กราฟิกดีไซเนอร์คือใคร ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ตอบไม่ยาก เขาคือกลุ่มคนที่มีความรู้พิเศษ
เกี่ยวกับการสื่อสารทางสายตา ในยุคหนึ่งเป็นเรื่องของตัวพิมพ์และการพิมพ์ แต่ในยุคนี้รวมเอา
สื่ออื่นๆ เช่น นิทรรศการ อีเวนต์ อินเตอร์เน็ต และการประชาสัมพันธ์หลายประเภทเข้าไปด้วย
คนกลุ่มนี้มีลูกค้าที่ทำธุรกิจอาจจะอยู่ในภาคเอกชน ราชการหรือเป็นใครก็ได้
ในแง่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กราฟิกดีไซเนอร์มีศัพท์แสงที่ใช้ในหมู่ของตนเอง
เช่น คำว่า “การแก้ปัญหา” (problem solving) หรือ “กระบวนการออกแบบ” (design process)
รวมทั้งศัพท์เทคนิคและชื่อซอฟต์แวร์แปลกๆมากมายให้คนวงนอกได้งงเล่น
อย่างไรก็ตามนิยามที่กว้างขนาดที่เป็นอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการสื่อสารทางสายตา
ย่อมทำใหคนเห็นว่ากราฟิกดีไซด์เป็นทักษะที่ใครๆก็ทำได้ ช่างตัดสติ๊กเกอร์ แม่ค้าในตลาด
วินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอย เลขานุการ หรือเด็กนักเรียนที่ทำการบ้านส่งครู
ล้วนแต่ใช้กราฟิกดีไซน์เมื่อเขาต้องการสื่อสารกับคนรอบข้าง
กราฟิกดีไซน์จึงเป็นวงการที่แทบจะไม่มีคำว่า “สมัครเล่น“
เพราะคนที่ใช้มันเยี่ยง “กิจกรรม” ในชีวิตประจำวันมีมากกว่าคนที่ใช้มันแบบ “มืออาชีพ“
คนที่หยิบปากกาเมจิกเขียนป้ายบอกเลขบ้านหรือราคาสินค้าของตนเอง
มีมากกว่าคนที่ออกแบบนิตยสารหรือทำรายงานประจำปีของธนาคาร
หรือถ้ายึดเครื่องมือและเทคนิคการผลิตเป็นตัวตั้ง คนที่ทำกราฟิกก็มีมากมายมหาศาล
ดังที่มักพูดในวงการว่า ถ้านับจากกจำนวนของคนที่ใช้เดสก์ทอปพับลิชชิ่งของแมคอินทอช
เป็นเครื่องมือประกอบวิชาชีพแล้วละก็ นี่ต้องนับว่าเป็นดีไซน์สาขาที่รุ่งเรืองที่สุด
โดดเด่นเหนือกว่าสาขาอื่นๆ อย่างน้อยก็ในทางปริมาณ
นี่เป็นการมองปรากฏการ์นี้ในแง่ดี จะว่าไปแล้วกราฟิกดีไซด์คล้ายกับทักษะ
ในการเขียนหนังสือ ดนตรีและกีฬา อีกทั้งเป็นสิ่งที่ใครๆก็ทำเป็นอาชีพได้
โดยไม่ต้องมีดีกรีใบรับรอง หรือกระทั่งการฝึกอบรมจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาใดๆ
เห็นได้ชัดเมื่อมองไปในวงวรรณกรรมในรอบสิบปีที่ผ่านมานี้ นักเขียนระดับซีไรท์อย่าง
วินทร์ เลียววาริณ และนักเขียนรุ่นใหม่อีกหลายคน ได้นำเอากราฟิกดีไซน์มาใช้
ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมแบบใหม่ๆ นอกจากนั้นกระแส “หนังสือทำมือ“
ที่ปรากฏในเฟสทิวอลทั้งในเชิงศิลปะและบันเทิงต่างๆ ยังทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่
ในวงการกราฟิกมากมาย
ที่มองข้ามไปไม่ได้คือกราฟิกดีไซน์กลายเป็นกิจกรรมทางศิลปะ จิตรกร
ศิลปินกราฟิตี้และเซเลบริตี้บางท่าน ใช้กราฟิกดีไซน์สร้างผลงาน
ทั้งที่เป็นศิลปะและของทำขาย ทั้งที่อยู่ในแกลเลอรี่และตลาดของ SME
