การคำนวณค่าต่างๆ ของโปรแกรม excel
การคำนวณค่าต่างๆ ของโปรแกรม excel
การคำนวณอย่างง่าย และฟังก์ชั่นเบื้องต้นการทำงานกับตัวเลขเมื่อพิมพ์ตัวเลขลงในช่อง Cell ของ Worksheet เราสามารถนำมาประมวลผล หาผลลัพธ์ โดยการ นำตัวเลขมา บวก ลบ คูณ หาร กันได้ เครื่องหมายที่ใช้งาน มี ดังนี้
+ |
เครื่องหมายบวก |
- |
เครื่องหมายลบ |
* |
เครื่องหมายคูณ |
/ |
เครื่องหมายหาร |
^ |
เครื่องหมายยกกำลัง |
การคำนวณทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย
การคำนวณ ใน Excel ทำได้ โดยการป้อนตัวเลขเข้าไปในช่อง cell แต่ละช่อง จากนั้น จึงกำหนดให้นำตัวเลขในแต่ละช่อง มา บวก ลบ คูณ หาร กัน ลองดูตัวอย่าง และทำตามต่อไปนี้
การใช้ AutoSum
เครื่องหมาย AutoSum บน เมนูบาร์ ใช้สำหรับการบวกตามแนว คอร์ลัมน์โดยอัตโนมัติ ซึ่งมี2.วิธีการใช้ ดังนี้
1.. ไปที่ ช่อง H1
2.. พิมพ์ 5 แล้วกด Enter
3. พิมพ์ 5 แล้วกด Enter
4. พิมพ์ 5 แล้วกด Enter
5. ขณะนี้ เคอร์เซอร์ จะมาอยู่ที่ช่อง H4
6. คลิกปุ่มบนเมนูบาร์ จะเห็นว่า ช่อง H1 ถึง H3 ถูกเลือก
7. ให้กดปุ่ม Enter เพื่อตอบตกลง จะได้ผลออกมา
การคำนวณโดยอัตโนมัติเมื่อมีการกรอกตัวเลขลงในช่อง cell และมีการสั่งให้คำนวณ Exell จะคำนวณให้แต่ถ้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าในช่อง cell ถ้าไม่ตั้งให้excelคำนวณโดยอัตโนมัติexcelก็จะไม่คำนวณให้การตั้งค่าให้คำนวณโดยอัตโนมัติ ทำได้ดังนี้1. ไปที่เมนู Tools > Options 2. คลิกเลือก แถบ Calculation 3. ถ้าลงกลมหน้าคำว่า Automatic ไม่ถูกเลือก แสดงว่าจะไม่มีการคำนวณอัตโนมัติ4. ให้คลิก เลือกดังภาพ
5. โดยปกติ โปรแกรมจะตั้งค่าให้คำนวณโดยอัตโนมัติไว้แล้ว นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลง การคลิกเลือก Cell ในการคำนวณการคำนวณนอกจากจะพิมพ์เข้าไปแล้ว เรายังสามารถใช้การคลิกที่ ช่อง cell เพื่อระบุตำแหน่งที่จะนำมาใช้ในการคำนวณ ได้อีกด้วย ลองทำตามตัวอย่างต่อไปนี้1. ไปที่ช่อง B1 พิมพ์ 2 แล้วกด Enter 2. ไปที่ช่อง B2 พิมพ์ 3 แล้วกด Enter 3. ไปที่ช่อง B3 พิมพ์ 4 แล้วกด Enter 4. ไปที่ช่อง C1 พิมพ์ 11 แล้วกด Enter 5. ไปที่ช่อง C2 พิมพ์ 12 แล้วกด Enter 6.ไปที่ช่อง C3 พิมพ์ 16 แล้วกด Enter 7. ขณะนี้ ท่านจะอยู่ที่ช่อง C4 8. พิมพ์เครื่องหมาย =9. จะเห็นที่ช่องสำหรับเขียนสูตร หรือ formula bar จะเกิดเครื่องหมายเท่ากับด้วย10. ใช้เมาส์คลิกที่ช่อง B3 จะเกิดเส้นประล้อมรอบช่อง B3 11. พิมพ์เครื่องหมาย +12. ใช้เมาส์คลิก ช่อง C3 13. พิมพ์เครื่องหมาย -14. ใช้เมาส์คลิก ช่อง C1 15. จะเห็นดังภาพข้างล่าง
