Balancing Your Life

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่ผู้คนบนโลกนี้ ไม่ว่าชาติใดภาษาใดจะต้องพบคือ การรักษาสมดุลของชีวิต ครอบครัว และการงาน

สมดุลชีวิต: การงาน ครอบครัว และตัวเอง

(Balancing Your Life)

พันเอก มารวย ส่งทานินทร์

[email protected]

23 ตุลาคม 2557

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่ผู้คนบนโลกนี้ ไม่ว่าชาติใดภาษาใดจะต้องพบคือ การรักษาสมดุลของชีวิต ครอบครัว และการงาน มีการศึกษาถึงการดำเนินชีวิตของผู้บริหาร ว่าแต่ละบุคคลมีการบริหารจัดการชีวิตของตนอย่างไร เพื่อให้ประสบความสำเร็จ

โดยผู้ประพันธ์หนังสือได้รวบรวมชีวประวัติบุคคลต่าง ๆ โดยการพูดคุยสัมภาษณ์ ประมาณ 20 ราย ถึงประวัติในวัยเด็ก ชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว และแนวคิดด้านต่าง ๆ ในเรื่องความสำเร็จ และแง่คิดของการใช้ชีวิต ไว้ให้เป็นกรณีศึกษา

ในตอนท้ายของทุกบท จะมีคำถามในเรื่องแง่คิดต่างๆ ของบุคคลที่ได้ศึกษา เช่น วิเคราะห์ว่าเหตุใดบุคคลนั้น ๆ จึงตัดสินใจเช่นนั้น อะไรเป็นแรงบันดาลใจ เขาอยู่ในช่วงวงจรใดของชีวิต วิเคราะห์บุคคลผู้นั้นโดยใช้ Balance Wheel และได้เรียนรู้อะไรจากกรณีศึกษานั้น ๆ

หนังสือเรื่อง Balancing Your Life: Executive Lessons for Work, Family and Self จัดพิมพ์โดย World Scientific Publishing Co. Pte. Ltd., ในปี ค.ศ. 2010 ประพันธ์โดย James G S Clawson แห่ง University of Virginia, USA ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ที่ the Darden Graduate School of Business, University of Virginia, สอนวิชา MBA, Executive Education, และ Doctoral programs

เขาได้รับการศึกษาดังนี้ คือ ได้รับปริญญาเอกใน ค.ศ.1979 จาก Harvard University Graduate School of Business Administration, Boston, MA, Doctor of Business Administration (DBA). Thesis: Developmental Aspects of Superior-Subordinate Relationships ได้รับปริญญาโทในปี ค.ศ. 1973 จาก Brigham Young University, Provo, UT, Master of Business Administration (MBA). Major: Marketing ได้รับปริญญตรีในปี ค.ศ. 1971 จาก Stanford University, Stanford, CA, Bachelor of Arts with Great Distinction (BA). Major: Japanese Language and Literature

เขาได้รับรางวัล David L. Bradford Educator of the Year 2009, OBTC เขายังสอนที่ the Harvard Business School, Northeastern University, the International University of Japan, และอีกหลายแห่งใน Europe, Africa, Australia, Asia, และ North America

ท่านที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (เป็น PDF file ที่มีรูปประกอบ) สามารถ download ได้ที่ website โดยคลิ๊กที่ link ต่อไปนี้คือ http://www.slideshare.net/maruay/balancing-your-life

คำถามแรกคือ อะไรคือสิ่งท้าทายที่สุดในชีวิตของคุณ ? ความท้าทายที่ว่านั้นเป็นประเด็นปัญหาเร่งด่วน หรือ ปัญหาในระยะยาว ? เป็นการระบุปัญหา เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด แล้วมากำหนดในวงล้อสมดุล (Balance Wheel) ที่มีมุมมองประเด็นต่าง ๆ เช่น ความร่ำรวย ความฉลาด ความแข็งแรงของร่างกาย ด้านชีวิตคู่ ด้านสังคม เป็นต้น โดยคะแนน 0 = zero development คะแนนเต็ม 10 = world class development (maximum potential of human race) เช่น ด้าน physical คือนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิค ด้าน professional คือได้รับรางวัลโนเบลหรือเป็นประธานาธิบดีประเทศมหาอำนาจ ด้าน financial คือมหาเศรษฐีระดับ 5 คนแรกของโลก ฯลฯ

เป็นการประเมินตนเอง ณ เวลาปัจจุบัน สามารถประเมินได้ทุกปี เพื่อหาช่องว่างในการพัฒนาสู่จุดมุ่งหมายในชีวิต 12 ประการ ว่าต้องพัฒนาด้านใดเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตอย่างสมดุล ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง บางมิติยังมีช่องว่าง บางมิติไม่มีช่องว่าง เป็นการระบุว่า คุณต้องการอะไร ? เพื่อการตั้งเป้าหมายที่จะเน้นการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะที่ยังเป็นปัญหา

ช่วงเวลาการพัฒนาของคนเรานั้น Erikson แบ่งช่วงระยะเวลาของคนเราเป็น 8 ช่วง โดยมีอายุโดยประมาณดังนี้

1.Trust vs. Mistrust (0–1)

2.Autonomy vs. Shame/Doubt (1–2)

3.Initiative vs. Guilt (2–4)

4.Industry vs. Inferiority (4–11)