ทั้งด้วยคุณภาพและปริมาณที่ทำเอากราฟิกดีไซเนอร์มืออาชีพต้องถึงกับได้อาย
นับว่ามีเหตุผล เพราะโดยพื้นฐานแล้วกราฟิกดีไซน์เป็นศิลปะในการสื่อสารอย่างหนึ่ง
ในสหรัฐอาจารย์ดีไซน์บางคนไปไกลถึงกับเสนอว่า วิชานี้น่าจะถูกจัดอยู่ในสาขา humanist
หรือมานุษยศาสตร์ ส่วนวงการที่ใกล้ชิดกันก็น่าจะเป็นวรรณคดีหรือดนตรี
มากกว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์
เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือ กราฟิกดีไซน์เป็นสิ่งที่ใครๆก็ทำได้ จะเพื่อบันทึกข้อมูล
รายงานข่าว โน้มน้าวจูงใจ หรือการแสดงออกส่วนบุคคลก็ได้
ต้องยอมรับว่า ข้อดีของการเป็นกิจกรรมต้องทำให้กราฟิกดีไซน์แตกต่างจากดีไซน์สาขาอื่นๆ
คนที่ทำไม่จำเป็นต้องผ่านการร่ำเรียนมาในระบบการศึกษา งานดีๆอาจจะเกิดจากคนที่ไม่มีสถาบันรับรอง
แต่ความแพร่หลายใขเชิงกิจกรรมก็ชวนใหห้คิดว่ามันไมได้เป็นทักษะที่ซับซ้อนถึงขนาดจะเรียกได้ว่าวิชาชีพ
มองในแง่สร้างสรรค์ เป็นเรื่องของรสนิยมหรือความชอบพอส่วนตัว ไม่ใช่“ผู้เชี่ยวชาญ“
มองในแง่สินค้า ก็เป็นธุรกิจบริการที่อาศัยการขายแบบง่ายๆ
อาศัยความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบผู้ซื้อ-ผู้ขาย มากกว่าจะเป็น “มืออาชีพ“
ดังนั้น ถึงแม้กราฟิกดีไซเนอร์จะมีจำนวนมากมายและอยู่ในทุกซอกทุกมุมของสังคม
แต่เชิงวิชาชีพหรือวงการออกแบบที่มีองค์ความรู้เป็นของตัวเอง กลับไม่มีใครรู้จักหรือยอมรับนับถือ
หากแต่เรียกมันว่า “วิกฤติอัตลักษณ์” ของอาชีพกราฟิกดีไซน์ และลองสำรวจดู
เราอาจะพบว่ามีประเด็นการออกแบบมากมายหลายรูปแบบ
มองไปที่ระบบการศึกษา จะพบว่าทุกๆ ปีเด็กมัธยมจำนวนมาก โดยไม่รู้ชัดว่ากราฟิกดีไซน์นั้นคืออะไร
ตัดสินใจว่านี่เป็นอาชีพที่มีอนาคตรุ่งโรจน์ เด็กอายุไม่ถึงสิบแปดเหล่านี้ จะถูกดูดกลืนเข้าไป
โดยโรงเรียนดีไซน์จำนวนมาก ทั้งในภาครัฐและเอกชนมากมาย ใช้เวลาสี่ปี
เรียนเรื่องตัวพิมพ์สักสองคอร์ส หัดวาดรูปตวามใจชอบสักสองปี
ทำโฆษณาดูกันเองสักสิบสิบชั่วโมง และใช้คอมพิวเตอร์อย่างกระท่อนกระแท่น
สักร้อยชั่วโมง จากนั้น ก็ออกมาในสภาพที่พร้อมสำหรับหน้าที่ดีไซเนอร์มืออาชีพ
พร้อมด้วยความคาดหวังว่าจะมีลูกค้ารออยู่เต็มไปหมด
ไม่ต้องพูดถึงการที่ชื่อสาขานี้ในแต่ละมหาวิทยาลัยต่างๆ แทบจะไม่มีที่ไหนใช้ตรงกัน
บ้างเรียกนิเทศศิลป์ บ้างเรียกเลขศิลป์ บ้างเรียกนฤมิตศิลป์ บ้างเรียกจักษุศิลป์ ฯลฯ
ซึ่งล้วนแต่ทำให้ผู้ปกครองหรือคนออกค่าหน่วยกิตต้องงุนงง
ในกลุ่มงานที่เป็นสิ่งพิมพ์และเข้าถึงประชาชนในวงกว้างอย่างเวบไซต์
รวมทั้งนักสร้างคาแรกเตอร์ต่างๆ ก็ไม่พยายามถูกเรียกว่าเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์
ด้วยกลัวว่าจะทำให้ลูกค้าคิดว่ารับผิดชอบได้ไม่รอบด้ายหรือครบวงจร
ในขณะเดียวกัน คนที่เรียกตัวเองว่ากราฟิกดีไซเนอร์ก็มีอยู่เพียงหยิบมือ
