GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

งานชิ้นที่3

การคำนวนค่าต่างๆด้วย ฟังค์ชั่นexcel

 การหาผลรวมอัตโนมัติ ( AUTOSUM)

  การคำนวณหาค่าผลรวมด้วย MS-Excel สามารถกระทำได้สะดวก ง่าย และรวดเร็ว โดยอาศัยความสามารถที่เรียกว่า "ผลรวมอัตโนมัติ" หรือ Auto Sum ซึ่งการทำงานเกี่ยวกับ Auto Sum มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับรูปแบบข้อมูลใน Sheet

ตัวอย่างที่ 1 ต้องการหาผลรวมค่าใช้จ่ายในเดือนมกราคม โดยนำผลลัพธ์ไปไว้ในเซลล์ B7 วิธีการคือ 
  • ระบายแถบสีให้กับช่วงเซลล์ B3 : B6
  • Click ที่ไอคอน Auto Sum
  • ผลลัพธ์ปรากฏในเซลล์ B7
ตัวอย่างที่ 2 ต้องการหาผลรวมทุกรายการ (ทั้งแนวนอน และแนวตั้ง) วิธีการคือ
  • ระบายแถบสีคลุมข้อมูลการคำนวณทั้งหมด รวมพื้นที่เซลล์ที่ต้องการวางผลลัพธ์
     
  • Click ที่ไอคอน Auto Sum

     ปรากฏผลลัพธ์จากการคำนวณทุกค่าในเซลล์ที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ

การคำนวณค่า โปรแกรม Microsoft Excel มีความสามารถเด่นในด้านการคำนวณ ซึ่งมีลักษณะการคำนวณ 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่
  • การคำนวณด้วยสูตร ( Formula)
  • การคำนวณด้วยฟังก์ชันสำเร็จรูป ( Function)
การคำนวณด้วยสูตร ( Formula)
  • เลื่อน Cell Pointer ไปไว้ ณ เซลล์ที่ต้องการวางผลลัพธ์
  • สร้างสูตรการคำนวณแล้วกดปุ่ม <Enter> โดยสูตรจะมีรูปแบบดังนี้
= ค่าที่1 เครื่องหมาย ค่าที่ 2 ... ค่าที่ใช้ในการคำนวณ
  • ค่าคงที่ เช่น 500
  • ตำแหน่งเซลล์ เช่น A5 จะหมายถึงนำค่าที่ถูกเก็บไว้ในเซลล์ ณ ตำแหน่งแถวที่ 5 คอลัมน์ A มาคำนวณ
เครื่องหมายการคำนวณ ()              จัดลำดับการคำนวน ^              ยกกำลัง %               หารด้วยร้อย100 *                 การคูณ /                การหาร +                การบวก -                   การลบ ลำดับความสำคัญของเครื่องหมายการคำนวณ การคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ จะมีรูปแบบที่แน่นอนเฉพาะตัว โดยอาศัยลำดับความสำคัญของเครื่องหมายการคำนวณ ()             ลำดับความสำคัญอันดับ ^             ลำดับความสำคัญอันดับ %              ลำดับความสำคัญอันดับ *               ลำดับความสำคัญอันดับ /               ลำดับความสำคัญอันดับ +               ลำดับความสำคัญอันดับ -                 ลำดับความสำคัญอันดับ   ตัวอย่างสูตรการคำนวณ =500*2% หมายถึง เอา 2 หารด้วย 100 แล้วนำผลลัพธ์ไปคูณกับ 500 =5+5*8 หมายถึง เอา 5 คูณ 8 แล้วนำผลลัพธ์ไปบวกกับ 5 =(5+5)*8 หมายถึง เอา 5 บวกกับ 5 แล้วนำผลลัพธ์ไปคูณกับ 8 =A2/100 หมายถึง เอาค่าในเซลล์ A2 หารด้วย 100 =A2+A3+A4+A5 หมายถึง เอาค่าในเซลล์ A2 บวกด้วยค่าในเซลล์ A3 บวกด้วยค่าในเซลล์ A4 บวกด้วยค่าในเซลล์ A5  