5.Identity vs. Role Confusion (12–17)

6.Intimacy vs. Isolation (18–30)

7.Generativity vs. Stagnation (30–49)

8.Ego Integrity vs. Despair (50–)

เป็นการแบ่งโดยอาศัยสมมุติฐานด้านจิตวิทยา 5 ช่วงแรกเป็นการพัฒนาระดับต้น โดย Erikson มีความเชื่อว่าสภาวะแวดล้อมการเลี้ยงดูในวัยเด็ก จะส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกในวัยทำงาน แสดงถึงความเป็นตัวตนของตนเองของแต่ละบุคคล

นิยามของความสำเร็จของแต่ละบุคคลต่างกันไป เช่น ความร่ำรวย? มีอำนาจ? มีชื่อเสียง? มีความเชี่ยวชาญ? การช่วยเหลือเผื่อแผ่? มีสุขภาพดี? มีครอบครัวเป็นสุข? ได้ช่วยเหลือสังคม? หรือสบายยามเกษียณ? แต่ผู้ประพันธ์ให้ข้อคิดว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือการมีความสุข แต่ความสำเร็จคือ ความรู้สึกว่าตนเองทำได้ดีที่สุดแล้ว มีความมั่นใจในตนเอง มีผลผลิต ลืมเวลา ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำงานออกมาดีที่สุดได้โดยง่าย และมีการเรียนรู้

การวิเคราะห์การใช้เวลากับสิ่งที่ให้ความสำคัญ ควรเป็น 168 ชั่วโมง เพราะใน 1 อาทิตย์มีอยู่ 168 ชั่วโมง การใช้ชีวิตอย่างไรนั้นให้แบ่งออกมาเป็นแต่ละอาทิตย์ว่า เราทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งใดมากน้อยเท่าใด จะเห็นภาพได้กว้างกว่าการดูว่าเราใช้เวลาในแต่ละวันอย่างไร เพราะจะรวมถึงวันสุดสัปดาห์ด้วย โดยเทียบกับ Balance Wheel เพื่อจะได้ประเมินตนเองว่า ได้ใช้เวลาในสิ่งใดมากน้อยเพียงใดในแต่ละสัปดาห์ เพราะบุคคลมักจะแนะนำว่าควรใช้เวลาให้สมดุลได้อย่างไร แต่ไม่มีใครบอกว่าในความเป็นจริงแล้ว ตนเองใช้เวลาอย่างไร

ตัวอย่างบุคคลที่ผู้ประพันธ์ได้นำมาเป็นกรณีศึกษามีดังนี้

1.Charles Nelson เป็นนักวาณิชธนกิจ ที่ทำงานรัดตัว จนกระทั่งไม่มีเวลาให้กับสิ่งอื่นใด นอกจากทำงานให้สำเร็จในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งมักเป็นการทำงานแข่งกับเวลาและเน้นชัยชนะ ทำให้เกิดความเครียดและมีอาการหมดแรงเนือง ๆ เนื่องจากใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ในหนึ่งอาทิตย์เขาทำแต่งานแม้กระทั่งในวันหยุด มีชีวิตแบบเร่งรีบ ต้องทำงานให้สำเร็จทันเส้นตายอยู่เสมอ เขาบอกว่านี่คือความสำเร็จในระยะสั้น เขาไม่ได้ต้องการทำงานในลักษณะนี้ตลอดไป จริง ๆ แล้ว เขาใฝ่ฝันที่จะมีครอบครัวที่มีความสุข

2.Hassan Shahrasebi ในปี ค.ศ. 1993 Hassan ในวัย 37 ปี ฉายา The Golden Boy ดำรงตำแหน่ง Chief Financial Officer ของ Iran Office Machines Center Co. Ltd. ในอิหร่าน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เนื่องจากหลับใน เขารับผิดชอบเรื่องการเงินทุกอย่างในบริษัท ไม่เคยลางาน มักจะมาถึงบริษัทก่อนใครในเวลา 7 โมงเช้าและออกจากบริษัทเป็นคนสุดท้ายในเวลา 3 ทุ่มครึ่ง เขาเป็นคนทำงานต้องสมบูรณ์แบบ ถึงแม้อายุยังน้อย แต่เขาเป็นความดันโลหิตสูงและเป็นภูมิแพ้ มีอาการปวดศีรษะและปวดหลัง วันรุ่งขึ้นหลังประสบอุบัติเหตุ ประธานบริษัทเชื่อว่าเกิดจากทำงานหนักเกินไป จึงสั่งให้เขาพักร้อน 2 สัปดาห์

3.Tetsundo Iwakuni เกิดที่เมือง Osaka ประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ. 1936 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2เมื่อเขาอายุได้ 7 ขวบ บิดาได้เสียชีวิต ทำให้เขาต้องทำงานหนัก เพื่อช่วยเหลือมารดาและน้องสาวอีกหนึ่งคน ต่อมาเขาและครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Izumo

เขาเป็นคนขยันและตั้งใจเล่าเรียนจนกระทั่งสามารถสอบเข้า มหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น Iwakuni ทำงานที่ Nikko และได้รับคำสั่งให้ไปทำงานที่ New York ในขณะที่เขาไม่สันทัดในการพูดภาษาอังกฤษ แต่เห็นความสำคัญของภาษา จึงมุมานะเรียนภาษาจนเก่ง

