การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต วิชากฎหมายอาญา (ข้อที่ 4) สมัยที่ 56-60

ดร.ปฐพร
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546
ข้อ 4. นายแดงเป็นคนไทยอยู่ต่างประเทศทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาอังกฤษที่สถานทูตไทย ให้นายดำไปดำเนินการให้เช่าที่ดินของตนที่อยู่ในประเทศไทย (1) แต่นายดำไม่สามารถหาผู้เช่าได้ มีแต่ผู้ต้องการซื้อ (2) นายดำจึงได้ดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเขียว (3) โดยแปลหนังสือมอบอำนาจของนายแดงเป็นภาษาไทย โดยเพิ่มเติมข้อความในคำแปลว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ด้วย(4) แล้วนำหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลภาษาไทยไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย (5) เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสอบถาม นายดำก็ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำให้เช่าหรือขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ (6) เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้โดยให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายด้วย (7) จากนั้นนายดำได้ส่งเงินค่าขายที่ดินทั้งหมดให้นายแดง
ให้วินิจฉัยว่า นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่

จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) แจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (2)ปลอมเอกสาร (3) แจ้งให้พนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ

ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายดำ มีความผิดฐานใดหรือไม่

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,264 และ 267

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริงหรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้นถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้

นายดำเป็นผู้ทำคำแปลหนังสือมอบอำนาจภาษาไทยขึ้นเอง คำแปลดังกล่าวจึงเป็นเอกสารของนายดำ ผู้ที่อ่านเอกสารดังกล่าวไม่มีใครเข้าใจว่าเป็นเอกสารที่นายแดงทำขึ้น เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอมทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด นายดำไม่ได้เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษของนายแดง ซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งนายดำไม่ได้ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
ใด ๆ นายดำจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264
การที่นายดำให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่านายแดงมอบอำนาจให้ขายที่ดินได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้และให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย บันทึกถ้อยคำของนายดำและหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำขึ้นในหน้าที่ จึงเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และการกระทำของนายดำ
ดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแดง นายดำจึงมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4/2486)

ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น (1) นายดำไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

(2) นายดำมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและฐานแจ้งความเท็จ

สมัยที่ 57 ปีการศึกษา 2547

ข้อ 4. นายดำเป็นลูกจ้างมีหน้าที่รับและจ่ายเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดแดงก่อสร้าง ซึ่งมีนายแดงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ(1) นายเขียวลูกหนี้ของห้างฯ สั่งจ่ายเช็คของธนาคารแห่งหนึ่งให้แก่ห้างฯ เพื่อชำระหนี้ โดยนำเช็คไปมอบให้นายดำ (2) นายดำเห็นว่านายแดงไม่อยู่ที่ห้างฯ (3) จึงลงลายมือชื่อของนายดำด้านหลังเช็คแล้วนำตราของห้างฯประทับกำกับลายมือชื่อของนายดำ (4) เพื่อให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อสลักหลังเช็คโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนห้างฯ (5) และจะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในวันรุ่งขึ้น (6) แต่ปรากฏว่านายดำป่วยจึงไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามที่ตั้งใจไว้

ให้วินิจฉัยว่า นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่

จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) เอกสารสิทธิ (2)ปลอมเอกสาร (3)ปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ (4) ปลอมเอกสารพิเศษ (5) เช็ค

ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายดำ มีความผิดฐานใดหรือไม่

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) , 264,265,266 (1) (4) และ 898

มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้ (9) "เอกสารสิทธิ" หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ

มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริงหรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้นถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 266* ผู้ใดปลอมเอกสารดังต่อไปนี้

(1) เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ

(2) พินัยกรรม

(3) ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้

(4) ตั๋วเงิน หรือ

(5) บัตรเงินฝาก

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

มาตรา 898 อันตั๋วเงินตามความหมายแห่งประมวลกฎหมาย นี้มีสามประเภท ๆ หนึ่งคือ ตั๋วแลกเงิน ประเภทหนึ่งคือ ตั๋วสัญญา ใช้เงิน ประเภทหนึ่งคือเช็ค

คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้

เช็คที่นายเขียวสั่งจ่ายเป็นเอกสารที่แท้จริง การที่นายดำลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างฯด้านหลังเช็คเป็นการเติมข้อความลงในเช็คซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยไม่มีอำนาจ เมื่อได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นคือธนาคาร และกระทำโดยมีเจตนาเพื่อลวงให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นการลงลายมือชื่อสลักหลังโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนห้างฯ แม้นายดำยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264
เช็คเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265
เช็คเป็นตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898 นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิประเภทตั๋วเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ด้วย (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2022/2531, 769/2540, 4073/2545)

ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น (1) นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสาร

(2) นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ

(3)นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิประเภทตั๋วเงิน

สมัยที่ 58 ปีการศึกษา 2548

ข้อ 4. นายชัยมีความประสงค์ที่จะขายที่ดินพร้อมบ้านไม้สักสองชั้นของตนให้แก่นายชม(1) แต่นายชัยเกิดป่วยหนักไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงตั้งใจจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชาญจัดการแทน (2) นายชัยเพียงแต่ลงลายมือชื่อของตนในหนังสือมอบอำนาจ และมอบหมายให้นายชาญกรอกข้อความเอง(3) แต่นายชัยถึงแก่ความตายเสียก่อนมีการกรอกข้อความ (4) นายชาญจึงนำหนังสือมอบอำนาจที่นายชัยเพียงแต่ลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความว่า นายชัยมอบอำนาจให้นายชาญขายที่ดินพร้อมบ้านไม้สักสองชั้นให้แก่นายชม ซึ่งตรงตามความประสงค์ของนายชัย (5) ทั้งที่นายชาญรู้ว่านายชัยถึงแก่ความตายแล้ว (6) และนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปให้นายชม โดยที่นายชมไม่รู้ว่านายชัยถึงแก่ความตาย (7) วันต่อมา นายชาญและนายชมนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านไม้สักสองชั้นให้แก่นายชม

ให้วินิจฉัยว่า นายชาญมีความผิดฐานใดหรือไม่

จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1)ปลอมเอกสาร (2) ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิด

ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายชาญ มีความผิดฐานใดหรือไม่

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

มาตรา 264 ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้นถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้

นายชาญนำหนังสือมอบอำนาจที่มีแต่ลายมือชื่อของนายชัย แต่ยังมิได้มีการกรอกข้อความโดยที่นายชาญรู้ว่านายชัยถึงแก่ความตายแล้ว การมอบอำนาจยังไม่สมบูรณ์ โดยผู้มอบอำนาจถึงแก่ความตายเสียก่อน การมอบอำนาจก็สิ้นผล นายชาญผู้รับมอบอำนาจไม่มีสิทธิดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว แต่นายชาญกลับทำให้การมอบอำนาจซึ่งยังมิได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ดูเสมือนเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ด้วยการกรอกข้อความ จึงอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน แม้มีข้อความตรงตามความประสงค์ของนายชัย นายชาญก็มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6898/2539)

นายชาญนำเอกสารปลอมไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านไม้สักสองชั้นให้แก่นายชม นายชาญมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกและเมื่อนายชาญเป็นผู้ปลอมเอกสารเองต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง

ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายชาญมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

สมัยที่ 59 ปีการศึกษา 2549

ข้อ 4. นายเดชตัดเลขหมายประจำแชสซีของรถยนต์โตโยต้าออก แล้วตัดเลขหมายประจำแชสซีของรถยนต์ฮอนด้ามาเชื่อมต่อไว้แทน (1) เอาป้ายทะเบียนรถยนต์ฮอนด้าที่ทางราชการออกให้ไปติดใช้กับรถยนต์โตโยต้าซึ่งป้ายทะเบียนหลุดตกหายไป (2) และเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีที่แท้จริงของรถยนต์ฮอนด้าไปติดไว้ที่กระจกหน้ารถยนต์โตโยต้าซึ่งมิได้เสียภาษีรถยนต์ประจำปี (3) แล้วนำรถยนต์โตโยต้าไปใช้งานเพื่อให้คนหลงเชื่อว่ารถยนต์โตโยต้าคันดังกล่าวมีเลขหมายประจำแชสซี หมายเลขป้ายทะเบียนตามที่นายเดชทำและเสียภาษีรถยนต์ประจำปีถูกต้องแล้ว