ตัวอย่างการคำนวณ

  • ต้องการหาผลลัพธ์ของค่าน้ำในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยใช้สูตรแบบค่าคงที่
    • Click เมาส์ในเซลล์ D2 (เพราะเป็นตำแหน่งเซลล์ที่ต้องการใส่ผลลัพธ์)
    • พิมพ์สูตร =700 + 800 แล้วกดปุ่ม <ENTER>
  • ต้องการหาผลลัพธ์ของค่าไฟฟ้าในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยใช้สูตรแบบตำแหน่งเซลล์
    • Click เมาส์ในเซลล์ D3 (เพราะเป็นตำแหน่งเซลล์ที่ต้องการใส่ผลลัพธ์)
    • พิมพ์สูตร =B3+C3 แล้วกดปุ่ม <ENTER>
โดยปกติการคำนวณใน Excel จะใช้แบบที่ 2 คือ
  • สูตรแบบใช้ค่าคงที่ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้อัตโนมัติ เมื่อค่าใดค่าหนึ่งเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนผลลัพธ์จะต้องไปแก้ไขที่สูตรด้วยตนเอง
สูตรแบบใช้ตำแหน่งเซลล์ จะมีการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้โดยอัตโนมัติ เมื่อค่าใดค่าหนึ่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุด   การคำนวณด้วยฟังก์ชัน โปรแกรม Microsoft Excel มีความสามารถเด่นในด้านการคำนวณ ซึ่งมีลักษณะการคำนวณ 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่
  • การคำนวณด้วยสูตร ( Formula)
  • การคำนวณด้วยฟังก์ชันสำเร็จรูป ( Function)
ชื่อฟังก์ชันจะเป็นคำเฉพาะที่ Microsoft Excel กำหนดไว้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้มากมาย เช่น
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านการเงิน เช่น DDB( ) หาค่าเสื่อมราคาที่ระยะเวลาใด ๆ โดยวิธี Double - declining balance method
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านวัน เวลา เช่น NOW( ) ฟังก์ชันให้ค่าวันเวลาปัจจุบัน
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านคณิตศาสตร์ เช่น TAN( ) ฟังก์ชันหาค่า Tangent ของมุม
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านสถิติ เช่น SUM( ) ฟังก์ชันหาผลรวมของชุดตัวเลข
  • ฟังก์ชันคำนวณด้านฐานข้อมูล เช่น DSUM( ) ฟังก์ชันหาผลรวมของข้อมูลตามเงื่อนไขที่ระบุ
  • ฟังก์ชันในการค้นหาข้อมูล เช่น HLOOPUP( ) ฟังก์ชันหาข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไข
  • ฟังก์ชันจัดการตัวอักษร เช่น CHAR( ) ให้ค่าตัวอักษรจากตาราง ASCII
  • ฟังก์ชันการคำนวณแบบตรรก เช่น AND( ) ให้ค่าทางตรรกะในกรณี AND
  • ฟังก์ชันด้านวิศวกรรม เช่น HEX2OCT( ) แปลงตัวเลขฐาน 16 เป็นตัวเลขฐาน 8
การใช้งาน
  • เลื่อน Cell Pointer ไปไว้ ณ เซลล์ล์ที่ต้องการวางผลลัพธ์
  • สร้างฟังก์ชันการคำนวณแล้วกดปุ่ม <Enter> โดยฟังก์ชันจะมีรูปแบบดังนี้
=ชื่อฟังก์ชัน(ค่า) ค่าที่ใช้ในการคำนวณ ค่าที่นำมาใช้ในการคำนวณ อาจจะเป็นค่าคงที่ เช่น 500 หรืออาจจะเป็นตำแหน่งเซลล์ เช่น A5 จะหมายถึงนำค่าที่ถูกเก็บไว้ในเซลล์ล์ ณ ตำแหน่งแถวที่ 5 คอลัมน์ A มาคำนวณ นอกจากนี้ บางฟังก์ชัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีค่ากำกับ เช่นฟังก์ชันวันที่ปัจจุบัน ใช้เป็น = NOW() ได้เลย เป็นต้น ฟังก์ชันการคำนวณค่ามาตรฐาน ที่ Excel เตรียมไว้ให้ใช้งาน ได้แก่ =SUM(ค่าข้อมูล หรือช่วง)              หาผลรวมของข้อมูล =MAX(ค่าข้อมูล หรือช่วง)              หาค่าข้อมูลที่มีค่ามากที่สุด =MIN(ค่าข้อมูล หรือช่วง)               หาค่าข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุด =AVERAGE(ค่าข้อมูล หรือช่วง)    หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล ตัวอย่างการใช้งาน =SUM(85,25,65) =SUM(A1:A3) =MAX(85,25,65) =MAX(85,25,65) =MIN(85,25,65) =MIN(85,25,65) =AVERAGE(85,25,65) =AVERAGE(85,25,65)                      คำนวณอัตโนมัติ และรวดเร็ว ข้อมูลตัวเลขที่ป้อนลงไป สามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็ว โดย
  • กำหนดช่วงให้กับข้อมูลที่ต้องการคำนวณ
  • ดูผลลัพธ์จาก Status Bar
  • สามารถคำนวณค่าอื่นๆ ได้โดยนำเมาส์ไปชี้ที่ตำแหน่งยอดรวมบน Status bar แล้วกดปุ่มขวาของเมาส์ เลือกฟังก์ชันคำนวณที่ต้องการ
    • Average ค่าเฉลี่ย
    • Count นับจำนวน รวมเซลล์ข้อความ
    • Count Nums นับจำนวนเฉพาะเซลล์ตัวเลข
    • Max ค่าสูงสุด
    • Min ค่าต่ำสุด
    • Sum ผลรวม                                                                                                                    
แหล่งอ้างอิง : http://www.nectec.or.th/courseware/program/excel/0034.html

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 59165
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)