ต่อมาได้ย้ายไปทำงานที่ London และมีส่วนสำคัญในการเปิดสาขาที่ Paris เขามีภรรยาที่สนับสนุนเขาทุกเรื่อง ในปี ค.ศ. 1977 เขาได้รับคำสั่งให้ทำงานที่ Tokyo ทำให้มีปัญหาเพราะเขามีบุตรสาว 2 คนกำลังศึกษาใน London ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจาก Nikko เขาได้เข้าทำงานกับ Morgan Stanley ทำให้เขาและภรรยาต้องกลับญี่ปุ่นโดยให้ลูกสาวศึกษาต่อที่ London

ในปี ค.ศ. 1984 เขาได้ทำงานกับ Merrill Lynch ที่ New York และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัท Merrill Lynch Japan ที่เป็นชาวญี่ปุ่นเป็นคนแรก

ในปี ค.ศ. 1988 เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนให้สมัครเป็นนายกเทศมนตรีของเมือง Izumo เขาได้สมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีของเมือง Izumo ในปี ค.ศ. 1989 เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เขาได้ปรับเปลี่ยนการบริหารเทศบาลใหม่ โดยเน้นการให้บริการให้ตรงกับความต้องการของประชาชน เช่น ลดการรับสินบน พัฒนากระบวนการบริการให้กับประชาชนโดยมีกำหนดเวลาที่แล้วเสร็จอย่างชัดเจน การทำงานบริการนอกเวลาราชการ การเปิดสาขาในศูนย์การค้าในวันหยุด เป็นต้น ที่สำคัญ เขายังยึดในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของญี่ปุ่นอย่างเหนียวแน่น

Iwakuni เป็นคนรักธรรมชาติ เขาจัดตั้งหมอต้นไม้ “Tree Doctors" เพื่อดูแลรักษาต้นไม้ในเมืองให้มีสภาพที่ดี มีระบบการกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพ มีการส่งเสริมกลุ่มแม่บ้าน พบปะเด็กนักเรียนบ่อย ๆ เพื่อพูดถึงอนาคตของเมือง มีการเซ็นสัญญาเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมือง Santa Clara, California ฯลฯ เขาได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วทั้งประเทศ

ในปี ค.ศ. 1993 เขาได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีซ้ำด้วยคะแนนร้อยละ 87 และตั้งใจเป็นนายกเทศมนตรีแค่ 2 สมัย เพราะเขาบอกว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่โครงการต่าง ๆ สำเร็จแล้วด้วยดี ในปี ค.ศ. 1994 เมือง Izumo ได้รับเลือกเป็นเมืองที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นเป็นปีที่สองติดต่อกัน

ในปี ค.ศ. 1996 Iwakuni ได้ตัดสินใจลงเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาของญี่ปุ่น (สภา Diet) ในเขต Setagaya-ku ของเมือง Tokyo และได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น

4.Dee Dee Fisher เกิดในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Ririe มลรัฐ Idaho หล่อนเป็นคนรักอิสระเสรี และมักท้าทายกับขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ ที่เคยยึดถือกันมา เมื่อจบชั้นมัธยมในปี ค.ศ. 1987 ได้แต่งงานกับเพื่อนชายที่เรียนมาด้วยกัน และอีก 2 ปีถัดมาได้หย่ากับสามีคนแรกตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 แล้วย้ายออกจาก Idaho

ในปี ค.ศ. 1996 ได้แต่งงานกับสามีใหม่ที่ทำงานเกี่ยวกับการผลิตสารตั้งต้นที่เป็น เอ็นไซม์ สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในร้าน GNC การได้เข้ามาอยู่ในวงการอาหารเสริม ทำให้ Fisher พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อาหารเสริมร่วมกันกับการออกกำลังกาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของสุภาพสตรี

ต่อมาหล่อนขอแยกทางกับสามีคนที่สอง ซึ่งจากกันด้วยดี โดยหล่อนเป็นคนถือลิขสิทธิ์สูตรอาหารเสริม และเรื่องราวการดูแลสุขภาพของตนเองไว้ได้ การเลือก เป็นหนทางการใช้ชีวิตของหล่อนเอง ในปี ค.ศ.1996 Fisher ออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ร่วมกับ Mel Rich เจ้าของบริษัท Bodyonics Pinnacle ชื่อ Estrolean จำหน่ายในร้าน GNC โดยหล่อนเป็นคนดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ใช้ตนเองเป็นต้นแบบ

Fisher ได้พบกับหนุ่มที่เพิ่งจบปริญญาเอกจาก Harvard ที่ Hawaii ขณะที่เตรียมการวางแผนออกผลิตภัณฑ์ หล่อนคบกับชายคนนี้ได้ 3 ปีแล้ว เขาก็ยังไม่ขอแต่งงานสักที

5.Erika James เกิดในปี ค.ศ. 1969 ที่ Bermuda แล้วอพยพมาอยู่ที่ Pennsylvania ในปี ค.ศ. 1971 เมื่ออายุได้ 5 ขวบ บิดาและมารดาได้แยกทางกันโดยต่างคนต่างมีคู่ใหม่ โดย Erika อยู่กับมารดาและบิดาใหม่ ที่ Missouri