ให้วินิจฉัยว่า นายเดชมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่

จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) ปลอมเอกสาร (2)ปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ (3) ใช้เอกสารปลอม

ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายเดช มีความผิดฐานใดหรือไม่

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,265และ 268

มาตรา 264 ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้นถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 265ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้

นายเดชไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 เพราะเลขหมายประจำแชสซีของรถยนต์ฮอนด้า เป็นหมายเลขประจำรถยนต์ที่แท้จริง ป้ายทะเบียนรถยนต์ฮอนด้า ป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีก็เป็นเอกสารที่แท้จริงที่ทางราชการทำขึ้น นายเดชไม่ได้ทำปลอมเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวขึ้น และสำหรับแชสซีก็ไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ขูดลบ ตัวอักษรหรือตัวเลขหมายประจำแชสซีแต่อย่างใด แม้นายเดชจะกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่ารถยนต์โตโยต้ามีหมายเลขแชสซี ป้ายทะเบียนที่เป็นของรถยนต์ฮอนด้าและเสียภาษีถูกต้องแท้จริงแล้วก็ตาม

ดังนั้น เมื่อการกระทำของนายเดชไม่เป็นการปลอมเอกสารและปลอมเอกสารราชการเสียแล้ว การที่นายเดชนำเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างนายเดชจึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารและเอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่อย่างใด(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 510/2530, 3078/2525 และ 1347/2541)

ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายเดชไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอม

สมัยที่ 60 ปีการศึกษา 2550

ข้อ 4. นายสมได้นำแบบพิมพ์หนังสือลาออกมาเขียนข้อความว่า(1) "เขียนที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน วันที่ 1 สิงหาคม 2550 เรื่อง ขอลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน เรียน นายอำเภอพานทอง เนื่องด้วยข้าพเจ้า นายแสง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้ เพราะมีปัญหาสุขภาพ จึงขอลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2550 ขอได้โปรดพิจารณาอนุญาตให้ข้าพเจ้าลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านด้วย ขอแสดงความนับถือลงลายมือชื่อ นายแสง ผู้ใหญ่บ้าน" (2) และในช่องความเห็นของกำนันท้องที่ นายสมได้กรอกข้อความว่า "เห็นสมควรตามที่ผู้ใหญ่บ้านขอลาออก" (3) และได้ลงลายมือชื่อ นายสาย กำนันตำบลบางนาง (4) ความจริงแล้วนายแสงไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแต่อย่างใด(5) และนายสมได้นำหนังสือลาออกดังกล่าวไปยื่นต่อนายอำเภอพานทอง (6) นายอำเภอพานทองจึงออกคำสั่งให้นายแสงลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้

ให้วินิจฉัยว่า นายสมมีความผิดฐานใดหรือไม่

จากโจทย์ วินิจฉัยกรณี (1) ปลอมเอกสาร (2) ใช้เอกสารปลอม

ประเด็นที่ต้องตอบ (1) นายสม มีความผิดฐานใดหรือไม่

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268

มาตรา 264 ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้นถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

คำตอบ ข้อเท็จจริงตามปัญหา แยกพิจารณาได้ดังนี้

การที่นายสมปลอมเอกสารหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของนายแสง และคำรับรองความเห็นของนายสาย กำนันตำบลบางนาง โดยนายสมลงลายมือชื่อปลอมของบุคคลทั้งสองในเอกสารหนังสือลาออกดังกล่าวเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแสง ผู้ใหญ่บ้าน และนายสายกำนันตำบลบางนาง การกระทำของนายสม จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก

และการที่นายสมได้นำเอกสารหนังสือลาออกดังกล่าวไปใช้อ้างแสดงต่อนายอำเภอพานทองนายสมจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ให้ลงโทษนายสมฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง(คำพิพากษาฎีกาที่ 4495/2548)

ด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นายสมมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปฐพร ตวิษาประกิต



ความเห็น (0)