกติจึงจะได้ยินจาเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังขณะพูดคุย
  7. ระดับที่ 4 หูตึงมาก (56-70 เดซิเบล) พูดเสียงดังแล้วยังไม่ได้ยิน จาเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังตลอดเวลา ระดับที่ 5 หูตึงรุนแรง (71-90 เดซิเบล) ต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียงจึงจะได้ยิน แต่ได้ยินไม่ชัด ระดับที่ 6 หูหนวก (91 เดซิเบลขึ้นไป) ตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียงแล้วยังไม่ได้ยิน และไม่เข้าใจความหมาย
  8. ทาอย่างไรถึงจะรู้ว่าเด็กมีความพิการทางหู จากคาแนะนาของคุณหมอเด็ก จากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ถ้าอยากจะรู้ว่าเด็กคนนั้นมีความผิดปกติทางหูหรือไม่นน ั้ต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียด อย่างสม่าเสมอ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 1ขวบ ซึงการตรวจเช็คนันจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทาให้คุณหมอทราบว่าเด็ก ่ ้คนนันมีความพิการทางหูหรือไม่ แต่คุณแม่สามารถสังเกตจากพัฒนาการ ้การได้ยินเสียงของลูกได้ คือ เด็กตั้งแต่แรกเกิด เมื่อได้ยนเสียงดัง เค้าจะ ิผวา อายุ 5 เดือน เค้าก็จะพยายามเปล่งเสียง อ้อ แอ้ เพื่อตอบสนองเวลาเราพูดด้วย และอายุ 9 เดือน ลูกจะพยายามหันมองตามเสียงที่เราเรียกดังนั้น คุณแม่ควรเฝ้าดูและช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางการฟังของลูกน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพาลูกไปรับวัคซีนและพบคุณหมออย่างสม่าเสมอ
  9. วิธีการทีจะช่วยเด็กที่มีความพิการทางหู มี 2 วิธี ่ การฝึกฟัง จะช่วยพัฒนาทักษะในการใช้ประสาทสัมผัส ในส่วนของการได้ยินเสียงที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สด อุปกรณ์ที่มีวามสาคัญมากที่สุดในการ ุฝึกฟัง คือ เครืองช่วยฟัง ซึงจะทาหน้าที่ขยายเสียงให้ดงขึ้น โดยมีปุ่มสามารถปรับ ่ ่ ัเสียงดังค่อยได้ตามความต้องการ มีอยู่ 4 ประเภท แล้วแต่ความถนัดของผู้ใช้ คือ  เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในรูหู  เครื่องช่วยฟังแบบทัดหู  เครื่องช่วยฟังแบบติดกระเป๋าเสื้อ  เครื่องช่วยฟังแบบแว่นตา การฝึกพูด เพื่อส่งเสริมให้เด็กเข้าใจในภาษาพูด และสามารถสื่อสารกับ ผู้อื่นได้
  10. กระบวนการแบบสองภาษา กระบวนการแบบสองภาษา เป็นการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งสาหรับเด็กหูหนวก ทาการสอนโดยครู 2 คน คือ ครูหูหนวก และครูที่มีการ ได้ยิน โดยครูหูหนวกจะเป็นแบบอย่างของการใช้ภาษามือ เป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ วิถีชีวิตของคนหูหนวกให้กับเด็กหูหนวก และครูที่มีการได้ยินจะเป็นแบบอย่างของการใช้ภาษาไทย ทั้งการเขียนการอ่าน และการพูด โดยเด็กหูหนวกจะต้องเรียนภาษามือที่สอนโดยครูหูหนวก เป็นภาษาแรกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จนเด็กสามารถใช้ภาษามือได้อย่างดี และเรียนรู้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองโดยครูที่มีการได้ยิน ซึ่งการสอนภาษาโดยใช้วิธีการสอนแบบภาษาที่สอง โดยใช้ภาษามือไทยเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ภาษาไทย การสอนภาษาไทยจะสอนจากการเขียนการอ่าน หรือการพูด ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน สาหรับเด็กโต บางวิชาอาจจะสอนด้วยภาษามือโดยครูหูหนวก เช่น วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคม โดยใช้เทคนิค การสอนที่ตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนหูหนวก
  11. ปัจจุบันการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในประเทศไทย มี 2 แบบคือ 1. การจัดการศึกษาพิเศษ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ระดับชันเด็กเล็กประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการปรับปรุงให้เหมาะสมเพียงเล็กน้อย 2. จัดการเรียนร่วมกับคนปกติ จัดให้เข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับเด็กปกติ โดยมีครูพิเศษช่วยเหลือในด้านภาษาและการสื่อ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน



ความเห็น (0)