หล่อนเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง ในปีสุดท้ายของชั้นมัธยม ได้รับเลือกเป็นประธานรุ่น และได้เรียนต่อที่ Pomona College ที่ Claremont, California ในสาขาจิตวิทยา และเรียนต่อในด้าน organizational psychology ที่ University of Michigan จนได้รับปริญญาเอก หล่อนได้รับฉายาจากเพื่อน ๆ ว่า “แสงอรุณ"

Erika เริ่มทำการสอนที่ Tulane University เมือง New Orleans, Louisiana เป็นเวลา 3 ปี และสอนที่ Emory University เมือง Atlanta, Georgia เป็นเวลาอีก 3 ปี วันหนึ่งขณะรอเครื่องบินที่ Dallas/Fort Worth International Airport หล่อนได้พบกับ Jimmie James ผู้ซึ่งทำงานกับบริษัท Exxon และมีพำนักที่เมือง Houston, Texas ทั้งคู่ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์ทางไกลและเรียนรู้กันและกันมากขึ้น

ทั้งสองได้แต่งงานกันเมื่อปี ค.ศ. 2000 ที่เมือง Houston โดยต่างฝ่ายต่างอยู่กันคนละเมือง หล่อนอยู่ที่ Atlanta ขณะที่เขาอยู่ Baton Rouge มีโอกาสพบกันตอนสุดสัปดาห์ ภายหลังแต่งงานได้ 3 ปี ฝ่ายสามีย้ายที่ทำงานไปยัง Washington, D.C. ภรรยาจึงย้ายไปที่ Northern Virginia เพื่อจะได้อยู่ใกล้กัน ต่อมาทั้งคู่มีบุตรชาย 1 คน และบุตรสาวอีก 1 คน

ในขณะที่ฝ่ายสามีต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อย ๆ ทำให้ทั้งคู่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ยกเว้นช่วงสุดสัปดาห์ ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า การที่ทั้งคู่ต่างคนต่างประกอบอาชีพ จึงทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ไม่ปกตินัก แต่ชีวิตคู่แบบนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

6.Donna Dubinsky เติบโตในแถบ southwest Michigan เมือง Benton Harbor ที่บิดาของหล่อนทำงานในโรงงานเหล็ก มีมารดาเป็นแม่บ้าน หล่อนจบการศึกษาที่ Yale University เมือง New Haven, Connecticut แล้วเข้าทำงานที่ธนาคาร Philadelphia National Bank

ต่อมาในปี ค.ศ. 1979 หลังจากทำงานในธนาคารได้ 2 ปี หล่อนได้เข้าศึกษาต่อที่ Harvard Business School ในปี ค.ศ. 1981 ขณะที่ Dubinsky เรียนเทอมสุดท้ายที่ Harvard Business School บริษัทคอมพิวเตอร์ Apple ได้มาตั้งโต๊ะรับสมัครงานวิศวกรที่มหาวิทยาลัย หล่อนได้สมัครด้วยโดยบอกว่า บริษัทคงต้องการคนที่เข้าใจลูกค้า หล่อนคือคนคนนั้น ทำให้ได้รับการว่าจ้างเป็นฝ่ายช่วยเหลือลูกค้า ต่อมาหล่อนได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย

ในปี ค.ศ. 1987 หล่อนได้ร่วมมือกับ Campbell ในการตั้งบริษัทลูกของ Apple คือ Claris แต่แล้ว Apple ได้ควบรวมกิจการของ Claris เข้าด้วยกัน ทำให้หล่อนลาออกจาก Apple

ในปี ค.ศ. 1992 Dubinsky ได้รับการติดต่อกับจาก Bruce Dunlevie ของบริษัท Palm Computing เพื่อเสนอให้หล่อนดำรงตำแหน่ง CEO ขณะเดียวกัน Bill Campbell ที่เคยทำงานที่ Claris ร่วมกันมา สนใจในตัวหล่อนและอยากได้มาร่วมทีมที่ GO Corporation ด้วยเช่นกัน

7.Ed Norris เกิดในตระกูลตำรวจ พ่อของเขาเปลี่ยนจากอาชีพขายเนื้อมาเป็นตำรวจเมื่ออายุ 32 ปี พ่อของเขาสอนให้ทำงานหนักและรู้จักรับผิดชอบตนเอง Norris เริ่มอาชีพตำรวจในเขตที่ยากลำบากที่สุดคือ Times Square ทำให้เขามีประสบการณ์ในการเป็นตำรวจมากมาย

หลังจากเป็นตำรวจใน New York ได้ 20 ปี เขาได้มารับงานเป็นผู้บัญชาการตำรวจที่ Baltimore ในปี ค.ศ. 2000 Norris บริหารกิจการตำรวจโดยอาศัยตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่มีการตั้งเป้าหมาย และทำให้ได้ตามเป้าหมาย ผลทำให้อาชญากรรมลดลงเป็นที่ชื่นชมของชาวเมือง เขาเป็นคนที่ชอบพูดแสดงออก ทำให้เป็นจุดสนใจของสาธารณชนและสื่อแขนงต่าง ๆ