พื้นที่ของเขาหดแคบลงจนเหลือแต่ในวงที่เรียกกันว่าคอร์ปเปอเรตดีไซน์
หรือที่เกิดขึ้นใหม่คือนักออกแบบตัวอักษรหรือไทป์ดีไซเนอร์
มองไปที่สื่อ จึงไม่น่าประหลาดใจที่ถึงเวลาสัมภาษณ์ดีไซเนอร์ทีไร
ก็จะเห็นใบหน้าซ้ำๆ ซากๆ อยู่เสมอ
ปรากฏการณ์หนึ่งของการไม่มีเส้นแบ่งระหว่ากิจกรรมกับวิชาชีพก็คือ
มือสมัคครเล่นสามารถเข้ามาแทนทีี่มืออาชีพ ขออธิบายก่อนว่าชีวิตของ
อาชีพกราฟิกดีไซเนอร์นั้น ขึ้นต่อการแข่งกันเสนอแบบให้ลูกค้าหรือที่เรียกว่า “พิตช์“
การพิตช์แบบไทยๆ ต่างจาการเสนอขายทั่วไป เพราะการจะเอาใครเข้าแข่งขันหรือมีตัวเลือก
จำนวนเท่าใดลูกค้าเป็นผู้กำหนด ในเกมการพิตช์แบบนี้กราฟิกดีไซน์จึงเป็นเพียง
หนึ่งในสินค้าสำเร็จรูปที่ลูกค้าสามารถชี้นิ้วเลือกได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น
เมื่อไม่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ก็ไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งก็เท่ากับว่ามีฐานะเป็นเพียง
ผู้เข้าร่วมประกวดผู้หนึ่งเช่นในการประกวดทั่วไป
ที่สำคัญคือ หนักๆเข้า การจัดประกวดทั่วไปก็เข้ามาแทนการพิตช์ เช่น
ถ้าลูกค้าอยากได้โลโก้สักอัน แทนที่จะจ้างมืออาชีพสักรายหนึ่งด้วยเงินสักแสนบาท
ก็ใช้เงินแสนนั้นไปกับการประกวด แม้เมื่อกลายเป็นรางวัลจะได้กันคนละไม่ถึงหมื่น
แต่คนนับพันก็จะเฮละโลส่งงานเข้าประกวด ซึ่งในที่สุดลูกค้าก็ได้ถึงสองต่อ
นั่นคือทั้งโลโก้แล้วข่าวประชาสัมพันธ์ในสื่อ
เกิดเป็นมาตรฐานที่ถูกยอมรับกันสืบไปว่าใครๆก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ได้
ถึงที่สุดแล้ว วิกฤติอัตลักษณ์ของกราฟิกดีไซเนอร์แสดงออกอย่างชัดเจน
ตรงที่ไม่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มและต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของ
คนทำมาหากินด้วยทักษะนี้ กราฟิกดีไซเนอร์ไม่มีสมาคมวิชาชีพ (หรือมีอยูู่แต่ไม่มีใครรู้จัก)
เป็นตัวแทนของตน ปัญหาต่างๆ ที่จะเห็นว่ามีการร้องเรียนกับชุมชนของตนอยู่เป็นประจำ
ในเว็บไซต์ เช่น ราคากลางในการเสนองาน มาตรฐานในการประกวดงาน หรือลิขสิทธิ์ตัวพิมพ์
ล้วนเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีองค์กรอย่างเป็นทางการในการเจรจารณรงค์
และเรียกร้องประโยชน์ทั้งต่อชุมชนและสังคม
มองในมุมกว้างสิ่งที่ตามมาคือไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีมาตรฐาน
ไม่น่าแปลกที่วงการนี้ไม่มีแนวทาง มีแต่แฟชั่นที่ขึ้นมาและตกไปเพราะเมื่อขาดการรวมตัวกัน
ก็ย่อมไม่มีใครหาญกล้ามากำหนดเรื่องมาตรฐานความสวยงาม
มาถึงตรงนี้ ข้อสรุปน่าจะเป็นว่ากราฟิกดีไซน์ที่เป็นกิจกรรมนั้นเจริญขึ้นแต่ที่เป็นวิชาชีพนั้นเจริญลง
http://thaigraphicdesigner.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-what-is-graphic-design/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB/