นรก สวรรค์

ลุงเหมย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ


ขอยกมือสิบนิ้ว ขึ้นตั้งหว้างคิ้วเกษา ผาถนาวันทาแม่นมั่น ถึงมวลญาติมิตร ที่คิดถึงกั๋น จุเมื่อเชื่อวันผานลับ
หลายเดือนแล้วหนา หลุงเหมยบ่ามาอู้จ๋าคำนับ ผะดาหมู่เจ้านายเรา วันนี้แล้วหนา จักขอน้อมเอาเรื่องราวธรรมะ มาอู้อุ่มกั๋นเหมือนเกย........ครับก็ขอกราบสวัสดีกับญาติธรรมและกัลยาณมิตรทั้งหลาย ห่างเหินกันไปเสียนานเพราะต้องติดตามหลวงพี่ไปปฏิบัติธรรมตามวิเวก หาาความสงบเพื่อขัดเกลากิเลสและจิตใจตามหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า....ตอนนี้ก็อยู่ประจำที่แล้วเพราะฤดูกาลเข้าพรรษา และขอถือโอกาสนี้แผ่เมตตาไปยังคุณครูมะเดื่อ ผู้ชี้ช่องทางให้ลุงเหมยได้ญาติธรรมอีกหลายชีวิตใน GotoLnow ครับมาแล้วก็ขอเริ่มเรื่องแรกก่อนเลย...คือเรื่อง นรก สวรรค์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ขบคิดกันมานาน...โดยลุงเหมยได้พบกับบทความเล่มหนึ่งซึ่งไม่สามารถจะเดาว่าเป็นขื่อของหนังสืออะไร เพราะมันเก่ามากหน้าปกไม่มี หลังปกไม่มี แต่ก็ยังดีอยู่ที่ข้างในยังมีเนื้อหาที่บริบูรณ์ ก็ขอถือโอกาสนี้กราบขอขมาในความเป็นเจ้าของของท่าน ข้าน้อยขออนุญาตคัดลอกบทความที่มข้าพเจ้าคิดว่ามีประโยชน์สำหรับมวลญาติธรรมทั้งหลาย หากสิ่งใดที่ไม่สมควรข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว..........ลองติดตามดูสิครับ

นรก ( นะ - ) มีความหมายว่า...โลกเป็นที่ลงโทษผู้ที่ทำบาปเมื่อตายไปแล้ว

สวรรค์ .... มีความหมายว่า...เมืองฟ้า โลกของเทวดา

ในเรื่องของนรกสวรรค์ จะต้องทำความเข้าใจเรื่อง ภพ เสียก่อน ตามหลักของทางพระพุทธศาสนา รากศัพท์เดิมของ ภพ หรือ ภูมิ มาจาก ภู ธาตุ ในความหมายว่า มี เป็น เกิด คำ ภว หรือ ภพ หมายถึง ความ เป็น ความเจริญ ความเกิด ดังนั้น ภพ หรือ ภูมิ ในพระพุทธศาสนาจึงหมายถึง....ความมี ความเป็น และความเกิด ซึ่งเป็นภาวะทางจิต เป็นภพทางจิต หรือภูมิทางจิต เนื่องจากความมี ความเป็น และความเกิด ทางจิตของแต่ละคนมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยนัยนี้ จึงถือว่ามีภพ และชาติ ของแต่ละคน มีเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เพราะทุก ๆ เสี้ยววินาที ความรู้สึกนึกคิดย่อมมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จิตของแต่ละคนจึงมีเอนกชาติ เอนกภพ เรียกสภาพนี้ว่า....วัฏฏสงสาร

การอุบัติขึ้นแห่งความรู้สึกแต่ละลักษณะของจิต คือ ชาติ ( ชน + ติ = การเกิด ) และถาวะที่จิตดำรงอยู่ คือ ภพ เมื่อจิตหมุนเวียนไปจึงเป็นเหตุให้เกิดมีชาติก่อน ชาตินี้ และ ชาติหน้า ขึ้น การที่ชาติใดจะอยู่ในภพใดนั้น ถือว่าเป็นไปตาม " กฎแห่งกรรม " ซึ่งขึ้นอยู่กับ " กัมมัฏฐาน " คือการปฏิบัติธรรม เมื่อคนมีกรรมต่างกัน ก็ย่อมจะตกถึงภพที่จ่างกัน เพราะมีกรรมเป็นตัวการทำให้เกิดผล หรือวิบาก ผู้ที่มีกรรมดี (กุศลกรรม) วิบากก็ดี ผู้มีกรรมชั่ว (อกุศลกรรม) วิบากก็ชั่ว จะหนีกฎแห่งความจริงกันเป็นธรรมชาตินี้ไปไม่พ้น ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธศาสนาจึงสอนให้เว้นกรรมที่เป็นความชั่ว กระทำแต่กรรมดี และทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว

ั นรก สวรรค์ ในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนามีความเชื่อในเรื่อง " วัฏฏสงสาร "

คือการเวียนว่าย ตาย เกิด ในชาติ ภพต่าง ๆ มากมายเหลือคณานับ ตราบใดที่จิตยังไม่หมดจากกิเลสและตัณหา บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายก็จะมีการเกิด เปลี่ยนแปลงไปจามสภาพกาลและตายไปในอันไม่รู้จักขบสิ้นอย่างนี้เรื่อยไป

พื้นฐานความเชื่อเรื่อง " วัฎฎสงสาร " ของชาวพุทธนั้นก็มาจากความเชื่อของศาสนาพราหมณ์และศาสนาฮินดู ซึ่งสามารถจะทำการกลับย้อนไปถึงสมัยพระเวท " วัฎฎสงสาร " ของศาสนาสพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ก็มีส่วนละม้ายคล้ายกันและแตกต่างกันอยู่ ในส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือ ทั้งความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธต่างยอมรับว่า " กรรม " เป็นตัวกำหนดให้มีการเวียนว่ายตายเกิดในชาติ ภพ ต่าง ๆ เหมือนกัน การเกิดมาเป็นคนโดยสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราเป็นกิเลสมากมาย ซึ่งจิตมีตัณหาก็เป็นเหตุให้คนทำกรรมที่มีทั้งดีและชั่ว เมื่อได้กระทำลงไปแล้วก็ต้องเวียนเกิด เวียนตายในภพภูมิต่าง ๆ หมุนเวียนอยู่เป็นวงจรเช่นนี้ไม่รู้จักจบสิ้น แต่เมื่อจิตของเราขจัดตัณหาออกไปเสียได้ ก็จะเข้าถึงสัจธรรม หรือบรรลุพระนิพพาน คือวงจรแห่ง " วัฎฎสงสารได้สิ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวงหมดแล้ว "

ภพภูมิที่มวลสรรพสัตว์จะต้องไปเกิดตามแรงกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้มีอยู่ ๓ ภพ หรือ ภูมิ เรียกว่า " ไตรภูมิ หรือ ไตรภพ ซึ่งหมายถึง

กามภูมิ คือดินแดนที่มีทั้ง โลภะ โทสะ โมหะ หรือมีทั้งความโลภ ความโกรธ
ความหลง และใน กามภูมิ นี้ยังแบ่งออกเป็น

สุคติภูมิ (แดนดี ) คือสวรรค์ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ๖ ชั้น ซึ่งมนุษย์ก็รวมอยู่ใน
แดนนี้ด้วย

ทุคติภูมิ ( แดนเลว ) คือที่อยู่ของสัตว์เดียรัจฉาน อสุรกาย เปรต สัตว์นรก
ทั้งหลาย

รูปภูมิ คือดินแดนของพรหมที่มีรูป ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ๑๖ ชั้น และพรหมพวกนี้ยังคงมีกิเลสเหมือนกันกับมนุษย์ แต่ทว่ามีน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในกามภูมิ

อรูปภูมิ คือดินแดนของพรหมที่ไม่มีรูป (พวกที่ปราศจากรูปร่าง)

สรุปแล้ว ภูมิทั้งสามเป็นสถานที่รองรับกากรกเวียนว่ายตายเกิดของมวลสรรพสัตว์ โดยผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปตามแต่ผลกรรมที่ตัวเองเป็นผู้กระทำไว้ และจะมีผลส่งให้ไปกำเนิด ณ ภพ ใด ๆ เท่านั้น

จากความเชื่อในเรื่อง นรก และ สวรรค์ ข้าพเจ้าก็มีความรู้สึกที่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน คือ นรก ตามความรู้สึกจะเป็นดินแดนแห่งความทุกข์ยาก ความทรมานต่าง ๆ นา ๆ ส่วน สวรรค์ นั้นก็เป็นดินแดนที่มีแต่ความสุข อันเป็นทิพย์ และมีแต่ความรื่นรมย์

นรกและสวรรค์ เป็นรูปธรรม หรหือจะพูดให้ชัดเจนว่า นรก สวรรค์ เป็น " สถานที่ " ตั้งอยู่ ณ ที่ใดสักแห่ง โดยคิดว่า สวรรค์ อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดิน จะอยู่ลึกหรือตื้นสักแค่ไหนก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ แม้แต่ พระเจ้าลิไท ผู้นิพนธ์หนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ก็ได้อธิบายถึงภพนรกขุมใหญ่ ๘ ขุม แต่ก็ไม่ได้บอกว่านรกทั้งหมดเหล่านี้อยู่ ณ ที่ใด

นรก สวรรค์ ก็มิใช่ว่าจะมีแต่บุคคลต่าง ๆ ได้แต่งขึ้น หรือได้เขียนขึ้นเท่านั้น เพราะเรื่องราวเหล่านี้ได้มีกล่าวไว้ในหนังสือพระไตรปิฎกจริง ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงยืนยันว่า นรก สวรรค์ นั้นมีจริง มนุษย์จะทำดี ทำชั่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อตายไปแล้วก็จะไปเสวยในผลกรรมนั้น ๆ ที่บนสวรรค์ และนรกจริง จากข้อความที่ปรากฎในพระไตรปิฎกว่า..." กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคติ สุคตํ โลกํ อุปชฺชติ ".... หลังจากแตกกาย ทำลายขันธ์ เขา(ผู้ทำกรรมดี) ย่อมเข้าถึงสุคติในโลกสวรรค์......และ " กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคติ วินิ ปาตํ นิรยํ อุปชฺชติ " ...หลังจากแตกกายทำลายขันธ์ เขา(ผู้ทำกรรมชั่ว) ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขออ้างอิงจากหนังสือพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ ข้อที่ ๘๙ ซึ่งได้พูดถึง พระโกกาลิกะ สมุนมือขวาของพระเจ้าเทวทัต ซึ่งเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในนรกที่มีชื่อว่า " ปทุมนรก " พระสาวกของพระพุทธเจ้าได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า....บรรดาอายุของสัตว์นรกที่จะต้องได้ชดใช้ในผลกรรมนรกขุมนี้จะยาวนานสักแค่ไหนเขาจึงจะหลุดพ้น " พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า..." อายุของสัตว์นรกเหล่านี้ที่จะต้องได้ชดใช้ผลกรรมจะยาวนานกว่านรกขุมอื่น ๆ อีก ๙ ขุม ซึ่งในแต่ละขุมนรกนั้น จะยาวนานสักแค่ไหนก็สุดจะนับได้ด้วยการนับคำนวณตามอายุของมนุษย์ จากนั้นพระพุทธองค์ยังได้บอกชื่อของนรกอีก ๑๐ ขุม ให้บรรดาสาวกเหล่านั้นทราบอีกก ดังนี้

นรกขุมที่ ๑ ชื่อว่า อัมพุทะ นรกขุมที่ ๒ ชื่อว่า นิรัพทุทะ

นรกขุมที่ ๓ ชื่อว่า อพัยพะ นรกขุมที่ ๔ ชื่อว่า อทหะ

นรกขุมที่ ๕ ชื่อว่า อัฏฏะ นรกขุมที่ ๖ ชื่อว่า กมุทะ

นรกขุมที่ ๗ ชื่อว่า โสคันธิกะ นรกขุมที่ ๘ ชื่อว่า อุปละ

นรกขุมที่ ๙ ชื่อว่า ปุณฑิกะ นรกขุมที่ ๑๐ ชื่อว่า ปทุมะ

นอกจากนั้นในหนังสือพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๔๗๓ – ๔๗๕ ในเรื่องของ พาลบัณฑิตสูตร ก็ยังได้กล่าวถึง นายนิรยบาล ผู้มีหน้าที่ลงโทษสัตว์นรกในมหานรกด้วยวิธีการต่าง ๆ คือ