ในปี ค.ศ. 2002 เขาถูกข้อกล่าวหาว่าใช้เงินในกองทุนตำรวจอย่างผิดวัตถุประสงค์ เป็นเพราะเขาละเลยในการนำใบเสร็จมาแสดงในการใช้เงิน เช่น การพาลูกน้องตำรวจไปดูเกมส์เบสบอล การสั่งตัดชุดตำรวจ รวมถึงการแจกเครื่องหมาย เครื่องแต่งกายของตำรวจลูกน้อง ต่อมาศาลตัดสินว่ามีความผิดให้ปรับเขาเป็นเงิน $10,000 เหรียญ จำคุก 6 เดือน กักบริเวณ 6 เดือน และให้ทำงานบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะอีก 500 ชั่วโมง

เมื่อต้องโทษในเรือนจำ เขาพยายามพรางตัวไม่ให้นักโทษจำเขาได้ และได้รับความลำบากเช่นเดียวกับนักโทษคนอื่น ๆ เมื่อครบ 6 เดือน เขาถูกกักบริเวณในบ้าน ที่ ฟลอริดา ระหว่างนั้น ชาวเมือง Baltimore ยังคงคิดถึงเขา และคิดว่าเขาถูกใส่ไคล้ จึงเรียกร้องให้สถานีวิทยุ FM 105.7 โทรศัพท์ติดต่อกับเขาเพื่อให้เขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการกับอาชญากรรมของเมือง

ปรากฎว่ามีผู้สนใจฟังมาก ทางสถานีจึงออกรายการสัมภาษณ์สดทุกวันช่วงเที่ยงถึงบ่ายโมง และมีชาวเมืองโทรศัพท์มาให้กำลังใจเขาเป็นจำนวนมาก หลังครบการกักบริเวณแล้ว เขาได้ไปบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ที่สถานรับเลี้ยงคนพิการ ในเมือง Baltimore รายการทางสถานีวิทยุ FM 105.7 ที่เขาจัดอยู่ได้รับความนิยมมาก ทำให้รายการต้องเปลี่ยนชื่อเป็น The Ed Norris Show และเพิ่มเวลาออกอากาศเป็นวันละ 4 ชั่วโมง จาก 10.00 – 14.00 น. โดยมี Norris เป็นผู้ดำเนินรายการสด

มีผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาในรายการเพื่อให้เขาแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เป็นตำรวจมาก่อน และเขาได้นำเสนอข่าวที่น่าสนใจด้วย Norris ได้รางวัล City Beat's “best talk-show host"

8.Walt Shill บิดาและมารดาของ Shill พบกันบนรถไฟ บิดาของเขาเป็นพลทหารเรือจากครอบครัวที่ยากจนใน Mississippi ในขณะที่มารดาของเขามาจากครอบครัวผู้มีอันจะกินใน Connecticut เขาเกิดในปี ค.ศ. 1960 เป็นบุตรคนโตของพี่น้อง 6 คน เขาแต่งงานในปี ค.ศ. 1979 Shill จบการศึกษาจาก Virginia Tech และ the University of Virginia เขาศึกษาต่อด้านการบริหารธุรกิจที่ the Darden Graduate School of Business at the University of Virginia

ในปี ค.ศ. 1997 เขาได้วางแผนการเดินทางจากชายฝั่งตะวันตกถึงด้านตะวันออกโดยใช้จักรยาน เมื่อเริ่มเดินทาง เขาประสบอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลมฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ สภาพของจักรยาน แต่การเดินทางทำให้เขาได้รับประสบการณ์ที่ดี ๆ จากคนที่คาดไม่ถึง เช่น ผู้ที่มีลักษณะท่าทางเป็นคนบ้านป่า แต่มีจิตใจงดงาม ช่วยเป็นภาระหาที่พัก ช่วยบอกทาง มีคนคืนกระเป๋าสตางค์ที่เขาทำหล่นโดยไม่ขอรับรางวัล บางคนเลี้ยงกาแฟ เลี้ยงอาหาร ฯลฯ

ทำให้เขามีทัศนคติในการมองผู้คนต่างออกไป จากการที่ได้พบกับผู้คนระหว่างทาง ทำให้เขาวางแผนในการใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มากขึ้น ทำให้เขามองเห็นอาการบ้างานของผู้อื่นได้ แล้วเขาจะรักษาบรรยากาศของการเดินทาง คือ การค้นหาความหมาย ได้เห็น ได้กลิ่น รู้สึก ถึงโลกรอบๆ ตัวเรา ได้อย่างไร?

9.Tom Curren มารดาของ Tom Curren แต่งงานกับบิดาของเขาสมัยสงครามโลก บิดาเขาเข้าร่วมสงครามและเมื่อกลับจากสงครามบิดาได้เลิกกับมารดาของเขา มารดาเขาแต่งงานใหม่เมื่อเขามีอายุได้ 10 ปี และหลังแต่งงานใหม่เขามีน้องอีก 3 คน บิดาใหม่มีลูกสาวติดมาอีก 1 คน

ตอนเป็นเด็ก Tom เป็นเด็กค่อนข้างเงียบและเก็บตัว เรียนหนังสือไม่เก่งนัก จนกระทั่งได้เรียนในมหาวิทยาลัย Trinity College ที่ Hartford เขาจบ MBA จาก Wharton ในปี ค.ศ. 1967 และสมัครเป็นทหารเรือในปี ค.ศ. 1968 -1971เขาทำงานกับ McKinsey ประมาณ 4 ปี ก่อนที่จะมาทำงานกับ Marriott ในตำแหน่ง Director of Corporate Planning ในปี ค.ศ. 1977 และต่อมาได้เลื่อนขั้นเป็นรองประธานบริษัท หน้าที่ของเขาคือผู้วางแผนยุทธศาสตร์ให้กับบริษัท และเป็นผู้คัดเลือกบุคลากร (โดยมีหลัก 3 ประการคือ ผู้ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์แบบบูรณาการ ผู้ที่มีมุมมองเรื่องการตลาด และผู้ที่มีค่านิยมเข้าได้กับบริษัท)

