การหาผลรวมอัตโนมัติ (AUTOSUM)
การคำนวณหาค่าผลรวมด้วย MS-Excel สามารถกระทำได้สะดวก ง่าย และรวดเร็ว โดยอาศัยความสามารถที่เรียกว่า "ผลรวมอัตโนมัติ" หรือ Auto Sum ซึ่งการทำงานเกี่ยวกับ Auto Sum มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับรูปแบบข้อมูลใน Sheet <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ตัวอย่างที่ 1 ต้องการหาผลรวมค่าใช้จ่ายในเดือนมกราคม โดยนำผลลัพธ์ไปไว้ในเซลล์ B7 วิธีการคือ <ul>
</ul>ตัวอย่างที่ 2 ต้องการหาผลรวมทุกรายการ (ทั้งแนวนอน และแนวตั้ง) วิธีการคือ <ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #990000; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p> ปรากฏผลลัพธ์จากการคำนวณทุกค่าในเซลล์ที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>การคำนวณค่าโปรแกรม Microsoft Excel มีความสามารถเด่นในด้านการคำนวณ ซึ่งมีลักษณะการคำนวณ 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่ <ul>
</ul>การคำนวณด้วยสูตร (Formula) <ul>
</ul>= ค่าที่1 เครื่องหมาย ค่าที่ 2 ...ค่าที่ใช้ในการคำนวณ <ul>
</ul>เครื่องหมายการคำนวณ() จัดลำดับการคำนวน^ ยกกำลัง% หารด้วยร้อย100* การคูณ/ การหาร+ การบวก- การลบลำดับความสำคัญของเครื่องหมายการคำนวณการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ จะมีรูปแบบที่แน่นอนเฉพาะตัว โดยอาศัยลำดับความสำคัญของเครื่องหมายการคำนวณ () ลำดับความสำคัญอันดับ ^ ลำดับความสำคัญอันดับ % ลำดับความสำคัญอันดับ * ลำดับความสำคัญอันดับ / ลำดับความสำคัญอันดับ + ลำดับความสำคัญอันดับ - ลำดับความสำคัญอันดับ ตัวอย่างสูตรการคำนวณ=500*2% หมายถึง เอา 2 หารด้วย 100 แล้วนำผลลัพธ์ไปคูณกับ 500=5+5*8 หมายถึง เอา 5 คูณ 8 แล้วนำผลลัพธ์ไปบวกกับ 5=(5+5)*8 หมายถึง เอา 5 บวกกับ 5 แล้วนำผลลัพธ์ไปคูณกับ 8=A2/100 หมายถึง เอาค่าในเซลล์ A2 หารด้วย 100=A2+A3+A4+A5 หมายถึง เอาค่าในเซลล์ A2 บวกด้วยค่าในเซลล์ A3 บวกด้วยค่าในเซลล์ A4 บวกด้วยค่าในเซลล์ A5 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตัวอย่างการคำนวณ</p><ul>
- Click เมาส์ในเซลล์ D2 (เพราะเป็นตำแหน่งเซลล์ที่ต้องการใส่ผลลัพธ์)
- พิมพ์สูตร =700 + 800 แล้วกดปุ่ม <ENTER>
- Click เมาส์ในเซลล์ D3 (เพราะเป็นตำแหน่งเซลล์ที่ต้องการใส่ผลลัพธ์)
- พิมพ์สูตร =B3+C3 แล้วกดปุ่ม <ENTER>
</ul>โดยปกติการคำนวณใน Excel จะใช้แบบที่ 2 คือ <ul><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: black; tab-stops: list 36.0pt">สูตรแบบใช้ค่าคงที่ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้อัตโนมัติ เมื่อค่าใดค่าหนึ่งเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนผลลัพธ์จะต้องไปแก้ไขที่สูตรด้วยตนเอง</li></ul>สูตรแบบใช้ตำแหน่งเซลล์ จะมีการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้โดยอัตโนมัติ เมื่อค่าใดค่าหนึ่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุด การคำนวณด้วยฟังก์ชันโปรแกรม Microsoft Excel มีความสามารถเด่นในด้านการคำนวณ ซึ่งมีลักษณะการคำนวณ 2 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่ <ul>
</ul>ชื่อฟังก์ชันจะเป็นคำเฉพาะที่ Microsoft Excel กำหนดไว้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้มากมาย เช่น <ul>
</ul>การใช้งาน <ul>
</ul>=ชื่อฟังก์ชัน(ค่า)ค่าที่ใช้ในการคำนวณค่าที่นำมาใช้ในการคำนวณ อาจจะเป็นค่าคงที่ เช่น 500 หรืออาจจะเป็นตำแหน่งเซลล์ เช่น A5 จะหมายถึงนำค่าที่ถูกเก็บไว้ในเซลล์ล์ ณ ตำแหน่งแถวที่ 5 คอลัมน์ A มาคำนวณนอกจากนี้ บางฟังก์ชัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีค่ากำกับ เช่นฟังก์ชันวันที่ปัจจุบัน ใช้เป็น =NOW() ได้เลย เป็นต้นฟังก์ชันการคำนวณค่ามาตรฐาน ที่ Excel เตรียมไว้ให้ใช้งาน ได้แก่=SUM(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาผลรวมของข้อมูล=MAX(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาค่าข้อมูลที่มีค่ามากที่สุด=MIN(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาค่าข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุด=AVERAGE(ค่าข้อมูล หรือช่วง) หาค่าเฉลี่ยของข้อมูลตัวอย่างการใช้งาน=SUM(85,25,65)=SUM(A1:A3)=MAX(85,25,65)=MAX(85,25,65)=MIN(85,25,65)=MIN(85,25,65)=AVERAGE(85,25,65)=AVERAGE(85,25,65) คำนวณอัตโนมัติ และรวดเร็วข้อมูลตัวเลขที่ป้อนลงไป สามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็ว โดย <ul>
- Average ค่าเฉลี่ย
- Count นับจำนวน รวมเซลล์ข้อความ
- Count Nums นับจำนวนเฉพาะเซลล์ตัวเลข
- Max ค่าสูงสุด
- Min ค่าต่ำสุด
- Sum ผลรวม
</ul>แหล่งอ้างอิง : http://www.nectec.or.th/courseware/program/excel/0034.html