ตรึงตะปูเหล็กที่มือทั้งสอง เท้าทั้งสอง และทรวงอกของสัตว์นรก

จับสัตว์นรกขึงพืด และเอาพร้าถากกาย

จับสัตว์นรกมัดข้อเท้าแขวนเอาหัวห้อยลง และเอาพร้าถากกาย

จับสัตว์นรกใส่รถวิ่งไปวิ่งมาบนพื้นที่มีไฟลุกไหม้

ไล่ต้อนสัตว์นรกให้ลุยปีนภูเขาที่มีไฟลุกไหม้

จับสัตว์นรกโยนลงหม้อกะทะทองแดงที่มีน้ำละลายของทองแดงที่เดือดพล่าน

เสร็จแล้วยังได้บรรยายถึงรูปร่างลักษณะของนรกว่า มีสี่มุม สี่ประตู โดยแบ่งออกเป็นส่วนเท่ากัน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ข้างบนก็เป็นเหล็กครอบ พื้นก็เป็นเหล็กมีไฟลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา มีความกว้าง ความยาว นับได้ร้อยโยชน์

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๒ ก็ยังได้ระบุชื่อของนรกอีก ๘ ขุม คือ

นรกขุมที่ ๑ ชื่อว่า สัญชีวะ นรกขุมที่ ๒ ชื่อว่า กาฬสุตตะ

นรกขุมที่ ๓ ชื่อว่า สังฆาฏะ นรกขุมที่ ๔ ชื่อว่า โรรุวะ

นรกขุมที่ ๕ ชื่อว่า มหาโรรุวะ นรกขุมที่ ๖ ชื่อว่า อเวจะ

นรกขุมที่ ๗ ชื่อว่า ตาปนะ นรกขุมที่ ๘ ชื่อว่า มหาจาปนะ

โดยนรกแต่ละขุมนั้นจะมีบทลงโทษสัตว์นรกตามผลกรรมนั้น ๆ เช่น

- ล่วงเกินฤาษีผู้ทรงศีล ก็จะถูกไฟนรกเผาไหม้ทั้งข้างในและข้างนอก สัตว์นรกต้องวิ่งพล่านหาทางออกมิได้

- ทำการฆ่าพระอรหันต์ ก็จะต้องตกนรกกกขุม กาฬสุตะ

- พระราชา ( ถ้าเป็นสมัยปัจจุบัน ก็คือรัฐบาล ) ที่ปกครองประเทศโดยอยุติธรรม ก่อความเดือดร้อนให้แก่อาณาประชาราษฎร์ จะต้องตกนรกขุม ตาปนะ ถูกไฟนรกเผา ร้องครวญครางอย่างน่าเวทนายิ่ง

- ผู้ที่ทำการปิตุฆาต หรือมาตุฆาต คือ ฆ่าบิดา มารดา ก็จะต้องตกกนรกขุม
กาฬสุตตะ และ โลหะกุมภีนรก จะถูกไฟนรกครอกจนไม่มีผิวหนัง ตาจะบอด ต้องกัดมูตร กินคูถ (กินปัสสาวะ อุจจาระ) ที่ร้อนจัด และต้องกินก้อนเหล็กแดง มีสุนัข แร้ง กา นก ที่มีปากเป็นเหล็ก คอยรุมกัดรุมทึ้งอย่างทรมาน นายนิรยบาลก็คอยบังคับให้กินเลือดของตนเอง จับโยนลงไปในทะเลหนอง และเลือด ถูกหนอนปากเหล็กตัวใหญ่มหึมาในทะเลหนองและเลือดชอนไชทั่วร่างกาย ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก

- สามีนอกใจภรรยา ภรรยานอกใจสามี ก็จะถูกนายนิรยบาลเอาหลาวที่แหลมทิ่มแทงในนรกชื่อ โลหะกุมภีนรก ภรรยาที่ดูหมิ่นสามี แม่สามี หรือพี่น้องของสามี ก็จะถูกนายนิรยบาลเอาเบ็ดเกี่ยวลิ้นลากไปลากมาในนรกที่ชื่อว่า ตาปนะนรก

- ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และคนที่ชอบพูดจาส่อเสียดยุยงให้มีความแตกแยกกัน ก็จะถูกนายนิรยบาลเอาฆ้อนเหล็กทุบ หอกเหล็กแทง บังคับให้กินอาเจียนขอสัตว์นรกอื่น ถูกฝูงแร้ง ฝูงกา ฝูงหมา ที่มีปากเป็นเหล็กคอยรุมทึ้ง