เขาเป็นคนจริงจังกับงาน ชอบทุ่มสุดตัว สนใจในผลลัพธ์มาก ยึดมั่นในหลักการมากกว่ารายละเอียด และมีความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ เขาสนใจในการเรียนรู้โดยใช้เวลาดึก ๆ ในการอ่านหนังสือ เข้าอบรมการสัมนาเรื่องผู้นำอยู่บ่อย ๆ หรือพูดคุยกับที่ปรึกษา เขาแต่งงาน 2 หน โดยในหนแรกเขาคิดว่าเขายังไม่มีความมุ่งมั่นเท่ากับการแต่งงานหนที่สอง ข้อดีของ Tom คือเขาไม่ชอบแข่งขันและไม่สนใจการเมืองในองค์กร แต่ชอบทำงานเป็นทีม และชอบฝึกอบรมบุคลากร

10.Judy Moore Curren มีบิดาเป็นนักบวชนิกาย Lutheran จบการศึกษาจาก Pomona College ในสาขา sociology แต่งงานครั้งแรกกับ Allen Moore มีบุตร 2 คน ก่อนแยกทางกันหลังแต่งงานได้ 9 ปี จึงตัดสินใจเรียนต่อ MBA ที่ Stanford และเข้าทำงานที่ Marriott ได้ 4 ปี จึงลาออก

หล่อนพบกับ Tom ในปี ค.ศ. 1978 ก่อนเรียน MBA ไม่นานนัก และแต่งงานกันอีก 6 ปีถัดมา หล่อนและ Tom เป็นคนจริงจังกับชีวิตมาก ไม่ยอมทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ ต่างคนต่างมีกิจกรรมของตนเองแน่นไปหมด เขาทั้งสองพยายามที่จะรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน แต่กับลูกทั้ง 2 คนของ Tom แล้ว เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก เนื่องจากลูก ๆ อาศัยที่ New York แต่เขาทั้งสองอยู่ที่ Washington DC

หล่อนบรรยายถึง Tom ว่า เป็นคนชอบมองอะไรเป็นนามธรรม มองภาพสูงและมองภาพรวม และยึดมั่นในความคิดตนเอง มักขุ่นเคืองถ้าไม่ได้ดั่งใจ เขาควรมองอะไรที่เป็นรูปธรรมบ้าง หล่อนคิดว่า ทั้งคู่ควรจะมีการสื่อสารกันให้มากกว่านี้ บางทีหล่อนคิดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่หล่อนต้องการจะบอก และทั้งสองคนควรจะมีแง่คิดว่าเป็น “เรา" มากกว่าเป็น ฉัน หรือ เธอ

11.Jackie Woods เกิดที่เมือง Cleveland, Ohio ในปี ค.ศ.1947 เป็นบุตรสาวคนเดียวของ Jack และ Gladys Dudek หล่อนจบการศึกษาจาก Muskingum College ที่ southern Ohio ในปี ค.ศ. 1969 สาขา communication และ psychology และในปีเดียวกันได้แต่งงานกับ Jack ต่อมาเขาได้ไปรบในสงครามเวียตนามในปี ค.ศ. 1970 เป็นเวลา 2 ปี

หล่อนจึงต้องหางานทำที่ Ohio Bell โดยทำหน้าที่รับคำสั่งจากลูกค้าและออกใบเสร็จ ย้ายไปทำงานที่ Bell of Pennsylvania และต่อมาย้ายทำหน้าที่ฝ่ายขายที่ Ohio Bell การจัดองค์กรใหม่ของ Bell โดยรวมงาน 7 มลรัฐเข้าด้วยกันเป็นบริษัทใหม่คือ Ameritech และในปี ค.ศ. 1986 ทำให้หล่อนได้เลื่อนชั้นเป็นประธานบริษัท Bell Communications ซึ่งเป็นฝ่ายขายของ Ohio Bell

ในปี ค.ศ. 1988 หล่อนรับตำแหน่งใหม่เป็น Chief Financial Officer ที่ สำนักงานใหญ่ของ Ameritech ที่ Chicago, Illinois และในปี 1989 หล่อนและครอบครัวย้ายมาที่ Chicago สามีหล่อนคือ Jack ได้เข้าทำงานที่ Ameritech ในแผนก Information Technology Department ด้วย

ในปี ค.ศ. 1991 Jackie ย้ายไปอยู่ฝ่ายการตลาด ในปลายปีนั้น หล่อนและครอบครัววางแผนท่องเที่ยวยุโรปในเดือนกรกฎาคม ในปี ค.ศ. 1992 โดยชำระเงินไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1992 Ameritech มีแผนปรับปรุงองค์กรใหม่ และหล่อนมีส่วนสำคัญต่อการวางแผนนี้ด้วย แม้มีผู้แนะนำว่าหล่อนควรยกเลิกแผนการเดินทางท่องเที่ยว