16. ให้ท่านกด Enter โปรแกรมExcel จะคำนวณให้ถ้านำเมาส์มาคลิกทีช่อง C4ฟังก์ชั่นเราอาจจะพูดได้ว่า ฟังก์ขั่นของExcelก็คือสูตรสำเร็จรูปที่โปรแกรมจัดทำไว้ให้แล้วเพียงแต่เราใส่ค่าที่ต้องการเข้าไปเท่านั้น หน้าที่ของฟังก์ชั่น ก็คือเอาข้อมูลที่เราใส่เข้าไป กระทำการ บวก ลบ คูณ หาร กัน เช่น ฟังก์ชั่น SUM ก็จะนำค่าที่เราระบุมารวมกัน ได้ผลรวมออกมา ถ้าไม่มีฟังก์ชั่นเราจะต้องเสียเวลาในการพิมพ์สูตรจำนวนมาก เช่น ถ้าเราต้องการรวมตัวเลขใน B5 ถึง B8 เราต้องเขียนใน Formular bar ดังนี้=B5+B6+B7+B8
แต่ถ้าเราใช้ฟังก์ชั่น SUM ซึ่งเป็นการรวมตัวเลขใน cell เราจะเขียนสั้น และง่ายขึ้น ดังนี้=SUM(B5:B8)
โปรแกรมExcelมีฟังก์ชั่นจำนวนมากทั้งฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์ การเงิน การคิดค่าทางสถิติ เป็นต้น ฟังก์ชั่นเหล่านี้ทำให้เราสามารถหาค่าต่าง ๆ ได้โดยไม่ยากเย็น เช่น หาผลรวม หาค่าเฉลี่ยนับจำนวนความถี่ หรือแม้แต่การหาผลรวมย่อย (Subtotal) ก็สามารถทำได้การใช้ฟังก์ชั่นจำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงข้อมูลที่จะนำมาใช้ในฟังก์ชั่นจึงควรเรียนรู้การอ้างอิงข้อมูลใน cell ต่าง ๆ เสียก่อนการอ้างอิงถึงข้อมูลใน cell การจะใช้ฟังก์ได้ถูกต้อง ก็ต้องมีการระบุตำแหน่งของ cell ว่าจะเอาตำแหน่งใดบ้างการอ้างอิง แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ Relative, Absolute และ Mixed Referencing 1. การอ้างอิงแบบ Relative Referencing การอ้างอิง แบบ Relative สามารถทำได้ ดังนี้- อ้างอิง แบบ cell เดียว เช่น A1 - อ้างอิงแบบช่วง หรือ range reference เป็นการอ้างอิงตำแหน่งข้อมูลใน cell ที่ต้องการ ตั้งแต่ cell แรกที่ระบุ จนถึง cell สุดท้ายที่ระบุ รวมทั้ง cell อื่น ๆที่อยู่ในระหว่างนั้นด้วย รูปแบบในการเขียน ใช้เครื่องหมาย :คั่นกลางระหว่างชื่อตำแหน่งของ cell เช่น
| การอ้างอิง แบบช่วง | หมายถึง |
| A1:A3 | A1, A2 และ A3 |
| A1:C3 | A1, A2 , A3, B1, B2 , B3, C1, C2 และ C3 |
| การอ้างอิงแบบ ยูเนี่ยน | หมายถึง |
| A1, A3, A5 | A1, A3 และ A5 |
| (A1:C3), C7 | A1, A2 , A3, B1, B2 , B3, C1, C2 , C3 และ C7 |
| (A1:C3), (D1:D3) | A1, A2 , A3, B1, B2 , B3, C1, C2 , C3, D1, D2และ D3 |