นรกที่ได้พูดถึงในหนังสือพระไตรปิฎก ก็พอจะแสดงให้เห็นว่า...." นรกทางกายภาพ " หรือนรกที่เป็นรูปร่างจริง ตามที่ได้กล่าวอ้างมาแล้วข้างต้น และนอกจากนั้นยังปรากฎในหนังสือพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ กับเล่มที่ ๒๘ แต่ความก็ยังไม่ชัดเจนว่า...นรกตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใด ต่อปัญหาที่ว่า นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่นั้น ตามที่ผู้เขียนได้กล่าวอ้างจากหนังสือพระไตรปิฎก หรือจากหนังสือไตรภูมิพระร่วง ล้วนแต่การสนับสนุนว่า นรก สวรรค์ นั้นมีจริง แต่จะอยู่ในสภาพใดนั้น ผู้เขียนก็ไม่สามารถจะให้คำตอบได้ จะตอบว่าอยู่ในสภาพของ นรกทางกายภาพ ก็ยังไม่ชัดแจ้งนัก หรืออยู่ในสภาพที่เป็น สภาวะทางจิต ก็เป็นเรื่องที่เราน่าจะพิจารณาอีกเหมือนกัน คือที่เรียกว่า ขึ้นสวรรค์ อาจจะหมายถึงเวลาที่เรามีจิตใจปลอดโปร่ง หมดความกังวลใจ ส่วนที่ว่า ตกกนรก หรืออาจจะหมายถึงเวลาที่เรามีจิตใจเร่าร้อน ทุรนทุราย ไม่มีความสุข ความสงบ เพราะตนเองได้ทำกรรมชั่วไว้ เหมือนดั่งคำโบราณที่กล่าวว่า " สวรรค์ในอก นรกในใจ "

จากหนังสือพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ ข้อที่ ๙๑ พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้หมู่สาวกดูพวกกษัตริย์ลิจฉวี ผู้แต่งตัวอย่างสง่างาม ประดับด้วยอาภรณ์ที่เป็นอัญมณี มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า....." ผู้ใดอยากเห็นเทวดาชั้นดาวดึงสุ์ ก็จงดูพวกลิจฉวีนี่แหละ...." ซึ่งคล้ายกับพระพุทธองค์จะบอกว่า คนที่มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตใจที่เบิกบาน คือพวก " เทวดา " หาใช่ภพภูมิที่อยู่บนท้องฟ้าไม่

เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๒๑๔ พระพุทธองค์ยังทรงตรัสว่า....พระองค์ทรงเห็นนรกที่ชื่อ
" ฉผัสสายตนิกาย " มาแล้วว่า บรรดา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ของคนเรานี้แหละ คือ นรก และสวรรค์ เพราะในขณะใดที่เราเห็นรูป ได้ยินเสียง สูดกลิ่น ลิ้มรส ได้ถูกต้อง สัมผัสทางกาย และมโนภาพที่น่าปรารถนา น่าเพลิดเพลินเจริญใจเรียกว่า ได้ขึ้นสวรรค์ แต่ในขณะใดที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ได้สัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และมโนภาพที่ไม่พึงปรารถนา ไม่น่าพอใจ มีแต่ความทุกข์ใจ ความเร่าร้อนใจ ความกลุ้มใจ ก็คือ ตกนรก

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงคิดว่า นรกและสวรรค์ สามารถตีความได้เป็นสองนัย คือ สรก สวรรค์ ทางกายภาพ หรือสภาวะทางจิต ก็ได้ เพราะความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์ละเว้นจากความชั่ว หันหน้ามาประพฤติปฏิบัติแต่การกระทำความดี เพราะในวิถีชีวิตของคนเราปัจจุบันนี้ไม่แน่นอน คนเราจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ ดังนั้นคนเราทุกคนจึงควรตั้งมั่น อยู่ในความไม่ประมาท รีบเร่งกระทำกรรมดี สะสมความดี ละเว้นสิ่งที่คิดว่าเป็นความชั่ว เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งทางกายและทางจิตใจ เมื่อตายไปก็จะได้ไม่ไปตกนรก