12.Bob Johnson เติบโตที่ Zanesville, Ohio ที่มีบิดา(ชาวสวีเดน) ทำงานที่ General Electric (GE) ส่วนมารดาเป็นชาวเยอรมัน เขาถูกเลี้ยงดูให้มีระเบียบวินัย เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างดื้อ มีอาการโรค Attention Deficit Disorder (ADD) คือไม่ชอบอยู่นิ่ง และอาการโรค Obsessive Compulsive Disorder (OCD) คือจมดิ่งกับสิ่งนั้นไม่ปล่อยวาง เขามักกังขาว่าทำไมต้องมีกฎระเบียบด้วย เพื่อนของเขาบอกว่า เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่จมอยู่ในความทุกข์นาน

เขาเล่าเรียนที่ Miami University ที่ Oxford, Ohio ด้านวิศวกรรมได้ 2 ปี แล้วเปลี่ยนสาขามาเรียนด้านธุรกิจจนจบในปี ค.ศ. 1969 เขาเริ่มทำงานที่ GE Aircraft Engines (GEAE) ในแผนกบัญชีและวิเคราะห์การเงิน เขาแต่งงานกับ Dede ในปี ค.ศ. 1972 มีบุตรสาว 2 คน บุตรชาย 1 คน

ในปี ค.ศ. 1982 ได้ย้ายไปรับตำแหน่งที่ สิงคโปร์ เพื่อฟื้นฟูกิจการซ่อมเครื่องยนต์ของ GE aircraft จากขาดทุนมาเป็นเติบโตถึง 7 เท่า เขาทำสำเร็จก่อนเวลาเป้าหมายที่วางไว้ Johnson ทำงานกับ GE ได้ 24 ปี จึงลาออกเพื่อหางานที่ท้าทายกว่า

AAR เป็นบริษัทเกี่ยวกับการบินอวกาศ ที่ Johnson รับหน้าที่เป็นรองประธานและผู้จัดการทั่วไป เพียงระยะเวลา 13 เดือนที่เขาทำงานด้วย ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มจาก หุ้นละ 2 เซ็นต์ เป็น 49 เซ็นต์ ต่อมาเขาได้ร่วมงานกับ Larry Bossidy ที่ AlliedSignal ในสาขาการบินอวกาศ และเขาทำได้สำเร็จตามเป้าหมายก่อนเวลา จนในปี ค.ศ. 1988 เขาได้รับตำแหน่งเป็น president และ CEO ของ AlliedSignal's aerospace marketing, sales, and service business

ในปี ค.ศ. 1999 บริษัท AlliedSignal ควบรวมกับ Honeywell และเปลี่ยนชื่อเป็น Honeywell International เขาได้รับตำแหน่งเป็น CEO ของ aerospace operations มีสำนักงานใหญ่ที่ Phoenix ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงจนกระทั่งเขาเกษียณในปี ค.ศ. 2006

เขากล่าวว่า ที่เขาทำสำเร็จมาโดยตลอดนั้นไม่ได้เกิดจากตัวเขา แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่ออกแบบกระบวนงานใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เขามีวิธีการทำงาน 3 ประการคือ ให้ความช่วยเหลือผู้ร่วมงาน รวบรวมบุคลากรที่เกี่ยวข้องทำงานเป็นทีม และการมุ่งเน้นที่ลูกค้า

เขาเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว และจับประเด็นสำคัญได้เร็ว ในการเผชิญกับเรื่องราวต่าง ๆ เขาใช้ ADD ให้เป็นประโยชน์คือมองทุกประเด็นหรือทุกมุมมองที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว จนกระทั่งเจอประเด็นสำคัญของปัญหาของเรื่องนั้น ๆ จากนั้นเขาใช้ OCD จับประเด็นสำคัญที่พบแล้วเจาะลึกลงในรายละเอียดจนกระทั่งพบหนทางในการแก้ปัญหา คนที่เป็น ADD มักนอนไม่หลับเพราะสมองแล่นตลอดเวลา คนเป็น OCD มักหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นอย่างไม่ปล่อยวาง และขาดการพักผ่อน

เมื่ออายุได้ 56 ปี เขาได้รับการผ่าตัดเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจ 3 เส้นเพราะเกิดการอุดตัน ซึ่งเกิดจากการตรวจพบในการตรวจร่างกายประจำปี การทำงานแบบ 24/7 คือมุ่งแต่ทำงานทำให้ชีวิตครอบครัวมีปัญหา ภรรยาขอแยกทางหลังจากที่ลูก ๆ โตหมดแล้ว และทั้งสองไม่มีเยื่อใยเหลือให้กันอีก

ชีวิตหลังเกษียณ เขาบรรยายว่า ประการแรก เขารู้สึกว่าเขาไม่รู้จะดำรงชีวิตปกติในสังคมอย่างไร เพราะเมื่อยังมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ จะมีเลขานุการคอยจัดการให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมาอยู่คนเดียว จึงต้องเรียนรู้ใหม่ที่จะทำด้วยตนเอง เขารู้สึกว่าลูกน้องจะมาคบหาสมาคมกับเขามีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะเขาเหล่านั้นสนใจแต่นายใหม่ เขาห่างเหินจากภรรยาเรื่อย ๆ และไม่ได้ติดต่อกันอีก และสุดท้ายเขารู้สึกเดียวดาย

13.James Harold Clawson เกิดในปี ค.ศ. 1899 ที่ Providence, Utah เขาเป็นบุตรคนที่สองของพี่น้องทั้งหมด 10 คน เป็นชาย 8 หญิง 2 บิดาของเขาต้องทำงานหนัก มารดาไม่รู้หนังสือ แต่ก็เลี้ยงลูกด้วยความรักความเมตตา เขาชอบอ่านหนังสือ และเป็นเด็กเรียนดี ตอนปิดเทอม เขาต้องทำงานในโรงงานน้ำตาล หัวหน้าคนงานคือ Campbell แนะนำเขาว่า งานเขียนหนังสือเบากว่างานใช้แรง และได้ค่าจ้างดีกว่าด้วย ทำให้เขามุมานะในการเรียนยิ่งขึ้น

ในปี ค.ศ. 1920 เขาเรียนที่มหาวิทยาลัย Utah State เป็นปีสุดท้าย ทีแรกเขาตั้งใจเป็นครูสอนหนังสือ หรือเป็นทนายความ แต่มีผู้แนะนำให้เรียนต่อด้านธุรกิจ เขาจึงสมัครเรียนที่ Harvard Business School และได้รับการตอบรับ ระหว่างรอเปิดเทอม เขายืมหนังสือด้านธุรกิจที่พี่ชายใช้ มาศึกษาล่วงหน้า ทำให้เขาเรียนได้ดีเยี่ยม

เขาต้องส่งตัวเองเรียนด้วยการทำงานในหน้าร้อนและทำงานในห้องสมุด ทำให้เขามีโอกาสทราบถึงหนังสือทางธุรกิจที่นักศึกษาใช้ในการเรียน และมีเวลาศึกษาล่วงหน้า เมื่อเรียนจบได้เข้าทำงานเป็นผู้ตรวจประเมินของบริษัท Stone and Webber ในปี ค.ศ. 1928 บริษัท Stone and Webber ส่งเขาให้ทำหน้าที่ตรวจประเมินที่ Seattle รับผิดชอบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกทั้งหมด รวมทั้งบริษัท Puget Sound Power and Light Company (PSPL) ทำให้เขาและครอบครัวตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ Seattle

ต่อมาเขาได้มาทำงานให้กับ PSPL ในตำแหน่งผู้ตรวจประเมินอาวุโสของบริษัท เมื่อมีอายุได้ 37 ปี และอีก 2 ปีถัดมา เขาได้รับหน้าที่เป็นฝ่ายดูแลการเงินของบริษัท Jack มีหลักในการบริหารเงินตราดังนี้ 1. ถือเงินสดให้พอเพียงเผื่อไว้เกิดกรณีฉุกเฉิน 2. ทำประกันชีวิตไว้ให้มากเท่าที่สามารถทำได้ 3. ปกป้องภรรยาและบุตรด้วยมีสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ และ 4. ลงทุนในสินทรัพย์เผื่อเกษียณไว้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบำนาญ

ต่อมาในราว ค.ศ. 1955 ขณะที่ Jack และประธานบริษัท เดินทางธุรกิจไปยังชายฝั่งตะวันออก มีสถาบันการเงินแนะนำประธานบริษัทว่า เพื่ออนาคตและราคาหุ้นที่ดีของบริษัท ควรมีการวางแผนสืบทอดตำแหน่งด้วย ในปีต่อมา Jack ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานและผู้บริหารสูงสุด ของ PSPL เขาเป็นคนทำงานหนัก และมักนำรายงานกลับมาอ่านต่อที่บ้านเป็นประจำ และใช้เวลาเช้ามืดในราวตีสี่ตีห้า ใคร่ครวญหาหนทางในการแก้ปัญหา

ในปี ค.ศ. 1965 Jack เกษียณจากบริษัท แต่ยังนั่งเป็นฝ่ายกรรมการบริหาร และให้คำปรึกษากับบริษัทด้านการปรับปรุงการบริหารอีก 5 ปี ภรรยาของเขากล่าวว่า Jack เป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง หล่อนอยากให้เขาสนใจในความรู้สึกของผู้คนบ้าง บางทีหล่อนรู้สึกว่าเขาให้ความสนใจกับหล่อนน้อยไปหน่อย

สรุป โดยมาก เรามักได้เรียนรู้จากผู้บริหารว่า เขาเหล่านั้นมีแนวทางในการบริหารงานอย่างไร แต่มักไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับการบริหารชีวิตครอบครัวให้เกิดความสมดุลอย่างไร หนังสือเล่มนี้ให้เราศึกษาชีวิตแต่ละบุคคลผ่านเลนส์ 3 รูปแบบคือ 1.) ทัศนคติชีวิต (Balance Wheel) นั่นคือวงล้อสมดุล 2.) ช่วงเวลาชีวิต (Chapter in Life) คือการพัฒนาด้านจิตวิทยาของช่วงอายุ โดยเฉพาะการเลี้ยงดูเวลาเด็กที่ส่งผลตอนเป็นผู้ใหญ่ และ 3.) ความหมายของความสำเร็จ (Nature of Success) ซึ่งแต่ละคนจะให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป และมุ่งเน้นไปสู่สิ่งนั้น

**********************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Work and Life



ความเห็น (0)