ในกลุ่มของผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์จริง และปัจจุบันนี้ครอบครัวที่จะกล่าวถึงก็ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสามครอบครัว โดยครอบครัวที่ ๑ ประกอบอาชีพทางการฆ่าและชำแหละเนื้อควายขาย ขณะนั้นผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่ ชีวิตในครอบครัวของเขาดูแล้วเป็นครอบครัวที่มีแต่ความร่ำรวยมาก ทุกคนมีข้าวของแพรพรรณตลอดถึงมีทองรูปพรรณประดับกาย มีอาหารการกินที่อุดมมีระดับราคาแพง ผู้เขียนก็มาคิดว่าเมื่อไรหนอครอบครัวของเราจึงจะมีความร่ำรวยเหมือนครอบครัวนี้บ้าง อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นคนมีอาชีพฆ่าและชำแหละเนื้อขายเหมือนเขา ชีวิตและความเป็นอยู่จะได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่บ้าง จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไป ๒๐ ปี ครอบครัวนี้ก็ประสบกับความยากจนลง มีบุตรที่ไม่สมประกอบซึ่งต้องเป็นภาระของทุกคนในครอบครัวต้องให้การเลี้ยงดูเพราะช่วยตนเองไม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นความจริงไปแล้ว.....ครอบครัวที่ ๒ มีอาชีพฆ่าและชำแหละเนื้อสุกรขายในตลาดมะจำโรง(พื้นที่ตำบลหนึ่งของอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่) เป็นครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยมากมีบุตรชายคนเดียวซึ่งกำลังเรียนอยู่ในวิทยาลัยอาชีวะในตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา บุตรชายคนนี้ก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนถึงแก่ชีวิต เขามีความเสียใจมาก มีใบหน้าที่หมองเศร้าตลอดเวลา ปัจจุบันก็ยังคงประกอบอาชีพทางชำแหละเนื้อหมูขายอยู่.....ครอบครัวที่ ๓ มีอาชีพฆ่าและชำแหละเนื้อสุกรขายในตลาดมะจำโรง เช่นเดียวกับครอบครัวที่ ๒ เหมือนกัน มีบุตรชาย ๒ คน กำลังอยู่ในวัยเรียนทั้ง ๒ คน คนโต มีนิสัยดื้อรั้น ชอบเอาแต่ใจตนเอง เป็นคนที่มีจิตใจก้าวร้าว ซึ่งผิดกับน้องชายที่เป็นคนมีนิสัยเรียบร้อย มีอัธยาศรัยไมตรีเป็นที่น่ารักแกคนพบเห็น มีใจเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ทุกคน เป็นที่รักของเพื่อนในโรงเรียนที่กำลังเรียนอยู่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนจนถึงแก่ชีวิต

ทั้งสามครอบครัวที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง ทำให้เห็นว่า สวรรค์ นรก นั้นมีจริง เพราะผู้ใดทำกรรมอันใดไว้ก็ย่อมได้รับผลกรรมนั้นเป็นเครื่องตอบแทน ในชีวิตและความเป็นอยู่ของทั้งสามครอบครัวเป็นชีวิตที่ไม่มีความสุขทางใจเลย เมื่อเขาเจอผู้เขียนหรหือทางคณะครูที่ไปจ่ายตลาดก็จะร้องไห้คร่ำครวญคิดถึงลูก พร่ำบ่นว่าตัวของเขาเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกของเขามีชีวิตที่แสนสั้น ทุก ๆ วันเขาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้กับลูกของคน แต่เขาก็ยังไม่เลิกอาชีพชำแหละเนื้อ จากชีวิตที่ผู้เขียนได้เล่ามานี้ชี้ให้เห็นว่า....ผลกรรมจะตามสนองผู้กระทำทุกครั้ง ทุกเวลา แต่จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำ ดังคำพุทะวจนะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า.......กมฺมุนา วตตีโลโก.....สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม....ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว......

กราบสาธุครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมพล บุญเหมย



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

สาธุๆๆ..เจ้าค่ะ.. มีดอกไม้และแมลงมาฝากเจ้าค่ะ..

ทุกๆคนต้องการสวรรค์

เขียนเมื่อ 

สวัสดีจ้ะลุงเหมย

หายไปน้าน...นาม นะจ๊ะ

สบายดีนะจ๊ะ